Cast Away Forrest Gump Saving Private Ryan Tom Hanks

ถอดบทเรียน ทอม แฮงค์ส กับชีวิตการทำงานในโลกฮอลลีวูด

Home / bioscope / ถอดบทเรียน ทอม แฮงค์ส กับชีวิตการทำงานในโลกฮอลลีวูด

เมื่อ ทอม แฮงค์ส คือหนึ่งในนักแสดงฮอลลีวูดที่ผู้ชมค่อนโลกยอมรับนับถือในฝีมือการถ่ายทอดตัวละครต่างๆ ออกมาได้อย่างสมจริงและเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกอันแสนละเอียดอ่อนของมนุษย์ในหลากรูปแบบ นับจาก Big (1988, เพนนี มาร์แชลล์), Philadelphia (1993, โจนาธาน เด็มมี), Forrest Gump (1994, โรเบิร์ต เซเม็กคิส), Saving Private Ryan (1998, สตีเวน สปีลเบิร์ก), Cast Away (2000, เซเม็กคิส), Captain Phillips (2013, พอล กรีนกราสส์) มาจนถึง The Post (2017, สปีลเบิร์ก) รวมถึงการกำกับหนังอย่าง That Thing You Do! (1996) – ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในแง่ใดแง่หนึ่งด้วยกันทั้งสิ้น

ฉะนั้น เราจึงเชื่อเหลือเกินว่า ทั้งในมันสมองและหัวจิตหัวใจของผู้ชายคนนี้ น่าจะเต็มไปด้วยแนวคิดเจ๋งๆ ในการทำงาน(และการดำเนินชีวิต)เป็นแน่แท้ …และนี่คือแนวคิด 5 ข้อที่น่าจะช่วยทำให้แฮงค์สกลายมาเป็นหนึ่งใน ‘คนทำงาน’ ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกได้อย่างทุกวันนี้

Forrest Gump
1) จงทำทุกสิ่งด้วย ‘แรงปรารถนา’ อันแรงกล้า …และแปรมันมาเป็น ‘พลังบวก’

ใช่แล้ว, แรงปรารถนาอันแรงกล้าในทีนี้ หมายถึง passion ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงดังตั้งใจ ซึ่งแฮงค์สดูจะตระหนักถึงพลังในข้อนี้เป็นอย่างดี จากการตั้งใจทำทุกงานซึ่งล้วนมาจากบทบาทที่เขา ‘เลือก’ แล้วว่าจะสามารถทุ่มเทให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็มเท่านั้น “ผมทำงานด้วยสัญชาตญาณและพลังใจเป็นหลักครับ” แฮงค์สเคยกล่าวไว้เช่นนั้น

และถึงแม้ว่าจะต้องพบเจอกับอุปสรรคต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิด ‘พลังลบ’ ขึ้นในจิตใจ แต่เขาเชื่อว่า มนุษย์เราต้องหัดใช้ความปรารถนาของเรานั้นมาสร้างเป็น ‘พลังบวก’ ให้แก่ตัวเอง หรือก็คือการรู้จักมองโลกในแง่ดีภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายนั่นเอง “ถ้าผมต้องไปออดิชั่นบท แล้วเจอหนุ่ม 9 คนกำลังออดิชั่นอยู่ด้วย และพวกเขาดันหน้าตาดีกันหมดทุกคน ผมจะถือว่าผมได้เปรียบนะ เพราะคนหล่อพวกนั้นได้กลายเป็น ‘ของโหล’ ไปแล้ว และถ้าทีมงานกำลังมองหาคาแร็กเตอร์แบบอื่นอยู่-เช่นหนุ่มหน้าเซ่อผมเสียทรงที่แสดงได้พอใช้ มันก็คงต้องเป็นผมนี่แหละ!”

Philadelphia
2) จงโอบกอด ‘ความกลัว’ และส่งผ่านแต่ ‘ความจริง’

แม้มนุษย์เราจะมี ‘ความกลัว’ ต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตมากสักแค่ไหน แต่การได้ก้าวออกจากพื้นที่อันปลอดภัยของตัวเองเสียบ้าง ก็อาจช่วยให้เราสามารถพัฒนาขีดความสามารถและความมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้น ทั้งยังอาจค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้หรือเข้าใจมาก่อนด้วย เช่นเดียวกับแฮงค์สที่มักเข้าไปออดิชั่นหรือตัดสินใจรับบทบาทที่เขาไม่คุ้นเคย เพื่อพาตัวเองให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นเสมอ “งานที่ผมทำมันสนุกขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่เจ๋งที่สุดก็คือ มันยังคงเป็นสิ่งที่ ‘น่ากลัว’ สำหรับผมอยู่ดี เพราะมันเหมือนกับว่าคุณต้องเดินไต่ลวดตลอดเวลาน่ะ แต่ถ้าผมไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ผมทำอยู่นี้ ผมคงยิ่งรู้สึกพลาดกว่าเดิม – ความกลัวชนิดที่ว่านี้เองเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงการมีชีวิตอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์มากเลยนะครับ” แถมเขายังย้ำด้วยว่า “คุณต้องพาตัวเองก้าวไปข้างหน้า คุณจะมัวเอาแต่นั่งตัวสั่นงันงกเพราะกลัวว่าจะทำพลาดไม่ได้หรอก”

และหนึ่งในวิธีการทลายกำแพงแห่งความกลัวของเขาก็คือ การยอมรับ ‘ความจริง’ ในแง่มุมต่างๆ ของชีวิตตัวเองให้ได้ และกล้าที่จะเผยมันออกมาให้ตัวเอง-หรือแม้แต่โลก-ได้รับรู้และยอมรับมัน “ผมพยายามที่จะไม่โกหกใครเลยนะ เพราะหนทางเดียวที่จะสามารถควบคุมได้ว่า คุณจะถูกคนอื่นมองว่ายังไง ก็คือการยอมพูดแต่ความจริงนี่แหละ” แฮงค์สเผย “อย่างเวลาที่ผมต้องไปให้สัมภาษณ์ ผมก็จะพูดแต่ความจริงว่าผมทำมาหากินอะไรยังไง บางครั้งมันงี่เง่าแค่ไหน หรือมันมีอะไรที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้บ้าง”

Cast Away
3) จงพร้อมเสมอที่จะ ‘ด้นสด’

ในสายอาชีพนักแสดงของแฮงค์ส ‘การด้นสด’ (Improvisation) หรือการแสดงนอกบทเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ตรงหน้า คือหนึ่งในสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการถ่ายทำไม่เป็นไปอย่างที่เขาและทีมงานตั้งใจไว้ การด้นสดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะสามารถทำได้ดี เมื่อนักแสดงอย่างเขาสามารถ ‘เข้าถึง’ ปูมหลังและ ‘เข้าใจ’ รายละเอียดชีวิตของตัวละครได้อย่างหมดจด จนสามารถถ่ายทอดบุคลิก การกระทำ และคำพูดของตัวละครนั้นๆ ออกมาได้โดยไม่หลุดไปจากสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้ในตัวบท

แนวคิดเหล่านี้ดูจะไม่ต่างจากการใช้ปฏิภาณไหวพริบในการ ‘แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า’ เมื่อต้องพบเจอกับปัญหา/อุปสรรคที่ไม่คาดฝันระหว่างการทำงาน-ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตาม-ของเราๆ ท่านๆ – โดยการด้นสดนั้นต้องอาศัยความมั่นใจและประสบการณ์ที่ถูกฝึกฝนมาแล้วอย่างหนักหน่วงจากสองข้อก่อนหน้านี้เข้ามาประกอบด้วย

Saving Private Ryan
4) จงหมั่นบอกตัวเองว่า ทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มี ‘ทางลัด’

“ผมก็อยากให้มี ‘ทางลัด’ (แห่งความสำเร็จ) เหมือนกันนะ แต่มันไม่มีหรอก ไอ้สิ่งที่ว่านั่นน่ะ” ที่แฮงค์สกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะไม่มีอะไรบนโลกที่เราจะได้มันมาง่ายๆ หรือถึงแม้จะมีอะไรได้มาง่ายๆ ก็ต้องมีสิ่งที่เรา ‘ต้องแลก’ ด้วยเสมอ ไม่ต่างจากแฮงค์สที่กว่าจะกลายมาเป็นนักแสดงแถวหน้าของโลกอย่างในทุกวันนี้ เขาต้องทั้งเรียนรู้และฝึกฝนจากผลงานเรื่องแล้วเรื่องเล่า และแน่นอนว่า เมื่อตัดสินใจรับบทบาทอะไรก็ตาม เขามักจะทำงานหนัก โดยค่อยๆ ทำไปทีละขั้น และศึกษาเรียนรู้บทบาทนั้นให้ลึกซึ้งอย่างตั้งอกตั้งใจเสมอ อาทิ การฝึกเป็นทหารใน Saving Private Ryan, เป็นกัปตันเรือใน Captain Phillips และเป็นนักบินอวกาศใน Apollo 13 (1995, รอน เฮาเวิร์ด) “อย่าละความพยายาม เพราะคุณไม่มีวันรู้หรอกว่า วันข้างหน้ากระแสน้ำแห่งชีวิตจะพัดพาอะไรมาให้”

แฮงค์สยังบอกอีกด้วยว่า ที่เขาทำงานหนักเช่นนี้ ก็เพราะอยากให้ตัวละครของเขาสามารถ ‘ต่อติด’ กับความรู้สึกของคนดูได้มากที่สุด “หลายคนเอาแต่สนใจว่าหนังเรื่องไหนจะขึ้นอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผมเลย เพราะสิ่งที่เดียวที่จริงแท้ก็คือ ‘ความรู้สึกเชื่อมโยงที่ผู้ชมมีต่อหนังสักเรื่อง’ ต่างหากเล่า”

That Thing You Do!
5) และเมื่อทำได้แล้ว ก็จงอย่าให้ความสำเร็จย้อนมา ‘ทำร้ายตัวเอง’

แฮงค์สบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราทำจะเกิดประสบความสำเร็จขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง แต่ก็จงอย่า ‘สำคัญตนผิด’ ว่าเราเก่ง หรือเหนือกว่าคนอื่นแล้ว รวมถึงอย่า ‘เกียจคร้าน’ แล้วรอให้คนหรืองานถัดจากนั้นวิ่งเข้ามาหา (เพราะนั่นคือการทำร้ายตัวเองทางอ้อม โดยการไม่ยอมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พัฒนาไปสู่จุดที่ดีกว่านี้อีกเรื่อยๆ) แต่จงย้อนกลับไปตั้งใจทำงานตามขั้นตอน-เหมือนกับตอนที่เรายังไม่ประสบความสำเร็จนั่นแหละ “เวลาที่คุณมีหนังฮิตสักเรื่อง ก็จะมีแต่คนมาสนใจคุณอยู่แล้ว” เขาว่า “แต่คุณจะไปคิดว่า ‘โอ้ ผมรู้ซึ้งในเรื่องนี้แล้ว’ ไม่ได้ …คุณยังไม่รู้อะไรทั้งนั้น ถ้าคุณเคยเล่นหนังมาแค่สองเรื่อง!”

ในทางกลับกัน จงอย่าให้ ‘ความล้มเหลว’ มาหยุดยั้งเรา (แฮงค์สเคยเล่นหนังที่ทั้งโดนด่าและไม่ทำเงินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน) และใช้มันเป็นโอกาสในการเรียนรู้ข้อผิดพลาดเพื่อปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป มองหาให้เจอว่าอะไรที่ทำให้เราล้มเหลว และเราจะแก้ไขข้อบกพร่องนั้นด้วยวิธีการใด “คุณจะสามารถเรียนรู้อะไรๆ จาก ‘สิ่งที่ไม่เวิร์ค’ ได้มากกว่า ‘สิ่งที่เวิร์ค’ นะ” แฮงค์สทิ้งท้ายอย่างสั้นง่าย …แต่ได้ใจความ