Avengers Avengers: Endgame Foxcatcher Hulk Mark Ruffalo Spotlight The Kids are All Right You Can Count on Me

มาร์ค รัฟฟาโล นักแสดงผู้เผยด้าน ‘อ่อนแอ’ และ ‘อ่อนไหว’ ของมนุษย์เพศชาย

Home / bioscope / มาร์ค รัฟฟาโล นักแสดงผู้เผยด้าน ‘อ่อนแอ’ และ ‘อ่อนไหว’ ของมนุษย์เพศชาย

หลังจากที่เราได้เห็นชายบุคลิกอ่อนละมุนอย่าง มาร์ค รัฟฟาโล โลดแล่นอยู่บนจอหนังด้วยบทบาทของ Hulk มนุษย์ยักษ์ร่างเขียวผู้แข็งแกร่งและเกรี้ยวกราดแห่งจักรวาลมาร์เวลอยู่นานสองนาน มันก็ทำให้เรานึกย้อนไปถึงเส้นทางการแสดงที่ผ่านมาของเขาตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งหากมองจากหน้าฉากก็อาจจะดูขัดแย้งกับตัวละครอันโด่งดังนี้ของเขาอยู่ไม่น้อย เพราะตัวละครอื่นๆ ก่อนหน้าที่เขาเคยรับเล่นนั้น มักมีสถานะเป็น ‘มนุษย์เพศชาย’ ที่แสดงความ ‘อ่อนแอ’ และ ‘อ่อนไหว’ ในชีวิตออกมากันแบบต่างกรรมต่างวาระเสมอ

จากบทแจ้งเกิดอย่างน้องชายไม่เอาไหนผู้สร้างปัญหาดราม่าใน You Can Count on Me (2000, เคนเนธ โลเนอร์แกน), บทคุณพ่อฮิปปี้สายสุขนิยมใน The Kids Are All Right (2010, ลิซา โชโลเดนโก), บทนักกีฬามวยปล้ำผู้น่าเห็นใจใน Foxcatcher (2014, เบนเน็ตต์ มิลเลอร์) มาจนกระทั่งถึงบทนักข่าวผู้ตามติดคดีอื้อฉาวของศาสนจักรใน Spotlight (2015, ทอม แม็กคาร์ธี) – ซึ่งสามเรื่องหลังนี้ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าชิงออสการ์มาแล้ว

You Can Count on Me

อาจเรียกได้ว่า You Can Count on Me คือหนังที่กรุยทางให้โลกได้เห็นว่า รัฟฟาโลเหมาะสมกับการถ่ายทอดตัวละครชายที่อ่อนแอและอ่อนไหวมากขนาดไหน เพราะเขาต้องรับบทเป็น เทอร์รี น้องชายผู้ยังคงใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่แบบไม่เป็นโล้เป็นพายของ แซมมี (ลอรา ลินนีย์) ซึ่งเป็นสองพี่น้องที่พ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตั้งแต่พวกเขายังเด็ก จนต้องต่อสู้ชีวิตกันมาตามลำพัง และการหวนคืนกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันในหนนี้ ก็นำไปสู่เรื่องวุ่นวายที่ทำให้คนทั้งคู่ต้องยอมเปิดเผยอารมณ์ทั้งด้านบวกและลบต่อกันอย่างหมดเปลือก “หนังเรื่องนี้แสดงเห็นว่า พวกเราล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความบกพร่องทางอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น” รัฟฟาโลย้อนรำลึก

Foxcatcher
Spotlight

หรือในหนังสามเรื่องที่ทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์ในสาขา ‘นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม’ รัฟฟาโลก็ต้องเผยความอ่อนแอ/อ่อนไหวของเพศชายออกมาภายใต้แง่มุมที่น่าสนใจด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น The Kids Are All Right ที่เขาต้องเล่นเป็น พอล หนุ่มฮิปปี้รักสนุก -เจ้าของสเปิร์มที่เคยถูกบริจาคไปให้คู่รักเลสเบี้ยน (จูลีแอนน์ มัวร์ และ แอนเน็ตต์ เบนิง)- ที่เริ่มรู้สึกรู้สาไปกับการเป็น ‘พ่อ’ ของลูกๆ ที่เขาไม่เคยเลี้ยงดูขึ้นมาจริงๆ, Foxcatcher ที่เขาต้องเล่นเป็น เดฟ นักกีฬามวยปล้ำแชมป์เหรียญทองโอลิมปิกผู้อ่อนโยนที่ต้องการสนับสนุนน้องชายของเขา-ผู้ซึ่งกลับเห็นว่าเดฟคืออุปสรรคในการก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์มวยปล้ำแต่เพียงผู้เดียวของตน รวมถึง Spotlight ที่เขาต้องเล่นเป็น ไมเคิล นักข่าวที่เป็นห่วงความปลอดภัยของผู้คน-โดยเฉพาะเด็กๆ-ในชุมชนมากเสียจนต้องร่วมมือกับทีมข่าวจัดการเปิดโปงคดี ‘บาทหลวงลวนลามเด็ก’ อันน่าสะพรึงให้ชาวโลกได้รับรู้

Begin Again
Thanks for Sharing

เช่นเดียวกับใน Begin Again (2013, จอห์น คาร์นีย์) ที่เขาต้องรับบทเป็น แดน โปรดิวเซอร์หนุ่มดวงตกและติดเหล้าผู้อยากลองปลุกปั้นศิลปินสาวดูอีกสักหน และใน Thanks for Sharing (2012, สตวร์ต บลูมเบิร์ก) ที่เขาต้องรับบทเป็น อดัม หนุ่มจากกลุ่มบำบัดเซ็กซ์ที่อยากลองเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ สองตัวละครนี้ของรัฟฟาโลต่างก็เป็นผู้ชายที่เคยอ่อนแอและพลาดพลั้ง แต่ก็ยังพยายามดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตของตนและคนรอบข้างดีขึ้น “มีหลายครั้งที่ผมคิดว่า ในฐานะของคนคนหนึ่ง หรือนักแสดงคนหนึ่ง เราต่างก็มีความเข้าใจอันเป็นสากลร่วมกันอยู่แล้ว เกี่ยวกับทุกๆ แง่มุมในการเป็นมนุษย์ ซึ่งมาจากประสบการณ์ในแต่ละช่วงชีวิตของเรา” เขาว่า “ยิ่งในฐานะนักแสดงด้วยแล้ว คุณต้องสามารถปรับจูนเข้าหาแง่มุมที่แตกต่างและความเข้มข้นของสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างตัวละครแดนก็มีหลายอย่างที่ผมเข้าใจเขานะ ถึงผมจะไม่ได้เป็นเหมือนเขาแบบสุดๆ ก็เถอะ” ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ถือเป็นหลักยึดสำคัญในงานแสดงของเขาตลอดมา

The Normal Heart

มิพักว่านั่นหมายถึงการที่เขาต้องเล่นบท เน็ด นักเขียน ‘เพศหลากหลาย’ ที่ผันตัวเองมาเป็นนักสิทธิมนุษยชนและรณรงค์เรื่องปัญหา HIV ในหนังฉายทางทีวีอย่าง The Normal Heart (2014, ไรอัน เมอร์ฟี) ก็ตาม “ผมไม่ได้เป็นเกย์ ผมเลยอาจไม่ค่อยเข้าใจพวกเขามากนัก แต่ผมเข้าใจว่าอะไรคือการถูกแบ่งแยกเหมารวม จากประสบการณ์ต่างๆ ที่ผมเคยเจอมา ซึ่งมักเป็นคำดูถูกที่ตราหน้าผมว่า ‘แกมันก็แค่ไอ้พวกคนอิตาเลียน / ไอ้พวกเต้นกินรำกิน / ไอ้พวกเดโมแคร็ต / ไอ้พวกลิเบอรัลเท่านั้นแหละว้า!’”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจเป็นเพราะนิสัยพื้นฐานของรัฟฟาโลที่มัก ‘ใส่ใจความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง’ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาจึงสามารถถ่ายทอดด้านที่เปราะบางของมนุษย์เพศชายออกมาได้อย่างน่าเชื่อและน่าเห็นอกเห็นใจ ซึ่งก็คงเป็นผลมาจากประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ของเขาเองด้วยส่วนหนึ่ง ทั้งการต้องอดทนกับโรคร้ายนานาในแต่ละช่วงวัย (ทั้งโรคสมาธิสั้นที่มาพร้อมปัญหาในการอ่านที่เป็นมาแต่เด็ก และอาการเนื้องอกในสมองที่ทำให้ใบหน้าเป็นอัมพาตครึ่งซีกอยู่นาน ก่อนที่มันจะส่งผลให้หูข้างซ้ายของเขาหนวกโดยถาวร!), การเป็นนักกีฬามวยปล้ำของโรงเรียนซึ่งต้องอาศัยวินัยและความพยายามอย่างสูง, การเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ต้องคอยบริการลูกค้า-ซึ่งล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้า-อยู่นานหลายปีในช่วงก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง หรือแม้แต่การเป็นคุณพ่อลูกสามที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ครอบครัวอย่างไม่ขาดตกบกพร่องมาจนถึงทุกวันนี้

การรับบท Hulk ในจักรวาลมาร์เวล

อย่างไรก็ดี แม้รัฟฟาโลจะต้องรับบทซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Hulk มาแล้วหลายครั้ง โดยมี Avengers: Endgame (2019, พี่น้องรุสโซ) เป็นผลงานเรื่องล่าสุด แต่เขาก็ยังคงแสดงด้านอ่อนแอ/อ่อนไหวผ่านตัวละครนี้ออกมาได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะถึงแม้จากภาพลักษณ์ภายนอก Hulk จะดูเป็นตัวละครจอมทำลายที่ ‘หัวร้อน’ อยู่ตลอดเวลา หากแต่ภายในก็ยังแฝงความหวั่นไหวเปราะบางเอาไว้ในทุกครั้ง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงตัวละครเจ้าของร่างต้นอย่าง ดร.บรูซ แบนเนอร์ -ที่เป็นชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนโยนอยู่แล้ว- เลยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ รัฟฟาโลเองก็ยังคงสนุกกับการทำงานทั้งกับหนังเล็กๆ และหนังใหญ่ๆ ไม่เคยเปลี่ยน “อานุภาพของการทำหนังฟอร์มเล็กก็คือ เราจะต้องมีพลังในการจดจ่อ(กับการเป็นตัวละคร)อยู่ภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด แต่ความสัมพันธ์ที่คุณมีกับคนในกองถ่ายก็จะใกล้ชิดยิ่งกว่า ส่วนในหนังฟอร์มที่ใหญ่ขึ้น แม้คุณจะมีเวลาเหลือเฟือกว่ามาก มีอุปกรณ์ที่ดีกว่าเอาไว้เล่น หรือมีเวลาเตรียมงานที่มากกว่า สบายกว่า แต่คุณก็จะสนิทกับคนในกองฯ น้อยกว่านิดนึง แถมยังมีปฏิสัมพันธ์กันได้ไม่ทั่วถึงด้วย – ซึ่งผมเองก็ยังคงต้องพยายามที่จะหาทางทำงานทั้งสองแบบนี้ไปพร้อมๆ กันให้ได้อยู่น่ะครับ

The Kids Are All Right

“ผมแค่อยากออกห่างจากการเป็นตัวเองให้ได้มากขึ้นไปอีกเรื่อยๆ” เขาพูดถึงเป้าหมายในงานแสดงของเขา-ที่ไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การแสดงเป็นเหล่าตัวละครชายที่อ่อนไหว แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่การยอมไปรับบทเท่ๆ โหดๆ ในหนังแอ็กชั่นเลือดสาดอย่างที่เพื่อนๆ นักแสดงร่วมรุ่นทำกัน “การ(รับบทที่ต้อง)เล่นกับปืนก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจเท่าไหร่ มันเป็นแฟนตาซีในวิถีทางที่นำไปสู่การทำลายล้าง ซึ่งสำหรับผมเป็นสิ่งที่ทั้งเหยียดเพศและโชว์แมนมากเกินไป ผมไม่คิดว่าตัวเองจะสนใจเล่นบทอะไรแบบนั้นหรอกครับ …เพราะผมเคยเห็นมาแล้วว่าปืนพวกนี้สามารถทำอะไรกับเราในชีวิตจริงได้บ้าง” – เขาหมายถึงเหตุการณ์ที่น้องชายของเขาถูกยิงเข้าที่หัวจนเสียชีวิตภายในคอนโดฯ ของเขาเองเมื่อปี 2008 ซึ่งนั่นถือเป็นโศกนาฏกรรมที่ฝังใจเขาอย่างหนัก จนเกือบทำให้เขาลาขาดจากวงการบันเทิงไปเลย กระทั่งเขาได้รู้จักกับการ ‘ฝึกจิตให้นิ่ง’ ด้วยการนั่งสมาธิจนเป็นกิจวัตร เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากปัญหาหนักๆ ในชีวิต -ทั้งอดีตและปัจจุบัน- และเพื่อผลักดันให้ตัวเองสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

“แล้วทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปเลยครับ การทำงานของผมเริ่มเปลี่ยนไป โชคเริ่มเข้าข้างผมมากขึ้น วิถีทางที่คนทั้งโลกมองเห็นผมก็คงน่าจะเปลี่ยนไปแล้วด้วย” รัฟฟาโลกล่าวสรุป “และถึงเรื่องบ้าๆ บนโลกจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้ผมว่าผมมีความหวังกับมันมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ”