Game of Thrones George R.R. Martin jaime lannister เขียนบท เจมี่ แลนนิสเตอร์

เขียนบทซีรีส์แบบ Game of Thrones อย่างไรให้ตรึงหัวใจคนดู (2: พัฒนาการของตัวละครที่รักไม่ได้ เกลียดไม่ลง)

Home / bioscope / เขียนบทซีรีส์แบบ Game of Thrones อย่างไรให้ตรึงหัวใจคนดู (2: พัฒนาการของตัวละครที่รักไม่ได้ เกลียดไม่ลง)

“แม้แต่ตัวละครที่เพียบพร้อมที่สุดก็ยังมีจุดด่างพร้อย และตัวละครที่แย่ที่สุดก็ยังมีโอกาสไถ่บาปของตัวเอง”

จะมีอะไรเหมาะสำหรับซีรีส์ Game of Thrones ไปได้มากกว่าประโยคข้างต้นอีก หลังจากลากยาวมาถึงแปดซีซั่น มีตัวละครนับร้อยชีวิตที่ล้มหายตายจากหรือถูกสังหารอย่างหน้าตาเฉย เราก็เดินทางมาสู่บทสรุปของซีรีส์แห่งยุคที่สร้างขึ้นจากหนังสือชุด A Song of Ice and Fire ของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน และได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์ออกฉายทางโทรทัศน์ครั้งแรกในปี 2011 นำทัพโดยสองมือเขียนบทและโปรดิวเซอร์อย่าง เดวิด เบนิออฟ กับ ดี บี ไวส์ส แน่นอนว่าซีรีส์ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล เพราะเรื่องราวที่ว่าด้วยการชิงบัลลังก์ ยึดครองอำนาจและความรัก ความสัมพันธ์ เป็นเงื่อนไขชั้นดีที่ทำให้คนติดซีรีส์งอมแงม แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าโอกาสที่ตัวละครโปรดของพวกเขาจะตายคาหน้าจอนั้นมากยิ่งกว่ามากก็ตาม!

Game of Thrones ขึ้นชื่อเป็นอย่างยิ่งเรื่องการสังหารตัวละครหลักแบบหน้าตาเฉย จนคนดูเริ่มทำใจ (หรือปลง) ไปได้เองว่าการจากไปของตัวละครอันเป็นที่รักหรือตัวละครหลักนั้นเกิดขึ้นง่ายดายเสียเหลือเกินในดินแดนเวสเทอรอส และซีรีส์ประเดิมบรรยากาศนี้อย่างชาญฉลาดด้วยการทำให้ตัวละครหลัก ทั้งยังเป็นฮีโร่ฝ่ายดีอย่าง เน็ด สตาร์ค (รับบทโดยชายผู้ต้องตายในหนังหลายๆ เรื่องเสมออย่าง ฌอน บีน) ตัวหลุดจากบ่าตั้งแต่ซีซั่นแรก แล้วเราจะวางใจอะไรได้อีกล่ะ!

“คุณต้องตั้งใจสร้างตัวละครขึ้นมา โยนวิกฤติร้ายแรงให้เขาเผชิญ นั่นแหละคือกลไกของนิยายดราม่า” มาร์ตินเล่าหน้าตาเฉย ” มันไม่ใช่การที่ตัวละครโปรดของคุณเจอแต่เรื่องราวดีๆ ตลอดรอดฝั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันต้องทำให้เราเข้าใจได้ว่า ตัวละครนั้นเป็นใคร พวกเขาอยู่ที่ไหน และทั้งหมดนี่มันหมายความว่าอะไรอีกบ้าง เมื่อพวกเขาหวาดกลัว เมื่อพวกเขาถูกคุกคาม มันย่อมสะท้อนให้เห็นด้านมืดสุดขีดของตัวละครนั้น”

เมื่อศึกชิงบัลลังก์และการต่อสู้ขับเคี่ยวดุเดือดขึ้นทุกทีๆ คนดูก็จะพบว่าตัวละครที่พวกเขาเคยรักและเอาใจช่วยนั้น เมื่อถึงปลายทางอาจเป็นตัวละครที่น่ารำคาญหรือเกลียดกลัวไปเลยก็ได้

กลับกัน ตัวละครที่พวกเราเกลียดชังตั้งแต่แรก อาจจะกลายเป็นตัวละครที่เรารักหมดหัวใจในซีซั่นท้ายๆ (บอกแล้วว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในเวสเทอรอส!)

 

1.

“ผมยกให้ วิลเลียม โฟล์คเนอร์ (นักเขียนชาวอเมริกัน เจ้าของวรรณกรรม As I Lay Dying, Barn Burning) เป็นครูของผมเลย” มาร์ตินเล่า “เขาเคยกล่าวไว้ตอนรับรางวัลโนเบลว่า ‘หัวใจมนุษย์นั้นมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่เสมอ และนั่นแหละที่คือสิ่งเดียวที่คุ้มค่าที่จะเขียนถึง’ ซึ่งผมว่าจริงเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมแบบที่โฟล์คเนอร์เขียน หรือนิยายวิทยาศาสตร์ แฟนตาซี ประวัติศาสตร์ นิยายอะไรก็ตามที่มีตัวละครต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในจิตใจของตัวเอง -ไม่สำคัญว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน ในปราสาท ในยานอวกาศ- คุณก็มีเรื่องราวให้เขียนถึงแล้ว”

และตัวละครที่น่าพูดถึงเสียเหลือเกินในประเด็นนี้จะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจาก เจมี แลนนิสเตอร์ ผู้สังหารกษัตริย์, ลงมือผลักเด็กแปดขวบร่วงลงมาหน้าตาเฉย, ร่วมรัก (และเป็นชู้) กับฝาแฝดตัวเอง เขาจึงเป็นธงแรกๆ ที่คนดูเกลียดจนสาปส่งให้ล้มหายตายจากไปเสียตั้งแต่ซีซั่นแรกๆ ก่อนที่ในเวลาต่อมา เราจะค่อยๆ เอาใจช่วยเขาให้ประคบประหงมอวัยวะทุกชิ้น (ที่ยังเหลืออยู่… น่ะนะ) และใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุขให้มากเท่าที่จะมากได้

โรเบิร์ต แม็กกี นักเขียนและนักเขียนบทชื่อดังอธิบายไว้ใน Story ตำราการเขียนบทเล่มสำคัญว่า “การจะสร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดขึ้นมาได้นั้น เริ่มขึ้นจากการตระหนักเสียก่อนว่ามันมีสองความรู้สึกใหญ่ๆ เท่านั้น คือความพึงใจและความเจ็บปวด” โดยความพึงใจนั้นเป็นอารมณ์แง่บวก กลับกันคือความเจ็บปวดนั้นเป็นอารมณ์แง่ลบ “ในฐานะคนดู พวกเราจะรู้สึกร่วมได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์เหล่านั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคุณค่าบางอย่าง”

2.

ทั้งนี้ เราขอจำแนกวิธีการที่ทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับตัวละครไว้สามหัวข้อใหญ่ๆ ดังนี้

– แม้ว่าตัวละครนั้นจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ก็ต้องผจญกับเรื่องเจ็บปวดน่าเอาใจช่วย

– คนดูจะรักตัวละครได้ก็จริง แต่ไม่ใช่เพราะมาจากความสงสาร

– ตัวละครแบบที่คนดูจะเอาใจช่วยคือตัวละครแบบ ‘มวยรองบ่อน’

เจมีเข้าข่ายที่ว่าทั้งสามประการ แม้ว่าตั้งต้นแล้วเราหลายๆ คนจะเกลียดเขามากก็ตาม เนื่องจากเจมีนั้นเป็นตัวละครที่อยู่คนละฝั่งกับตัวละครฝ่ายดีที่เราเอาใจช่วยอย่างเน็ด สตาร์ค ซีรีส์และนำเจมีให้เรารู้จักว่าเป็นชายที่ทะเยอทะยานและไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้ถูกรับเลือกให้เป็นมือขวาของกษัตริย์ (ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งน้องเมียแท้ๆ) แต่กลับไปเลือกเน็ด สตาร์ค -ซึ่งคนดูรักอยู่แล้ว- แทน และการมาเยือนวินเทอร์เฟลล์ แดนเหนืออันเป็นที่อยู่ของตระกูลสตาร์คได้จุดชนวนบาดหมางและสงครามครั้งใหญ่ระหว่างเจ็ดอาณาจักร เมื่อเจมีซึ่งกำลังพรอดรักกับฝาแฝดตัวเอง ถูกพบโดย แบรน ลูกชายของเน็ดและทำให้เจมีจำใจลงมือสังหารเด็กชาย

ในบทเขียนไว้ดังนี้:

เจมีมองหน้าพี่สาวฝาแฝด น้ำเสียงของเขาเจือความเกลียดชัง

เจมี

ข้าทำเพื่อรักนะ

 

เขาผลักแบรนทิ้ง เด็กชายหงายหลังลงจากหน้าต่าง กรีดร้อง ทหารยามรีบรุดมาดูเขา

 

ฉากนี้เพียงฉากเดียวก็มากพอจะสร้างความเกลียดชังอย่างล้นเหลือให้เจมี หากแต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ได้สะท้อนความซับซ้อนบางอย่าง โดยเฉพาะการผลักเด็กในนามของความรักและถูกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงของความเกลียดชัง ไปพร้อมกันนี้ คนดูรับรู้มาโดยตลอดว่าเจมีนั้นเป็นตัวละครที่เพียบไปด้วยแต้มต่อหลายอย่าง ทั้งหน้าตาดี ร่ำรวย มีฝีมือและตำแหน่งใหญ่โต เขาจึงอยู่ห่างไกลจากการเป็น ‘มวยรอง’ ที่เราจะเอาใจช่วย ทั้งยังแข็งแกร่งและดูเลวร้ายเสียจนเราเกลียด หากแต่ก็ยังเป็นตัวละครที่ต้องผจญกับเรื่องเจ็บปวด อย่างการต้องลอบเป็นชู้กับฝาแฝดตัวเองที่ผิดไปเสียทุกทาง แต่ทั้งหมดนี้เราก็ยังรู้สึกว่าเจมีเป็นตัวละครที่ยืนอยู่ฝั่งอธรรมมากกว่าอยู่ดี

แต่นั่นมันก่อนการมาถึงของซีซั่นที่เหลือนะ!

 

3.

ดังที่เราทราบกัน ในซีซั่นที่ 2 และ 3 เจมีถูกตระกูลสตาร์ค -ซึ่งแค้นเคืองสุดขีดที่เขาเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายของเน็ด- จับตัวไว้เป็นเชลย สภาพของเจมีจึงดูไม่ได้ตลอดทั้งซีซั่น และมันได้เป็นบันไดขั้นแรกๆ ให้คนดูรู้สึกว่านี่คือผลกรรมที่คนอย่างเจมีสมควรได้รับแล้ว การแทงกษัตริย์บ้าในอดีตจากข้างหลัง, การลอบมีชู้ และร้ายแรงที่สุดอย่างการผลักเด็กลงมาโดยหวังให้ตายนั้นทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่เราต่างหวังให้ผจญเรื่องแย่ๆ เสียบ้าง… แต่แน่หรือ

เรื่องราวดำเนินมาถึงซีซั่นที่ 3 ซึ่งเจมีถูกตัดมือขวาข้างที่ถนัดอย่างทารุณ โดยเป็นผลมาจากการพยายามปกป้อง บริแอน นักรบหญิงที่ร่วมทุกข์และถูกจับเป็นเชลยมาด้วยกันให้รอดจากการถูกข่มขืน ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะเผยข้อเท็จจริงในอดีตอย่างการลงมือสังหารกษัตริย์ และการใช้ชีวิตในฐานะแลนนิสเตอร์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล

ความสะบักสะบอมเหล่านี้ทำให้เจมีไม่ได้เป็นตัวละครที่มีแต่แต้มต่ออย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว และชะตากรรมที่เขาเผชิญนั้นพาเราย้อนกลับไปยังเงื่อนไขข้อแรกที่ว่า ‘คนดูจะรักตัวละครได้ก็จริง แต่ไม่ใช่เพราะมาจากความสงสาร’ เพราะแม้เราจะเห็นใจที่เขาถูกตัดมือทิ้ง แต่สิ่งที่ทำให้คนดูรักเจมีนั้นเป็นเพราะเราได้เห็นแล้วต่างหากว่าเขาไม่ใช่คนสารเลวโดยกำเนิด หากแต่ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นไปเพื่อปกป้องเซอร์ซีและลูกๆ

“เจมีเสียมือขวา เสียสิ่งต่างๆ มากมายที่เขาเคยใช้นิยามความเป็นตัวเอง และนั่นทำให้เขาหวนกลับมาตั้งคำถามว่าหากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เขาคือใครและยังเหลืออะไรอีก” มาร์ตินว่า “ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวเหล่านี้มันทำให้ตัวละครได้ตระหนักถึงสิ่งที่เขามีและสิ่งที่เขาสูญเสียไป”

เทียบกันกับตัวละครที่มีพัฒนาการถูกเกลียดตีคู่กันมาแบบเซอร์ซี ทุกคนล้วนเห็นใจเมื่อเธอถูกยึดอำนาจ ทั้งยังถูกเดินเปลือยประจานกลางเมือง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะรักเซอร์ซีได้ลง จุดแตกหักของฝาแฝดได้กลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนดูหันมารักและเอาใจช่วยเจมีได้อย่างหมดหัวใจ เมื่อเขาหันหลังให้เซอร์ซีและมุ่งหน้าขึ้นเหนือมาช่วยชาวสตาร์คต่อต้านไวต์ วอล์คเกอร์ เจมีจึงเป็นตัวละครที่ ‘กลาย’ และ ‘ลอกคราบ’ อย่างสมบูรณ์ มากไปกว่านั้น เขายังผลัดใบจากการเป็นตัวละครที่เพียบพร้อมมาสู่การเป็นมวยรองบ่อนและน่าเอาใจช่วย (ดังเงื่อนไขหนึ่งที่ว่า ตัวละครแบบที่คนดูจะเอาใจช่วยคือตัวละครแบบ ‘มวยรองบ่อน’)

ดังนั้น เจมีจึงเข้าข่ายเงื่อนไขทั้งสามดังนี้

แม้ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน ตัวละครนั้นก็ต้องผจญกับเรื่องเจ็บปวดน่าเอาใจช่วย

เจมีแบกรับคำนินทาว่าเป็นคนขลาดแทงกษัตริย์บ้าจากข้างหลัง รวมไปถึงการต้องลอบเป็นชู้โดยไม่มีวันได้เป็นคนรักอย่างถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมของเซอร์ซี

คนดูจะรักตัวละครได้ก็จริง แต่ไม่ใช่เพราะมาจากความสงสาร

เจมีได้รับความสงสารเพราะถูกตัดมือ แต่คนเริ่มมารักเขาเพราะเห็นแง่งามบางอย่าง ทั้งการเอาตัวปกป้องไม่ให้บริแอนโดนข่มขืน, การช่วยเหลือทีเรียนให้หนีรอดไปจากเวสเทอรอส

ตัวละครแบบที่คนดูจะเอาใจช่วยคือตัวละครแบบ ‘มวยรองบ่อน’

นอกจากจะไม่มีมือ เขายังสูญเสียตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต ทนเห็นลูกตายต่อหน้าต่อตา เหนืออื่นใดคือการถูกหยามเกียรติโดยเซอร์ซีซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่รั้งเขาไว้ให้อยู่ในเวสเทอรอส การตัดสินใจเดินออกมาจึงทำให้เขาตกอยู่ในสถานะตัวเปล่าและไม่มีแต้มต่อใดๆ หลงเหลือทั้งสิ้น

จึงไม่แปลกที่เจมีจะเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการอย่างชัดเจนที่สุดคนหนึ่งในซีรีส์เรื่องนี้ เพราะตัวละครได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจนจุดยืนตั้งต้นของตัวเองเปลี่ยน ขณะที่เซอร์ซีนั้นยังเป็นเช่นเดิม แม้ชีวิตจะสะบักสะบอมแค่ไหน แต่จุดยืนเธอมั่นคงแน่วแน่มาตั้งแต่เดิม… อันเป็นจุดยืนแบบที่อยู่คนละขา้งกับคนดูด้วย นำกลับไปสู่บทความของแม็กกีที่ว่า คนดูนั้นจะรู้สึกร่วมกับตัวละครก็ต่อเมื่อ ‘สถานการณ์เหล่านั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคุณค่าบางอย่าง’

 

4.

มุมกลับกันของเจมีคือ เดเนอริส ทาร์แกเรียน หญิงสาวที่ถูกพี่ชายแท้ๆ ขายให้เป็นเมียคนเถื่อนเพื่อหวังผลทางการเมือง และถูกกระทำราวกับสัตว์มาโดยตลอดทั้งเรื่อง เธอจึงเป็นตัวละครที่เราเอาใจช่วยสุดตัวตั้งแต่ซีซั่นแรกๆ กระทั่งเมื่อเธอเรียนรู้การใช้อำนาจในฐานะผู้หญิงในจุดแรกเริ่ม จนเมื่อมังกรฟักตัว เดเนอริสจึงเรียนรู้และเติบโตขึ้นช้าๆ สมกับที่คนดูเอาใจช่วย

เธอเปลี่ยนสภาพจากการถูกกระทำเยี่ยงสัตว์ กลายมาเป็นราชินีผู้ปลดแอกผู้คนนับพัน ในซีซั่นที่ 3 เธอมีอำนาจเหนือกองทัพทาสผู้ไร้มลทิน (Unsullied Army) โดยปราศจากจะใช้กำลังบังคับ และเป้าหมายเดียวที่เดเนอริสมีคือการกลับไปทวงบัลลังก์เหล็กซึ่งพ่อของเธอ -กษัตริย์บ้า- ถูกชิงไปอย่างไร้ความเป็นธรรม

การเปลี่ยนสภาพจากฐานะทาสมาสู่การเป็นราชินี แม้จะสมใจกองเชียร์ แต่ก็มีไม่น้อยที่ค่อยๆ ถอนความปลาบปลื้มออกจากเดเนอริส (เพราะ ‘ตัวละครแบบที่คนดูจะเอาใจช่วยคือตัวละครแบบมวยรองบ่อน’ ซึ่งเธอไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว) ทั้งยังแสดงให้มิติดำมืดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์บีบคั้น เช่น การไม่ยอมรับว่าตนเองไร้เดียงสาเรื่องการปกครอง ถึงขั้นเมินเฉยคำแนะนำของทีเรียน -ซึ่งพิสูจน์ตัวเองให้คนดูเห็นหลายครั้งแล้วว่าเขาปราดเปรื่องแค่ไหน- และมุทะลุ จนถึงขั้นหัวดื้อในบางที และเช่นเดียวกันกับเซอร์ซี เป้าหมายของเดเนอริสนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปจากซีซั่นแรก ตลอดระยะเวลาที่เรื่องดำเนินมาอย่างยาวนาน เธอมีชีวิตอยู่เพื่อเป้าหมายเดียวคือการยึดบัลลังก์นั้นกลับมา (และซีรีส์ได้ฉายให้เห็นว่าเธอนั้นอยู่ฝั่งดีจากการปลดปล่อยทาสมาตลอดทาง)

ก่อนที่เป้าหมายเดียวจะเปลี่ยนเมื่อเธอพบรักกับ จอน สโนว และนำทัพเข้าช่วยเขาต่อต้านไวต์ วอล์คเกอร์ก่อนที่จะไปเชือดเซอร์ซีซึ่งครองบัลลังก์อยู่

ทั้งหมดนี้คืออยู่ในกรอบเดียวกันกับเจมี นั่นคือการที่ตัวละครประสบเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายในที่สุด ตัวละครทุกตัว (หากไม่นับไวต์ วอล์คเกอร์) ล้วนมีเป้าประสงค์ของตัวเองแตกต่างกันไป และพวกเขาค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเมื่อชีวิตกระหน่ำซัดความยากลำบากมาให้ จนในที่สุด ไม่เพียงแต่เป้าหมายที่เปลี่ยน หากแต่ยังเป็นวิธีคิดและชีวิตโดยรวมของพวกเขาด้วย

 

5.

พูดกันให้ถึงที่สุด GOT เป็นซีรีส์ที่เพียบไปด้วยตัวละครที่เรารักไม่ได้และเกลียดไม่ลงแทบทั้งนั้น ไม่เพียงแค่เจมี หากแต่รวมไปถึง ธีออน เกรย์จอย ชายที่ทำให้คนดูเปิดโหมดรักๆ เลิกๆ มาแทบจะทั้งเรื่อง, ซานซา สตาร์ค จากเด็กหญิงที่ถูกมองว่าเป็นภาระ ได้เติบใหญ่มาเป็นหญิงสาวที่คอยเกื้อกูลหลายๆ คนในแดนเหนือ หรือแม้แต่ ไทวิน แลนนิสเตอร์ ที่มีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ซีซั่น แต่ก็เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยพลังและความซับซ้อนที่น่ากล่าวถึงอยู่ไม่น้อย ซึ่งเราจะนำมาเรียบเรียงให้ได้อ่านกันอย่างแน่นอนในครั้งหน้าและวาระที่เหมาะสมจ้า

อ่าน เขียนบทซีรีส์แบบ Game of Thrones อย่างไรให้ตรึงหัวใจคนดู (1: แปลงตัวอักษรเป็นภาพซะ!)