Avengers Avengers: Endgame Endgame Iron Man Three ty Simpkins

ไท ซิมป์คินส์: เด็กชายใน Iron Man สู่เด็กหนุ่มจาก Endgame ที่เราจำ(ไม่)ได้

Home / bioscope / ไท ซิมป์คินส์: เด็กชายใน Iron Man สู่เด็กหนุ่มจาก Endgame ที่เราจำ(ไม่)ได้

สำหรับใครที่ได้ดู Avengers: Endgame (2019, พี่น้องรุสโซ) น่าจะสะดุดตากับเด็กหนุ่มร่างสูงที่ปรากฏตัวขึ้นตอนท้ายเรื่อง ซึ่งนำมาสู่คำถามว่า เขาเป็นใคร และมีส่วนร่วมสำคัญอันใดในแฟรนไชส์นี้กันนะ

ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อน ใน Iron Man Three (2013, เชน แบล็ค) เด็กหนุ่มคนนี้คือเด็กชายที่ให้ความช่วยเหลือ โทนี สตาร์ค สมัยที่โดนกลุ่มก่อการร้ายนาม แมนดาริน ล่าค่าหัว สตาร์คในสภาพบอบช้ำได้รับการช่วยเหลือดูแลเป็นอย่างดีจาก ฮาร์ลีย์ คีเนอร์ ไอ้หนูตัวจ้อยที่อยู่กับพ่อขี้เมาตามลำพังสองคน

และใน Endgame คีเนอร์ก็กลับมาปรากฏตัวอีกหน ในบทรับเชิญเล็กๆ ที่อย่าว่าแต่คนดูจะจำไม่ได้ เพราะสองพี่น้องผู้กำกับ แอนโธนี และ โจ รุสโซ เองก็แทบจะจำเจ้าเด็กชายที่ในวันนี้กลายเป็นเด็กหนุ่มไม่ได้เช่นกัน

ไท ซิมป์คินส์ คือเด็กหนุ่มที่รับบทนี้มาตั้งแต่ Iron Man Three แต่อย่าแปลกใจไปที่เราๆ จะจำเขากันไม่ได้ เพราะแม้แต่สองพี่น้องรุสโซเองก็ประสบปัญหานี้ไม่น้อยตอนที่เห็นซิมป์คินส์ครั้งแรกหลังเคยเห็นเขาในจอหนังเมื่อหกปีก่อน “เอาจริงๆ นะ ทุกครั้งที่เราลองฉาย Endgame ก่อนฉายจริง จะต้องมีคนถามตลอดเลยว่าไอ้เด็กนั่นใครวะ” โจย้อนอดีต “ก็หมอนั่นเล่นสูงขึ้นกว่าเดิมสักสามเท่าได้มั้ง ผมว่าเขาโตเร็วมากๆ แล้วมันกลายเป็น Easter Egg (เบาะแสที่ถูกซ่อนไว้) ของหนังที่ลึกมากๆ เลย”

ซิมป์คินส์เพิ่งอายุครบ 17 ปีไปเมื่อไม่นานมานี้ นั่นแปลว่าเขารับบทเป็นคีเนอร์ใน Iron Man Three ตอนอายุเพียง 11 ขวบเท่านั้น แถมนี่ก็ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่ซิมป์คินส์รับบทนำ อันที่จริง หลายคนคงเคยเห็นผลงานแสดงเขาผ่านตามาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง หากแต่ซิมป์คินส์เองก็โตไว (ดังที่โจบอกจริงๆ) จนเราๆ จำเขาไม่ได้ ว่าก่อนนี้ซิมป์คินส์เคยแจ้งเกิดอย่างท็อปฟอร์มใน Insidious (2010, เจมส์ วาน) ด้วยการรับบทเป็นเด็กชายผู้สื่อสารกับโลกหลังความตายชวนหลอน!!

อันที่จริง ซิมป์สันก้าวเท้าตามหลัง ไรอัน พี่สาวที่อายุห่างกันสี่ปีในอุตสาหกรรมการแสดงมาติดๆ เขาถูกวางตัวให้เป็นนักแสดงก่อนที่จะได้เกิดมาจริงๆ เสียอีกจากการอยู่ในแวดวงโทรทัศน์ (แม่ของเขาเป็นโปรดิวเซอร์รายการทีวี) โดยเขาเล่าว่าระหว่างที่แม่ตั้งท้องเขาอยู่นั้น ทีมงานละครออกฉายทางโทรทัศน์เรื่องหนึ่งคุยกับแม่เขาเล่นๆ ว่าอยากได้เด็กชายสักคนมาแสดงในละคร และนั่นทำให้เจ้าหนูน้อยซิมป์คินส์ในครรรภ์ถูกหมายตาให้มาแสดงตั้งแต่ยังไม่ถือกำเนิด

จากนั้น ดูเหมือนซิมป์คินส์จะปรากฏตัวอยู่ในหนังฟอร์มใหญ่หลายต่อหลายเรื่องที่เราอาจจะลืมเลือนหรือจำเขาไม่ได้ ในวัยเพียงสี่ขวบเขาก็ได้ไปอยู่ในหนังอลังการของเจ้าพ่อ สตีเวน สปีลเบิร์ก ในบทสมทบเล็กๆ จาก War of the Worlds (2005) และซีรีส์ The Guiding Light ก่อนจะห่างหายจากงานแสดงเมื่อแม่ของเขา (ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์หลายช่องด้วย) ตัดสินใจว่าซิมป์คินส์นั้นเด็กมากและควรจะใช้ชีวิตวัยเด็กของเขาเหมือนเด็กคนอื่นๆ ไม่ใช่ทำงาน “เรื่องตลกคือผมรับงานแสดงมาตลอดเลย แต่ตอนย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสนั่นผมอายุสักห้าขวบได้และแม่ตัดสินใจไม่ให้ผมรับงานอะไรอีก ซึ่งโคตรไม่แฟร์เลยเพราะไรอันได้ไปออดิชั่นหนังทุกเรื่อง จำได้ว่าเศร้ามากที่แม่ไม่ยอมให้ผมไปบ้าง” เขาว่า

แต่แม่ก็ใจอ่อนยอมให้ลูกชายซึ่งหลงใหลในการแสดงเต็มขั้นกลับมาสู่การทำงานอีกครั้งใน Little Children (2006, ท็อดด์ ฟิลด์) และ Gardens of the Night (2008, แดเมียน แฮร์ริส) ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับไรอัน พี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง เช่นเดียวกันกับ Revolutionary Road (2008, แซม เมนเดส) -บอกแล้วว่าเขาอยู่ในหนังที่เราน่าจะผ่านตามาแล้วหลายๆ เรื่อง!- ซึ่งทั้งสองรับบทเป็นลูกของคู่สามีภรรยาที่ชีวิตรักสั่นคลอน รับบทโดย ลีโอนาร์โอ ดิคาปริโอ และ เคต วินสเล็ต

“ตอนทีมงาน Revolutionary Road ส่งบทมาให้ไรอัน แม่เห็นในสคริปต์ว่ามันมีบทของเด็กผู้ชายด้วยเลยถามผมว่าสนใจไปออดิชั่นไหม ผมก็แบบไปฮะ!” ซิมป์สันเล่าอย่างสุขใจ “แม่เลยติดต่อไปทางตัวแทนของไรอันแล้วถามว่าส่งผมไปด้วยอีกคนได้ไหม เรื่องตลกคือในสคริปต์อะ เด็กผู้ชายเป็นพี่ แล้วเด็กผู้หญิงเป็นน้อง แต่พอเคต วินสเล็ต (ซึ่งเคยแสดงหนังร่วมกับซิมป์คินส์มาแล้วใน Little Children) รู้ว่าเราสองคนสนใจมารับบทนี้เลยพาไปเจอกับแซม สามีของเธอ (ในตอนนั้น) แล้วเราเลยได้รับเล่นหนังจากตรงนั้นแหละฮะ ผมชอบการได้อยู่ในกองถ่าย เป็นส่วนหนึ่งของหนังเสมอแหละ ผมคุยเก่งด้วย เรื่องนี้อาจจะช่วยผมในการแสดงก็ได้นะ”

ซิมป์คินส์มารับงานแสดงในฐานะหนึ่งในตัวเดินเรื่องหลักอย่างเป็นจริงเป็นจังก็ใน Insidious ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียงเก้าขวบ “ครอบครัวอนุญาตให้ผมดูหนังเรื่องนี้ได้ก็จริง แต่ผมไม่ได้ดูหรอกฮะ” เขาเล่าเขินๆ “เพราะว่ากลัวเกินไป อย่างตอนถ่ายทำก็มีฉากที่กลัวจนร้องไห้เหมือนกันนะ ตอนอยู่กองถ่ายผมก็ขนหัวลุกแทบตลอดแม้ไม่ได้อยู่ในช่วงกำลังถ่ายทำ เพราะเราต้องนั่งอยู่ในห้องที่ทีมงานจัดฉากแบบในหนังขึ้นมา พอพวกเขาสั่ง ‘แอ็กชั่น’ ผมก็กลัวขึ้นมาจริงๆ ละเพราะว่ามันโคตรจะสมจริงเลย

“ถ้าให้แนะนำอะไรสักอย่างกับพวกนักแสดงเด็กๆ เหรอ แค่ลองไปออดิชั่นแล้วทำเสมือนว่าคุณคว้าบทนั้นได้แล้วจริงๆ พูดออกไปเลยว่า ‘ผมอยากได้บทนี้ อยากแสดงบทนี้’ แล้วก็อย่าลืมมองทุกสิ่งในแง่บวกนะฮะ และก็จงเชื่อทุกอย่างที่อยู่ในบทหนังด้วย”

ตามมาด้วยบทคีเนอร์ เด็กสมองไวผู้เป็นมือขวาจำเป็นของโทนี สตาร์คใน Iron Man Three เช่นเดียวกับเด็กผู้ชายหลายๆ คนทั่วโลก ซิมป์คินส์หลงใหลในโลกของยอดมนุษย์ และไม่มีอะไรสานฝันเขาได้มากไปกว่าการได้แสดงในหนังซูเปอร์ฮีโร่สักเรื่อง “ผมฝันมาตลอดแหละฮะว่าอยากแสดงหนังซูเปอร์ฮีโร่ ตอนผมยังเด็กมากๆ ต้องเดินทางไปคุยกับพวกโปรดิวเซอร์ในสตูดิโอกับเอเย่นต์ ผมจะคอยบอกพวกเขาเสมอว่าทำหนังซูเปอร์ฮีโร่สักเรื่องเถอะนะฮะ แล้วพวกเขาก็พยักหน้าให้ บอกผมว่า ‘ได้เลย หนังซูเปอร์ฮีโร่สำหรับไทสักเรื่องเนอะ’ อะไรแบบนั้น” เขาเล่า “พอรู้ว่า Iron Man Three กำลังเปิดออดิชั่น ผมก็เอาแต่คิดว่าจะเอาบทนี้ให้ได้ๆ

“ผมมารู้ทีหลังตอนที่ โรเบิร์ต (ดาวนีย์ จูเนียร์ – รับบทเป็นโทนี สตาร์ค) มาบอกผมว่า ที่ผมคว้าบทนี้ได้เพราะผมโพล่งออกไปว่า ‘ผมมั่นใจมากๆ ฮะว่าผมต้องได้บทนี้’ แล้วพอผมเดินออกจากห้องไป ทีมงานก็บอกกันว่า ‘เราต้องการเด็กที่บุคลิกแบบนี้แหละ!’ แล้วนั่นแหละฮะที่ผมได้บทมา พระเจ้าช่วย”

ซิมป์คินส์ถ่ายทอดบทบาทเด็กหัวไวที่ทันเกมกันกับสตาร์คได้อย่างน่าเอ็นดูและเอาใจช่วย หลังกล้อง เขาสานมิตรภาพอันดีกับดาวนีย์อย่างเรื่อยมา (ตามมาด้วยเหตุการณ์น่ารักๆ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าดาวนีย์นั้นเป็นคนแบบไหนและซิมป์คินส์ตอบอย่างให้ความเคารพว่า “ธรรมดาติดดินสุดๆ เหมือนทุกๆ คนนี่แหละฮะ” ก่อนที่ดาวนีย์จะรีบแทรก “อย่าไปเที่ยวพูดซี้ว่าฉันไม่มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นน่ะ” ◕‿◕) และซิมป์คินส์เองสนิทกับดาวนีย์ในชีวิตจริงเช่นกัน “โรเบิร์ตอะเจ๋งยิ่งกว่าเจ๋งอีกฮะ เขาคือคนที่ผมชอบมากที่สุดบนโลกแล้วนะพูดจริงๆ อย่างเวลาแสดงด้วยกันเงี้ย เขาจะปล่อยให้ผมลองลูกเล่นใหม่ๆ หรืออะไรแปลกๆ ดูบ้างซึ่งทำให้ทุกอย่างสนุกโคตรๆ เลย เขาช่วยผมไว้เยอะมาก เราสนิทกันมากๆ เขาบอกความลับบางอย่างให้ผมฟังด้วยนะแต่ผมจะไม่บอกใครหรอก”

แต่การรับบทนำในหนังทุนสร้างอลังการ ทั้งยังประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกก็ไม่ได้ทำให้ซิมป์คินส์เป็นที่จดจำของเพื่อนฝูงได้มากนัก “ไม่มีใครจำผมได้หรอกฮะ ขนาดคนในทีมเบสบอลที่โรงเรียนยังไม่รู้เลยว่าผมแสดงหนัง” ซิมป์คินส์เล่า “แต่มีเด็กคนนึงล่ะที่ไปดู Iron Man Three แล้วจำได้ว่านั่นมันผมนี่หว่า ตอนนั้นแหละที่คนอื่นๆ ก็เริ่มจำผมได้บ้าง”

และในวัย 14 ปี ซิมป์คินส์คว้าบทหนังฟอร์มยักษ์อีกเรื่องในฐานะนักแสดงนำคู่กับ นิค โรบินสัน ใน Jurassic World (2015, โคลิน เทรเวอร์รอว์) ในบทสองพี่น้องที่ต้องผจญเหล่าไดโนเสาร์มากหน้าหลายตา ด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมาก เจ้าหนูซิมป์คินส์ซึ่งกำลังเริ่มโตสนิทสนมกับโรบินสันอย่างรวดเร็ว “เราคุยกันว่าถ้าได้เป็นประธานาธิบดีของโลกจะทำอะไรบ้าง ผมคงอยากนำสันติสุขมาละมั้ง แล้วทีนี้ผมคิดว่าหมาปั๊กอะมันเป็นหมาที่ซื่อสัตย์มาก ถ้าทุกครอบครัวมีหมา ทุกครอบครัวก็จะมีคนคอยปกป้องดูแล และทุกคนก็จะรักหมาพวกเขามากๆ -ต่อให้หมานั้นไม่ใช่ปั๊กก็ตาม- หรือสัตว์อะไรก็ได้ จริงๆ นะฮะ ถ้าใครก็ตามทำร้ายสัตว์จะต้องถูกขังในเรือนจำไปตลอดชีวิต อะไรทำนองนี้อะที่จะทำให้โลกสงบขึ้น”

ดังนั้น การหวนกลับมาปรากฏตัว -แม้จะเป็นฉากเล็กจิ๋วใน Endgame- ก็ทำให้ชื่อของซิมป์คินส์กลับมาถูกพูดถึงอย่างหนาหูอีกครั้ง เพราะนอกจากหลายๆ คนจะจำเขาไม่ได้เพราะเติบโตแบบผิดหูผิดตา แต่มันยังทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาที่โทนี สตาร์คเคยเฉิดฉายในแฟรนไชส์ Iron Man อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เราจะได้เห็นน้องซิมป์คินส์อีกครั้งในบทนำ Deliberation หนังธริลเลอร์ของ อาแมนดา โรว์ (ซีรีส์ Cloak & Dagger, Siren) ในบท มาร์คัส เด็กหนุ่มเงียบๆ ที่ลงมือสังหารคนในครอบครัวของตัวเองอย่างทารุณ โดยไม่มีใครสืบสาวราวเรื่องได้เลยว่าเหตุใดเขาจึงต้องทำเช่นนั้น!