Midnight in Paris

บุนเยล ฟิตซ์เจอรัลด์และเฮมิงเวย์: ชีวิตจริงของนักเขียนและศิลปินในศตวรรษที่ 20 จากหนัง Midnight in Paris

Home / bioscope / บุนเยล ฟิตซ์เจอรัลด์และเฮมิงเวย์: ชีวิตจริงของนักเขียนและศิลปินในศตวรรษที่ 20 จากหนัง Midnight in Paris

 

Midnight in Paris (2011) หนังโรแมนติกเรื่องเยี่ยมของ วูดี อัลเลน ที่ติดอันดับหนังรักในดวงใจของหลายๆ คน เรื่องราวของ กิล (โอเวน วิลสัน) นักเขียนบทหนุ่มที่กำลังเผชิญหน้ากับช่วงหมดไฟและหลงใหลในยุคสมัย 1920 ที่เสรีภาพเริ่มผลิดอกเบ่งบานไปทั่วโลก เขาออกเดินทางไปเที่ยวเมืองปารีสกับคู่หมั้น (ราเชล แม็กอาดัมส์) และกลางดึกคืนหนึ่ง กิลพลัดหลงขึ้นรถเปอโยต์ที่นำพาเขาไปยังงานเลี้ยงที่ย้อนอดีตกลับไปยังยุคที่เขาโหยหามาโดยตลอด ในงานแห่งนั้น เขาพบเจอบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งในแวดวงงานเขียน ศิลปะ ดนตรีและตลอดจนการแสดง พร้อมกันนั้น อาเดรียนา (มาริยง โกติญาด์) หญิงสาวลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นในยุคสมัยนั้นนั่นเอง

“ผมชอบปารีสก็จริงอยู่แหละ แต่ไม่เคยมีไอเดียจะทำหนังที่ว่าด้วยปารีสเลย” อัลเลนระลึกความหลัง “ฉะนั้นพอนึกถึงเมืองปารีส ผมก็ตั้งคำถามว่าคนเราจะคิดถึงอะไรกันนะ คำตอบคือความโรแมนติก ผมเลยนึกชื่อเรื่อง Midnight in Paris ซึ่งฟังดูโรแมนติกม๊ากมากขึ้นมาได้ แต่ก็คิดไม่ออกเลยว่าในตอนกลางดึกนี่มันควรจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ เลยไปอยู่ที่นั่นสักสองเดือนได้

“จนวันนึงก็คิดออก ถ้าตัวละครหลักในหนังเดินแกร่วไปรอบๆ ปารีสตอนเที่ยงคืน แล้วมีรถมารับเขาไปสู่การผจญภัยอันน่าตื่นตาตื่นใจล่ะ! นั่นล่ะครับจุดเริ่มต้น”

แต่เหตุผลที่ทำให้หนังโรแมนติกที่ว่าด้วยการข้ามเวลาและความรักเรื่องนี้ของอัลเลนประสบความสำเร็จมหาศาลด้วยการกวาดรายได้ไปทั้งสิ้น 151 ล้านเหรียญฯ (จากทุนสร้างเพียง 17 ล้านเหรียญฯ) ไม่ใช่แค่เพราะเนื้อเรื่องที่แสนอบอุ่นของชายหนุ่มที่ข้ามเวลาไปเจอหญิงสาวในฝัน หากแต่มันร้อยเรียงเอาบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์ก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงไว้ได้อย่างชาญฉลาดและน่าสนใจ และนี่คือเหล่าผู้คนที่มีตัวตนอยู่จริงใน Midnight in Paris

 

ปาโบล ปิกัสโซ (รับบทโดย มาร์เซียล เดอ ฟรองโซ โบ)

ศิลปินชาวสเปนผู้ที่ในเวลาต่อมาจะสร้างงานเขียนสะท้านสะเทือนโลกอย่างภาพเขียน Les Demoiselles d’Avignon, The Weeping Woman หรือ Girl before a Mirror ที่โดดเด่นสุดขีดด้วยความเหนือจริงและทรงลูกบาศก์ (Cubism) จากเด็กชายที่หัดวาดรูปภายใต้การดูแลของพ่อจนกลายมาเป็นอาชีพที่ใช้หาเลี้ยงตัวเองได้ในวัยเพียง 14 ปี หลัง Portrait of Aunt Pepa เข้าตานักวิจารณ์ศิลปะในยุคนั้นเข้าอย่างจัง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นภาพที่ “ปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นภาพเขียนที่เยี่ยมยอดที่สุดในประวัติศาสตร์สเปน” ไปพร้อมๆ กันนั้น ปิกัสโซเริ่มเรียนรู้จะใช้สัญลักษณ์ -ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในภาพของเขา- เพื่อบอกเล่าเรื่องราวในงานของตัวเอง และออกเดินทางมายังฝรั่งเศส ร่วมห้องกันกับเพื่อนกวี แม็กซ์ จาค็อบ ทั้งสองช่วยเหลือดูแลและประคับประคองกันผ่านช่วงเวลานั้นซึ่งนับเป็นหนึ่งในห้วงนรกของปิกัสโซ เนื่องจากเขาทำเงินไม่ได้เลยและต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเหน็บทารุณจนต้องเผาผลงานบางชิ้นเพื่อสร้างความอบอุ่นในห้อง มิหนำซ้ำจิตใจทั้งสองยังบอบช้ำจากความเครียดจนนำไปสู่การสร้างผลงานเพื่อระเบิดความอัดอั้นนี้ ดังที่ปรากฏในยุค ‘Blue’ ซึ่งผลงานส่วนมากของปิกัสโซเน้นใช้สีน้ำเงินหม่นเศร้า และจับจ้องไปยังโสเภณีหรือขอทานซึ่งเป็นซัปเจ็กต์หลักในงาน ดังที่ปรากฏในภาพเขียน La Vie และ The Old Guitarist อันลือลั่น

ปิกัสโซโด่งดังสุดขีดช่วงราวปี 1912 เมื่อเขาเผยแพร่งานเชิงทรงลูกบาศก์ (Synthetic cubism) ที่เกิดจากการตัดแปะเศษกระดาษทรงเหลี่ยมขึ้นเป็นภาพ ตัวปิกัสโซเองใช้วัตถุดิบหลายอย่างในการประกอบสร้างเป็นชิ้นงาน ทั้งกระดาษหนังสือพิมพ์ เศษไม้จากกีตาร์ตลอดจนไปป์สูบยาหรือแก้ว ก่อนชีวิตจะได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แม้จะเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่ยังโชคดีได้รับโอกาสทำงานต่อ หากแต่ผลงานของปิกัสโซในยุคนั้นก็ว่าด้วยความขมขื่นและเศร้าหมองอันเป็นผลจากสงคราม กระทั่งเมื่อสงครามสงบลง เขาได้เข้าไปอยู่ในสังคมชนชั้นสูงตามการแนะนำของภรรยาสาว อันเป็นช่วงคาบเกี่ยวในปี 1919 ที่เขาเริ่มสร้างงานภาพแบบเหนือจริงและภาพนีโอคลาสสิก (Neoclassicism) ซึ่งเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวแบบ The return to order ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในโลกศิลปะหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ดังนั้น ช่วงเวลาที่เขาปรากฏตัวใน Midnight in Paris จึงเป็นช่วงเวลาราวนี้ที่เขาเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในแวดวงศิลปะ ก่อนจะตามมาด้วยผลงานเชิงเหนือจริงอันลือลั่น

ปิกัสโซนับเป็นศิลปินอีกคนที่ทำงานผ่านช่วงเวลาที่โลกก้าวข้ามสงครามครั้งใหญ่ทั้งสองครั้ง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเยอรมันไม่นิยมชมชอบผลงานของปิกัสโซ ในระยะนี้จึงไม่ปรากฏว่าเขาได้แสดงงานที่ไหนเลย อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนั้น งานของปิกัสโซได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผลงานระดับโลกที่สะท้อนความโหดร้ายของสงครามทั้งสองครั้งได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยแล้วก็ตาม

 

ซัลบาดอร์ เดลี (รับบทโดย เอเดรียน โบรดี)

 

“ผมเห็นตัวแรด!”

ประโยคเซอร์แตกจากในหนังที่เป็นเสมือนไดอะล็อกแนะนำตัวของซัลวาดอร์ ดาลี จิตรกรชาวสเปนผู้มาพร้อมเรียวหนวดงามเหนือริมฝีปากและผลงานเหนือจริงอันเป็นเอกลักษณ์ แถมบุคลิกสุดโต่งบางประการของเขายังถูกจับจ้องจนนักวิจารณ์ศิลปะบางรายลงความเห็นว่า บางครั้งตัวตนของเขานั้นเด่นชัดเสียยิ่งกว่างานศิลปะเสียอีก ดาลีเติบโตมาในครอบครัวเคร่งศาสนา และเชื่อว่าดาลีคือลูกชายคนแรก -ที่ถูกตั้งชื่อว่าซัลบาดอร์และเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กด้วยโรคลำไส้อักเสบ- กลับชาติมาเกิด และดาลีเองก็เชื่ออย่างนั้นเช่นกัน “เราสองพี่น้องคล้ายคลึงกันราวกับหยดน้ำสองหยด หากแต่สะท้อนเงาที่แตกต่าง” ในเวลาต่อมา ดาลียังสร้างงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพี่ชายอย่าง Portrait of My Dead Brother ในปี 1963

เด็กหนุ่มเข้าเรียนที่สถาบันศิลปะและหลงใหลในศาสตร์การเพนต์แบบยุคใหม่ หากแต่ในเวลาไม่นาน แม่ขงเขาก็มาด่วนจากด้วยโรคมะเร็งมดลูก และได้กลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ของดาลี และมีส่วนสำคัญในการก่อร่างสร้างงานศิลป์ในยุคต่อๆ มาของเขา ช่วงขวบปี 1922 เขาเรียนสถาบันศิลปะในเมืองมาดริดและเริ่มสไตล์แหกคอกของตัวเองทั้งในผลงานและเชิงบุคลิก เขาไว้ผมยาว ปลูกจอนครึ้ม สวมเสื้อโค้ตยาวและถุงย่องชายแบบหนุ่มอังกฤษ (ซึ่งเป็นแฟชั่นที่นิยมกันปลายศตวรรษที่ 19 โน่น) ไว้หนวดโง้งตาม ดีเอโก เบลัซเกซ ศิลปินชาวสเปนในศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ ดาลียังคบค้าสมาคมกับ หลุยส์ บุนเยล -หนุ่มน้อยชาวสเปนซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นคนทำหนังระดับตำนาน- และเริ่มสร้างผลงานเชิงทรงลูกบาศก์ซึ่งนับว่าใหม่มากในมาดริด ตามมาด้วยงานเชิงเหนือจริงและสร้างชื่อเสียงเมื่อเขาจัดงานนิทรรศการใหญ่ขึ้นเป็นครั้งแรกกลางศตวรรษที่ 20 ช่วงเวลานี้เองที่ดาลีผลิตผลงานออกมามากมายและถูกจดจำในแวดวงคนทำงานศิลปะ ความโดดเด่นของเขาคือการผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับสไตล์คลาสสิก เขาออกเดินทางไปกรุงปารีส และรู้จักกับศิลปินรุ่นพี่ที่เขานับถืออย่างหมดหัวใจอีกคนหนึ่งนามปาโบล ปิกัสโซ

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเองส่งผลกระทบต่อดาลีไม่น้อยไปกว่าปิกัสโซ จับมือกันสร้างหนังสั้นชวนสยองกับบุนเยลในชื่อ Un Chien Andalou (1929) ว่าด้วยหญิงสาวที่ถูกมีดโกนกรีดนัยน์ตาดำ (อึ๋ย) และกลายเป็นหนึ่งในฉากสยองของหนังโลกไปโดยปริยาย (ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ร้าวฉานเมื่อโลกเดินหน้าเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง และดาลีบอกว่าบุนเยลนั้นเป็นคอมมิวนิสต์แถมยังเป็นพวกไม่เชื่อในพระเจ้าด้วย)

ความทารุณของสงครามตีคู่ขนานไปกับความสัมพันธ์ที่ดิ่งลงเหวระหว่างดาลีกับพ่อ ซึ่งฝ่ายหลังมองว่างานเหนือจริงของลูกชายนั้นได้รับอิทธิพลในแง่ลบมาจากศีลธรรมอันผุกร่อนของดาลี จุดแตกหักระเบิดเมื่อดาลีวาด Sacred Heart of Jesus Christ พร้อมคำบรรยายภาพชวนหวือหวาว่า “บางคราว ผมก็ถุยน้ำลายใส่ภาพแม่แค่เพราะนึกสนุกเท่านั้นแหละ” และหลังจากนั้น ดาลีได้สะเทือนโลกด้วยภาพเขียน The Persistence of Memory ในปี 1931 ภาพ ‘นาฬิกาเหลว’ ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ชี้ชัดถึงความเหนือจริง เพราะไม่ว่ามันจะอยู่ในสภาพไหนแบบใด เวลาก็ยังเดินต่อไปข้างหน้าเสมอ มิหนำซ้ำ หลายคนยังตีความภาพนี้ว่าเวลาคือสิ่งที่ไม่แน่นอน ไร้รูปลักษณ์และไร้การจับต้อง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ต่อมาดาลีได้วาดภาพเชิงศาสนาและถูกศิลปินในกลุ่มเหนือจริงวิจารณ์ว่าเขาไม่ได้เป็นนักเขียนเชิงเซอร์เรียลอีกต่อไปแล้ว หากแต่ดาลีก็แย้งว่านี่แหละแสนจะเหนือจริงเป็นที่สุด!

 

อ็องรี มาติส (รับบทโดย อีฟ-อ็องตวน สโปต์)

หนึ่งในศิลปินที่โดดเด่นเรื่องการใช้สีสันตัดกันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพ ช่วงขวบปีที่ 1900-1905 งานภาพของมาติสได้รับการยกย่องว่าทรงพลังและเป็นหัวขบวนของกลุ่มคติโฟวิสต์ (Fauves) ที่เน้นการตัดกันของสีสันและแสงเงา ภาพที่ปรากฏนั้นมักเป็นภาพเรียบแบนและเปี่ยมไปด้วยลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวมาติสเองรับเอาอิทธิพลจากนักวาดยุคก่อนหน้าชาวฝรั่งเศสอย่าง วินเซนต์ แวน โกะ ด้วย

หากแต่การประสบความสำเร็จของมาติสนั้นก็เช่นเดียวกับศิลปินคนอื่นๆ มันผ่านระยะเวลาและการพิสูจน์ตัวเองอย่างยาวนาน ปี 1896 เมื่อเขายังเป็นนักเรียนและยังไม่มีชื่อเสียง เขารู้จักกับงานของแวน โกะซึ่งกระทบใจเขาอย่างแรง และทำให้มาติสค่อยๆ ค้นหาที่ทางของตัวเองในแวดวงศิลปะ นำมาสู่การเป็นหัวเรือใหญ่ของคติโฟวิสต์ เขาจัดนิทรรศการด้วยกันถึงสามครั้งและประสบความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ งานที่โดดเด่นของเขาคือเหล่าภาพเขียน Woman with a Hat, Blue Nude, Le bonheur de vivre และ Green Stripe

ในหนัง ช่วงศตวรรษที่ 20 นั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่มาติสประสบความสำเร็จแล้วอย่างสูง จึงไม่น่าแปลกใจที่กิล ตัวละครเอก ตลอดจนเหล่าผู้คนในอดีตจะให้ความเคารพยกย่องมาติสอย่างชัดเจน ผลงานของเขาในช่วงนั้นเป็นผลงานรีโอคลาสสิกร่วมรุ่นกับปิกัสโซ (ซึ่งอายุน้อยกว่ามาติส 11 ปี) ใช้อธิบายบรรยากาศความโหดร้ายทารุณของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แน่นอนว่าด้วยสีสันฉูดฉาดและโดดเด่นเหนือศิลปินรุ่นเดียวกันหลายคน

 

แมน เรย์ (รับบทโดย ทอม คอร์เดีย)

ศิลปินผู้ปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ดาลีและรับฟังความเห็นสุดมหัศจรรย์ของเขา แมน เรย์เป็นชาวอเมริกัน ชื่อเกิดจริงๆ ของเขาคือ เอ็มมานูเอล แรดนิซกี (ครอบครัวของเขาเป็นชาวยิว-รัสเซียอพยพ) หากแต่ในเวลาต่อมาเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเติบโตและสร้างผลงานในกรุงปารีส เช่นเดียวกับดาลี งานของเรย์ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในฐานะที่เป็นหัวขบวนกลุ่มงานเขียนเชิงเหนือจริง พ่อของเรย์ทำงานในโรงงานเล็กๆ ขณะที่แม่เป็นแม่บ้าน และคอยออกแบบเสื้อผ้าให้สมาชิกในครอบครัวเสมอ นักวิจารณ์ศิลปะบางรายลงความเห็นว่างานของเรย์ในระยะหลัง โดยเฉพาะ ‘เตารีดเหล็ก’ น่าจะเป็นผลงานที่ระลึกถึงแม่และฝีมือการเย็บผ้าอันเฉียบคมของเธอ

ช่วงปี 1920 เรย์เดินทางมาพักที่ปารีสในระยะยาว คบหาดูในกับ กิกิ เดอ มองต์ปราแนสส์ ศิลปินสาวที่มีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนงานอาร์ตยุคต่อมาของเรย์ โดยเฉพาะเมื่อเรย์หันมาสนใจการถ่ายภาพในขวบปีนั้นและกิกิได้กลายเป็นซัปเจ็กต์หลักในภาพถ่ายเหล่านั้นไปโดยปริยาย (อีกไม่กี่ปีต่อมา เขาตกหลุมรัก ลี มิลเลอร์ ศิลปินหญิงอีกคน หากแต่เธอทิ้งเขาไปในเวลาไม่นาน) ผลงานของเขาได้รับการจัดวางในนิทรรศการร่วมกับศิลปินแห่งยุคอีกหลายคน ร่วมถึงปิกัสโซด้วย

เรย์เดินทางกลับสหรัฐฯ อย่างจำใจระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และเขามุ่งหน้าเขียนภาพที่สะท้อนความยากแค้นของสงคราเช่นเดียวกับศิลปินร่วมรุ่นหลายๆ คน งานที่โดดเด่นของเขาคือ A Night at Saint Jean-de-Luz และ The Misunderstood

 

เอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (รับบทโดย ทอม ฮิดเดิลสตัน)

“There are all kinds of love in this world, but never the same love twice”

The Great Gatsby, The Curious Case of Benjamin Button, The Last Time I Saw Paris ดูเหมือนโลกฮอลลีวูดจะคุ้นเคยกับชื่อของฟิตซ์เจอรัลด์ นักเขียนหนุ่มชาวอเมริกันที่รุ่งเรืองสุดขีดในยุคแจ๊ซซ์เรืองรอง (Jazz Age) ตัวฟิตซ์เจอรัลด์เกิดในครอบครัวมีอันจะกิน พ่อของเขาผู้มีสายเลือดไอริชและอังกฤษอพยพมายังแมรี่แลนด์ในช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ ส่วนแม่เป็นชาวไอริชอพยพ ตัวฟิตซ์เจอรัลด์เองให้ความสนใจเรื่องวรรณกรรมมาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่ออายุเพียง 13 ปี งานเขียนชิ้นแรกของเขาก็ได้รับการตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน ระหว่างนี้เขาได้ทุ่มเทความสนใจส่วนใหญ่ของชีวิตให้กับกีฬาฟุตบอลด้วย หากแต่ในระดับมหาวิทยาลัยมันก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก ชายหนุ่มจึงหันมาเขียนงานดังเดิมและไปได้สวยทีเดียว ระหว่างทางเขาเลือกจะหยุดเรียนและสมัครเข้ากองทัพระหว่างปี 1917 อย่างไรก็ดี กองทัพสร้างความหวาดหวั่นเรื่องชีวิตให้เขาจนฟิตซ์เจอรัลด์ผลิตงานเขียน The Romantic Egotist ออกมาชิ้นหนึ่ง และมันได้กลายเป็นรากฐานงานเรื่องต่อๆ ไปของเขาในอนาคต ก่อนจะพบรักกับ จีเนฟรา คิง หญิงสาวผู้ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้วรรณกรรมชิ้นเอกอุของเขาอย่าง The Great Gatsby (ซึ่งคือตัวละคร เดซี ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ปี 2013 ที่กำกับโดย บาซ เลอห์แมนน์ รับบทโดย แครี มุลลิแกน)

อย่างไรก็ตาม สงครามจบเสียก่อนที่ฟิตซ์เจอรัลด์จะถูกเรียกออกไปเป็นแนวหน้า ในเวลาต่อมาเขาตกหลุมรักกับ เซลดา เซย์รี (ในหนังรับบทโดย อลิสัน พิลล์) ความรักของทั้งคู่หวานชื่นมาจนถึงยุคทองของแจ๊ซซ์ ตัวฟิตซ์เจอรัลด์เองเดินทางไปเยี่ยมชมหลายแห่งในยุโรป รวมถึงปารีส เขาผูกมิตรกับนักเขียนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเฮย์มิงเวย์ไม่ชอบใจเซลดานัก ด้วยการเขียนถึงหล่อนลงในความเรียงของเขาว่าเซลดานั้น “คะยั้นคะยอให้สามีของเธอดื่มหนักๆ ซึ่งดึงเขาให้ห่างออกจากงานเขียนมากขึ้นทุกที”)  หากแต่ก็ช่วงเวลานี้เองที่ฟิตซ์เจอรัลด์ผลิตงานเขียนอกมามากมายโดยเฉพาะเรื่องสั้น กลางศตวรรษที่ 20 งานของเขาถูกฮอลลีวูดซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง

จุดเด่นที่แท้จริงในงานของฟิตซ์เจอรัลด์คือความหรูหราฟู่ฟ่าที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนแทบทุกเรื่องของเขา อันเนื่องมาจากตัวเองและคู่ชีวิตแทบไม่เคยห่างหายไปจากงานปาร์ตี้เหล่านี้เลย งานเขียนของเขาหลายต่อหลายชิ้นสะท้อนชีวิตอลังการ ทว่า เปราะบางของเหล่าชนชั้นสูง และเราต้องไม่ลืมว่า ตัวฟิตซ์เจอรัลด์เองก็เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะอยู่ก่อนแล้ว เขาจึงผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความมั่งคั่งเหล่านี้โดยรากของตัวเอง และยิ่งเมื่อชีวิตขยับเข้าไปใกล้งานแสดงอย่างอุตสาหกรรมฮอลลีวูด เขายิ่งปาร์ตี้หนัก ชนิดที่ออกห่างจากเซลดาและทำให้เป็นเหตุต้องหมางเมินกันในเวลาต่อมา น่าเศร้าที่บั้นปลายชีวิตของเขานั้นต้องนำค่าต้นฉบับมารักษาอาการพิษสุราเรื้อรัง หนำซ้ำในวัยเพียง 44 ปี เขาก็เสียชีวิต และคนมาร่วมงานศพก็มีเพียงบรรณาธิการกับลูกสาวเท่านั้น ฟิตซ์เจอรัลด์จากไปอย่างเงียบเชียบ กว่าที่ผลงานของเขาจะกระทบสายตาคนทั้งโลก -ในแง่ของการสะท้อนยุครุ่งเรืองของเหล่าชนชั้นสูง- ก็ในอีกหลายปีให้หลังเข้าไปแล้ว

 

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (รับบทโดย โคเรย์ สโตลล์)

หนึ่งในนักเขียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกวรรณกรรม งานเขียนที่สะท้านสะเทือนโลกของเขาอย่าง The Old Man and the Sea คว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมยอดเยี่ยมได้ และหากว่าฟิตซ์เจอรัลด์ซึ่งเป็นสหายร่วมสมัยของเขาเขียนงานที่สะท้อนถึงความเปราะบางของชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง งานของเฮมิงเวย์ก็คือมุมกลับที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ โดดเดี่ยวและบ้าระห่ำของคนหนุ่ม

เฮมิงเวย์เติบโตในรัฐอิลลินอยส์ ในครอบครัวที่พ่อผู้เป็นนักฟิสิกส์และแม่ที่เป็นนักดนตรี เจ้าหนูน้อยเติบโตมากับป่าเขาลำเนาไพรและพ่อที่สอนให้เขาเดินป่า ตกปลา และใช้ชีวิตโลดโผนโจนทะยานตั้งแต่ยังเล็กๆ ซึ่งในเวลาต่อมามันได้ส่งอิทธิพลต่องานเขียนเขาอย่างใหญ่หลวง เพราะตัวละครของเฮมิงเวย์นั้นส่วนมากแล้วมักเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากและภาวะแร้นแค้นอันยากไร้ ยังไม่นับว่าเมื่อเขาเข้าชั้นมัธยม หนุ่มน้อยเฮมิงเวย์จะลงเรียนต่อยมวย กรีฑา โปโลและฟุตบอล เขาปราดเปรื่องในวิชาภาษาอังกฤษ เขาเป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการที่ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ของโรงเรียน และเช่นเดียวกันกับรุ่นพี่นักเขียนอย่างมาร์ค ทเวน เวทีที่เฮมิงเวย์ใช้ฝึกปรือฝีมือในด่านแรกๆ คืองานหนังสือพิมพ์นี่เอง

และเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมาเยือน เฮมิงเวย์คือหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบ เขาเข้ากองทัพ ถูกส่งไปอยู่กรุงปารีสในเมืองที่เพิ่งถูกปืนใหญ่ฝั่งเยอรมันถล่ม ก่อนจะถูกโยนไปประจำการในอิตาลี กว่าเขาจะหวนกลับมาปารีสอีกทีก็ช่วงปี 1920 เมื่อเขารู้สึกว่าปารีสนั้นเป็นเมืองที่ “มีแต่คนน่าสนใจอยู่เต็มไปหมด” และเขาได้รับการขนานนามว่าเป็นนักเขียนหนุ่ม “ร่างสูง รูปงาม กำยำ บ่ากว้าง มีนัยน์ตาสีน้ำตาลและแก้มแดงก่ำ กรามแข็งแกร่ง เสียงนุ่มทุ้มและดูเยาว์วัย” และได้กลายเป็นขวัญใจของคณะศิลปินชาวปารีส (หรือหลายๆ คนที่อาศัยในปารีส) เพราะทั้งฝีมือฉกาจฉกรรจ์ รูปร่างหน้าตาหมดจด ตลอดจนการกระโจนลงสงครามและมีประสบการณ์เลือดพล่านแบบที่หลายคนไม่เคยประสบ เฮมิงเวย์จึงถูกจับตามาตั้งแต่วัยหนุ่ม ขวบปีเหล่านี้เองที่บ่มเพาะความเป็นเฮมิงเวย์ ทั้งความทารุณของสงคราม ผู้คนที่ถูกทอดทิ้ง เขากลั่นกรองออกมาเป็นงานเขียนทรงคุณค่าอย่าง The Sun Also Rises ตลอดจน For Whom the Bell Tolls และ The Old Man and the Sea ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเข้าไปอยู่กลางเมืองระหว่างเกิดสงครามกลางเมืองสเปน หรือแม้แต่การปฏิวัติในคิวบา

น่าเศร้าที่ในภายหลัง โรคเครียดและซึมเศร้ากัดกินเฮมิงเวย์จนบาดเจ็บ เขาลงเอยด้วยการฆ่าตัวตายด้วยปืนลูกซองแฝดสำหรับล่าสัตว์ในวัย 61 ปี

BIOSCOPE Theatre

เสาร์ที่ 11 พฤษภาคม
Midnight in Paris

รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 2 people, people standing and text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre พฤษภาคม 2019