Ten Years Thailand บุญฤทธิ์ เวียงนนท์ หน่าฮ่าน แคปเปอร์

จากพลขับใน ‘Ten Years Thailand’ ถึงหนุ่มเด้าเป่าแคนแห่ง ‘หน่าฮ่าน’ อีสานในนิยามของ แคปเปอร์ – บุญฤทธิ์ เวียงนนท์

Home / bioscope / จากพลขับใน ‘Ten Years Thailand’ ถึงหนุ่มเด้าเป่าแคนแห่ง ‘หน่าฮ่าน’ อีสานในนิยามของ แคปเปอร์ – บุญฤทธิ์ เวียงนนท์

ปีที่แล้ว เขาคือ แก่น นายทหารผู้ไม่ประสาที่ทำหน้าที่เป็นพลขับ พานายไปยังแกลลอรี่ออกคำสั่งตรวจสอบการจัดนิทรรศการศิลปะที่ถูกกล่าวอ้างว่ากระทบต่อความมั่นคงใน Ten Years Thailand

ปีนี้ เขาคือนายสวรรค์ หนุ่มเด้าเป่าแคนบนเวที ผู้หลงรักสาวน้อยที่คอยแต่จะขยี้หัวใจเขาให้แหลกสลายเสมอใน ‘หน่าฮ่าน’

ทั้งแก่นและสวรรค์มีหลายอย่างที่เหมือนกัน ทั้งสองเป็นคนอีสาน ทั้งสองมาพร้อมสายตาไร้เดียงสา และทั้งสองรับบทโดย แคปเปอร์ – บุญฤทธิ์ เวียงนนท์ อดีตเด็กชายจากอำเภอหนองพอก ร้อยเอ็ด เติบโตมากับเสียงแคนและพิณจากพ่อผู้เป็นข้าราชการ หากแต่ก็เฝ้ามองวัฒนธรรมและความเป็นไปเหล่านี้ด้วยสายตาห่างไกลเสมอ และในเวลาต่อมาจะเข้าเรียนสาขาภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองรุ่นใหม่ของวงการหนังไทยในตอนนี้

“จริงๆ แก่นกับสวรรค์มันเป็นตัวละครที่ต่างกันนะครับ แค่มันเป็นคนอีสานเหมือนกัน” แคปเปอร์เล่าให้เราฟัง “อย่างแก่นมันมีหลายเลเยอร์มาก มันจะใสซื่อในมุมอื่นโดยเฉพาะเรื่องการเมือง เพราะมันเป็นตัวละครที่อยู่ในพาร์ตที่คนอื่นเขารู้ เข้าใจเรื่องการเมืองกันหมด แต่มันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แก่นไม่รู้เลยว่าตอนนี้ใครโดนกระทำ ใครเป็นผู้กระทำ เขายังไม่เข้าใจ เขาแค่รู้สึกว่ามันมีบางอย่างเกิดขึ้นแต่ไม่ใส่ใจ เพราะเขาไม่รู้เรื่องการเมือง”

ฉะนั้น ปัญหาใหญ่ที่แคปเปอร์ต้องเผชิญขณะต้องรับบทเป็นพลทหารผู้ไม่ประสารายนี้ คือการพยายามล้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองออกจากหัวของเขาในฐานะนักแสดง ตัวแคปเปอร์เองห่างไกลจากแก่นอยู่มากโดยเฉพาะเมื่อมองในบริบทของความสนใจเรื่องการเมือง ก่อนนี้เขาเคยวาดลวดลายในฐานะคนทำหนังมาแล้วจาก ‘ฝนเม็ดน้อย’ หนังสั้นที่ว่าด้วยประเด็นทางสังคมและการเมืองอันละเอียดอ่อน การต้องมาสวมร่างเป็นนายทหารผู้ละเลยบริบทรอบตัวจึงเป็นการบ้านที่เขาต้องจัดการตัวเองพอสมควร

“มันเป็นตัวละครที่ไกลตัวผมมากเลยนะ เพราะแก่นมันไม่รู้เรื่องการเมืองเลย แต่เรารู้และสนใจเรื่องพวกนี้เลยพยายามล้างแต่มันก็ล้างไม่หมดหรอก คือในสมองเราไม่ล้างไม่ได้ แต่มันสะท้อนผ่านแววตาน้ำเสียง ภาษากายบางอย่างได้” เขาว่า “ตอนนั้น ตั๊ก (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ -ผู้กำกับ ‘หน่าฮ่าน’) เขาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับใน Ten Years Thailand เขามาเล่าให้ฟังว่าตอนแรกผู้กำกับ (อาทิตย์ อัสสรัตน์) คิดว่าผมหน้าง่วง จะเหมาะกับตัวละครนี้หรือเปล่า แต่ตั๊กบอกว่า หน้าง่วงมันดีกว่าคนที่เล่นเยอะๆ แล้วดร็อปลงมาไม่ได้ อย่างน้อยนี่มันก็พอจะ input ได้นะ

“แต่ผมว่าด้วยความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ตัวละครแก่นมันจะมีความสงสัยข้างในอยู่แล้ว ความว่างเปล่าของแก่นมันคือความไม่รู้ ผมมองว่าเป็นเหมือนหัวไม้ขีดที่พร้อมจะถูกจุดขึ้นมา มันพร้อมเทคไซด์ไปข้างใดข้างหนึ่งในวันที่มันรู้เรื่องที่เกิดขึ้น”

 

อีกปีต่อมา แคปเปอร์หวนมารับบทเป็นหนุ่มอีสานอีกครั้งใน ‘หน่าฮ่าน’ สวรรค์ หนุ่มน้อยเรียนดีและเป็นนักเป่าแคน นักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน ช่องว่างระหว่างตัวละครกับแคปเปอร์ไม่ใช่แค่อายุที่ห่างจากตัวจริงเกือบ 10 ปี (!!) หากแต่ยังหมายถึงฝีมือในการเป่าแคนที่โดดเด่นของสวรรค์ และดังที่เรากล่าวไปแล้ว ชั่วชีวิตนี้ของแคปเปอร์นั้น แคน พิณ ผูกพันกับเขาในฐานะเครื่องดนตรีของพ่อเท่านั้น

“ผมก็ไปเรียนเป่าแคน เล่นพิณเพราะอยากให้หนังมันดีแหละ” เขาว่า “คือถ้าหนังมันเด๋อมันก็เราเนอะ แล้วแคนนี่เล่นยากกว่าที่คิดเยอะเลยนะ แล้วก็ไปเรียนขับรถอีแต๋นด้วย

“ผมว่าความคล้ายของแก่นกับสวรรค์คือตัวละครทั้งสองเป็นตัวละครที่เติบโตมาในระบบ อย่างแก่นอยู่ในระบบทหาร สวรรค์ก็อยู่ในระบบการศึกษา ทั้งคู่เป็นตัวละครที่ถูกระบบเชพให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

“แต่สวรรค์มันเป็นลูกครูใหญ่ เป็นเด็กเรียน เด็กกิจกรรมเป่าแคน ดีดพิณแข่งโปงลางตามที่กระทรวงสนับสนุนเพื่อให้มันเกิดวัฒนธรรมแบบนี้ในพื้นที่ มันก็ต้องซ้อมดนตรีแล้วไปแข่งเพื่อเอาไปต่อยอดในมหาวิทยาลัย ให้คนนับหน้าถือตาว่าเป็นความสามารถพิเศษ ต่างจากพวกแก๊งหน่าฮ่านของยุพินที่ไปเต้นหน้าเวทีหมอลำ

“ผมมองว่ามันเป็นซับคัลเจอร์ของไทยทั้งสองอย่างแหละ ทั้งเป่าแคนทั้งการเต้นหน้าเวทีหมอลำ แต่การเต้นหน่าฮ่านมันเป็นซับคัลเจอร์ที่ลึกลงไปอีก อยู่ข้างล่างลงไปอีก ทั้งที่จริงๆ ดนตรีพื้นบ้านแบบที่สวรรค์เล่นมันไม่ได้รับความนิยมเท่ากับหมอลำของแก๊งยุพินหรอก แต่มันถูกรัฐโปรให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเฉยๆ”

สิ่งที่ทำให้แคปเปอร์ได้รับการกล่าวถึงจาก ‘หน่าฮ่าน’ ไม่ใช่แค่ลีลาการเป่าแคน (ตลอดจน ‘ท่าเด้า’) อันสมจริงสมจัง หากแต่ยังลึกลงไปถึงแววตาเศร้าสร้อยของคนหนุ่มที่ผิดหวังในรัก เป็นรักที่เขาจริงจังกับมันถึงขั้นวาดฝันอนาคตเรียนต่อกับสาวเจ้า ผู้ไม่ได้วาดหวังชีวิตของตัวเองไปไกลกว่าวันในปัจจุบัน “สวรรค์มันไม่ได้ซื่อนะ เห็นมันหยั่งงั้นมันรู้เรื่องหมดแหละ มันไม่เหมือนแก่นที่ไม่รู้อะไรเลย” แคปเปอร์เล่า “คนอย่างสวรรค์ไม่ fit-in กับเวทีหมอลำ มันเติบโตมากับการเป่าแคนให้กรรมการดู แต่ตอนไปเต้นหน่าฮ่านหน้ามันกลับรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของมัน ผมเลยพยายามแสดงให้เห็นความผิดที่ผิดทางเวลามันไปเต้นหน่าฮ่าน หรืออย่างเวลาไปกินร้านพิซซ่าก็ไม่รู้ต้องจ่ายเงินยังไง ทั้งที่ตัวเองก็เป็นลูกครู บ้านรวย แต่เหมือนชีวิตมันขลุกอยู่กับแค่หนังสือ ซ้อมดนตรี เป่าแคน

“ในหนังนี่สวรรค์อกหักก็ไปเจาะหูเนาะ แต่ในมิวสิกวิดีโอ (เพลง ภาระหัวใจ ประกอบหนัง) มันก็ไปหาเหล้าขาวมากิน แต่มันไม่รู้ต้องกินยังไงเลยยกกินเพียวๆ เพราะชีวิตมันไม่รู้เรื่องมุมแบบนี้ ลุคสวรรค์มันเคลือบด้วยความเป็นไทบ้าน แต่งเนื้อแต่งตัวไทบ้านมากแต่ตัวมันเองน่ะไม่ใช่หรอก

“ผมว่าจริงๆ สวรรค์ไม่ได้ไร้เดียงสาทางการใช้ชีวิตนะ มันรู้ว่ามันจะทำอะไร อย่างยุพินยังตัดสินใจไม่ถูกเป็นหลักแหล่งทั้งความรักเรื่องชีวิต แต่สวรรค์มันไม่ได้ไร้เดียงสาทางการเรียนหรือชีวิตที่เดินไปข้างหน้า มันแค่เป็นคนซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเอง พยายามปรับตัวทั้งที่รู้ว่าเดี๋ยวยุพิณเขาก็ไป แววตาตอนมองยุพินก่อนที่จะเจอสิงโตมันเลยต่างกันมาก น้ำเสียงมันซื่อ เอาอกเอาใจยุพินมาก มันไม่ได้เป็นคนซื่อบื้อนะ  มันรู้ทุกอย่าง สายตามันเลยเศร้าตลอด โดยเฉพาะหลังเจอสิงโตนี่แหละที่มันรู้แล้วว่ายังไงมันก็ไม่ใช่คนที่ใช่ของยุพิน แต่มันก็ยังพยายาม”

แต่ถ้าถามแคปเปอร์ เขาไม่ได้คิดว่าตัวเอง ‘ซื่อ’ ในระดับเดียวกับแก่นหรือสวรรค์ และนิยามตัวเองว่าเป็นคนขี้เขินเฉยๆ และหากจะมีสักอย่างที่ใกล้เคียงกัน มันคือการเป็นหนุ่มอีสานที่โตมาในวัฒนธรรมอีสาน หากแต่ก็ในสถานะที่เฝ้ามองมันอยู่ห่างๆ เมื่อเติบโตมาก็เข้าเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นส่วนสำคัญที่ประกอบสร้างให้เขาเข้าใจและเปิดกว้างในการสวมร่างเป็นตัวละคร ที่ทั้งใช่ ทั้งไม่ใช่อีสานในแบบที่รัฐนิยามและในแบบที่เราเข้าใจก็เป็นได้