An Elephant Sitting Still Hu Bo หนังจีน หนังโลก

An Elephant Sitting Still : เรื่องของศิลปะ บริบท และความตาย

Home / bioscope / An Elephant Sitting Still : เรื่องของศิลปะ บริบท และความตาย

โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

ภาพยนตร์จีนเรื่อง An Elephant Sitting Still กำลังเป็นปรากฏการณ์ขนาดย่อมในไทยขณะนี้ แม้หนังจะมีความยาวถึงเกือบ 4 ชั่วโมง ทว่าการฉายแต่ละรอบกลับมีผู้ชมเกือบเต็มโรง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจใช่น้อย

An Elephant Sitting Still เป็นผลงานของผู้กำกับ หูปอ (Hu Bo) เล่าสลับไปมาถึงชะตาชีวิตของคนสี่คน คือ เด็กหนุ่มที่ผลักเพื่อนตกบันได, เด็กสาวแอบคบกับครูที่โรงเรียน, ชายที่เป็นชู้กับเมียเพื่อน และชายแก่ผู้ถูกลูกๆ ไล่ให้ไปอยู่บ้านพักคนชรา พวกเขาล้วนอยู่ในสภาวะสิ้นหวังไร้ทางออก จนเกิดดำริอันน่าขันว่าจะเดินทางไปเมืองหม่านโจวลี เพียงเพราะเรื่องเล่าที่ว่ามี ‘ช้าง’ นั่งเฉยๆ อยู่ที่นั่น

ไม่เกินจริงนักที่จะสรุปความรู้สึกต่อการชม An Elephant Sitting Still ว่าราวกับเดินลงเหวลึกที่ไม่สิ้นสุดหรือเสมือนถูกหลุมดำดูดกลืน เพราะนอกจากบรรยากาศหดหู่ที่ปกคลุมตลอดทั้งเรื่องแล้ว เทคนิคภาพยนตร์ที่หนังเลือกใช้ก็ยิ่งทวีความโหดร้ายเข้าไปอีกเมื่อหนังเลือกถ่ายแบบลองเทค (Long take) สำหรับทุกฉาก

แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาโดยอัตโนมัติคือ ความยุ่งยากด้านการถ่ายทำ แต่ลองเทคของหนังเรื่องนี้พิเศษด้วยการถ่ายตัวละครจากด้านหลังและกล้องก็ไหลเลื่อนตามติดไปเรื่อยว่าพวกเขาจะพบกับความเลวร้ายอะไรอีก ชวนให้นึกถึงหนังเรื่อง The Son (2002) ของ พี่น้องดาร์เดนน์ อันว่าด้วยชายที่รับเด็กหนุ่มที่ฆ่าลูกมาร่วมงานด้วย แต่ในขณะที่เราอยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวของตัวละครใน The Son แต่สำหรับ An Elephant Sitting Still กลับกลายเป็นอยากผละสายตาออกหรือไม่ก็เดินออกจากโรงไปพักชั่วครู่ ด้วยความหนักหนาสาหัสประเดประดังเข้ามา

 

มีเสียงตำหนิและตั้งคำถามเหมือนกันว่าผู้กำกับ ‘โบยตี’ ตัวละครของเขามากเกินไปหรือเปล่า หรือกระทั่งว่าคนจีนเป็นอะไร ทำไมถึงได้เกรี้ยวกราดใส่กันขนาดนั้น แต่เพื่อนของผู้เขียนชี้แจงให้ฟังทำนองว่าสังคมจีนเป็นเช่นนี้ มันคือปัญหาคาราคาซังของการเปลี่ยนผ่านสังคมคอมมิวนิสต์สู่ทุนนิยมที่ยังไม่คลี่คลาย ผู้คนยังคงเคยชินกับวิถีแบบแก่งแย่งกัน นึกง่ายๆ ถึงทัวร์จีนที่แย่งกันออกจากเครื่องบิน มันไม่ใช่เพียงความไม่ศิวิไลซ์ แต่เป็น mentality ที่ยากจะสลัดทิ้ง

ผู้กำกับ หูปอ

นอกจากบริบทด้านสังคมจีนแล้ว อีกบริบทที่ละเลยไม่ได้คงเป็นเรื่องที่ผู้กำกับหูปอตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังจากทำหนังเรื่องนี้เสร็จ ความตายกับภาพยนตร์เป็นสิ่งที่พัวพันกันอยู่เสมอ ในหนังเรื่อง Distant (2002, นูริ บิเก เซย์ลัน) นักแสดงทั้งสองได้รางวัลนำชายที่คานส์ ทว่าหนึ่งในนั้นเพิ่งรถชนตายไปไม่นาน ส่วน The Return (2003, อันเดรย์ ซียากินต์เซฟ) ก็ปิดข่าวเรื่องที่หนึ่งในนักแสดงเด็กในเรื่องจมน้ำตาย (หลังจากถ่ายทำเสร็จไปแล้ว) เพื่อไม่ให้ดูเป็นดราม่าเรียกแขก ท้ายสุดเมื่อหนังคว้ารางวัลสิงโตทองคำ ข่าวคราวเรื่องการจากไปของนักแสดงจึงถูกเปิดเผย

ภาพยนตร์ก็เช่นดียวกับศิลปะแขนงอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เกี่ยวพันกับบริบท (Context) รอบด้าน บางครั้งบริบทนั้นก็มาจากตัวผู้กำกับเอง เช่นตอนที่ แอนดี วอร์ฮอล ถ่ายตึกเอมไพร์สเตตแปดชั่วโมงใน Empire (1964) มันถูกยกย่องเพราะวอร์ฮอลคือป๊อปสตาร์ของยุค แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามันคืองานที่บ้าบิ่นกล้าหาญ หรือหนังสามมิติบ้าๆ บอๆ อย่าง Goodbye to Language (2014) มีสิทธิถูกมองว่างานขยะโดยง่าย แต่เมื่อหนังกำกับโดย ฌ็อง-ลุก โกดาด์ คนทำหนังที่อยู่กับการทดลองมาทั้งชีวิต มันก็กลายเป็นสิ่งน่าสนใจทันที

แม้หูปอจะไม่ใช่คนดัง แต่บริบทความตายของเขาก็ทรงพลัง พูดแบบใจร้ายได้ว่ามันกลายเป็นจุดแข็งทางการตลาดของหนังเรื่องนี้ ความตายของเขาเป็นเรื่องโรแมนติก ความตายแห่งเยาว์วัย ความตายของผู้กำกับที่ทำหนังยาวเรื่องเดียวและเรื่องสุดท้าย มีข่าวคราวว่าเขาเลือกจากไปเพราะทะเลาะกับโปรดิวเซอร์ที่ต้องการหั่นหนังให้สั้นลง การตายของเขาจึงกลายเป็นการปกป้องผลงานตัวเอง นำมาซึ่งคำถามว่านี่คือการ Over-romanticize หรือ Over-contextualize หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือผู้จัดจำหน่ายต่างไม่กล้าให้หนังเรื่องนี้มีพักครึ่ง

หลายเสียงกล่าวตรงกันว่าหากหูปอเลือกจะมีชีวิตต่อ เขาคงรับรู้ถึงเสียงชื่นชมต่อหนังและยิ้มออก (ตรงข้ามกับตัวละครใน An Elephant Sitting Still ที่ไม่เคยยิ้มเลยสักครั้ง) แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไปคิดแทนผู้กำกับได้ เราอาจมองมุมกลับได้ว่าความตายของผู้กำกับไม่ใช่เรื่องเศร้าโดยสัมบูรณ์ เพราะเขาได้เข้าถึง ‘สิทธิพิเศษ’ ในการกำหนดความตายของตนเอง ขณะเดียวกันการที่หูปอเลือกให้ตัวละครในหนังดำเนินชีวิตต่อไปก็อาจมองเป็นได้ทั้งแสงสลัวของความหวังและการเดินดำดิ่งในความมืดมิดต่อไป