cannes CANNES Film Festival 2019 Diego Maradona Once Upon a Time in Hollywood Portrait of a Lady on Fire The Dead Don't Die

9 หนังโลกที่เราซี้ดปากอยากดูใน CANNES Film Festival 2019

Home / bioscope / 9 หนังโลกที่เราซี้ดปากอยากดูใน CANNES Film Festival 2019

ในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 72 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-25 พฤษภาคมในปีนี้ นอกจากเราจะตื่นเต้นกับรายชื่อของประธานกรรมการตัดสินรางวัลปาล์มทองอย่าง อเลฆันโดร กอนซาเลซ อินาร์รีตู และคณะกรรมการ-อาทิ แอลล์ แฟนนิง, ยอร์กอส ลันธิมอส (The Favourite), ปาเวล ปาวลีคอฟสกี (Cold War), เคลลี ไรชาร์ดต์ (Certain Women) และ อลิซ โรห์วาเคอร์ (Happy as Lazzaro)-แล้ว ขบวนหนังทั้งในและนอกสายประกวดต่างๆ ก็ยังคงทำให้หัวใจเราสั่นไหว จนอดซี้ดปากอยากลองลิ้มชิมรส ‘ความเป็นภาพยนตร์’ อันน่าสนใจของพวกมันไม่ได้ …และนี่คือเศษเสี้ยวเพียงบางส่วนจากทั้งหมด!

Once Upon a Time in Hollywood
(สหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักร / เข้าชิงปาล์มทอง)

การกลับมาทวงบัลลังก์ราชาหนังตลกร้ายของ เควนติน ทารันติโน ในฐานะหนังยาวลำดับที่ 9 ของเขา ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในลอสแอนเจลิสปี 1969 ว่าด้วย ริค ดาลตัน (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) อดีตดาวดังจากซีรีส์ทางโทรทัศน์ และ คลิฟฟ์ บูธ (แบรด พิตต์) สตั๊นต์แมนเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ – ทั้งสองประสบปัญหาเหมือนๆ กันคือไม่เป็นที่สนใจของฮอลลีวูดอีกต่อไปแล้ว และระหว่างที่ดิ้นรนสร้างชื่อสร้างอาชีพให้ตัวเองอีกหน ริคก็พบว่า เพื่อนบ้านของเขานั้นคือนักแสดงสาวชื่อดัง ชารอน เทต (มาร์โกต์ ร็อบบี)

“คนอย่างดาลตันน่ะเป็นพวกสับสนสุดๆ ไปเลย” ทารันติโนเล่าถึงตัวละครของดิคาปริโออย่างรักใคร่ “เป็นพวกสมเพชตัวเองที่ไม่สามารถพาชีวิตให้ไปอยู่ในจุดที่ดีกว่านี้ได้ แต่ด้วยความเป็นคนแบบเขาอีกเหมือนกัน ที่โทษคนทั้งโลก ยกเว้นตัวเอง …ส่วนคลิฟฟ์น่ะเป็นพวกมือพระกาฬที่ยังมีลมหายใจ เขาฆ่าคนได้ด้วยช้อน เศษกระดาษ ไม่ก็นามบัตร เป็นไอ้หนุ่มที่เข้าใจวิถีเซนแต่ก็เผชิญภาวะปั่นป่วนภายในของตัวเองไม่หยุดหย่อน”

เส้นทางของหนังเองก็น่าสนใจไม่น้อย มันคือหนังเรื่องแรกที่ปราศจากความเกี่ยวข้องใดๆ กับ Weinstein Company หนังยักษ์ของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน หลังเจอคดีฉาวสะเทือนวงการฮอลลีวูดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดหญิงสาวในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไปเมื่อช่วงปี 2017 (จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องสิทธิสตรีในวงการหนังที่เรียกว่า #Metoo ขึ้นมา) และยังความชอกช้ำใจให้ทารันติโนผู้ถือว่าสนิทสนมกับสองพี่น้องไวน์สตีนมาตั้งแต่เริ่มทำหนัง จนเขาขอประกาศตัดขาดหนังเรื่องนี้ออกจากการดูแลของไวน์สตีน และลงเอยที่ค่ายโซนีแทน

สิ่งที่ทำให้ Once Upon a Time in Hollywood เป็นที่จับตาอย่างมาก ไม่เพียงแต่มันเป็นหนังจากเจ้าพ่อผู้มีอารมณ์ขันร้ายกาจและเลือดสาดอย่างทารันติโนเท่านั้น หากแต่มันยังเป็นการคืนฟอร์มของเหล่านักแสดงที่เคยร่วมงานกับเขามาก่อนนี้แล้วอย่างดิคาปริโอ (Django Unchained), พิตต์ (Inglourious Basterds), ทิม ร็อธ (Reservoir Dogs, Pulp Fiction, The Hateful Eight), เคิร์ต รัสเซลล์ (The Hateful Eight) และ ไมเคิล แมดเซ็น (Reservoir Dogs, Kill Bill: Vol. 1 และ Vol. 2, The Hateful Eight)

Portrait of a Lady on Fire
(ฝรั่งเศส / เข้าชิงปาล์มทอง)

เซลีน เซียมมา แจ้งเกิดด้วยหนังสามเรื่องที่ว่าด้วย ‘ผู้หญิง’ และความสัมพันธ์อันเลื่อนไหลซึ่งถูกจับจ้องและถ่ายทอดอย่างอ่อนโยน ทั้ง Water Lilies (2007) รักสามเส้าของเด็กสาวสามคน ที่ไม่เพียงแต่พวกเธอจะลองสำรวจความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประคับประคองเด็กสาวคนอื่นที่ตกอยู่ในสถานะสับสนเหมือนกันอีกด้วย, Pauline (2010) หนังสั้นความยาว 8 นาทีของเซียมมา ที่ก็ยังพูดถึง ‘ความเป็นเด็กสาว’ ของสาวน้อยนางหนึ่งที่หวนกลับไปคิดถึงชั่วขณะที่เธอเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว เรื่อยมาจนถึง Tomboy (2011) ที่คว้ารางวัล Teddy (หนังที่สื่อสารประเด็น LGBTQ ได้ยอดเยี่ยม) จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน เล่าถึงเด็กชาย มิเกล ผู้ปรากฏตัวขึ้นอย่างเรียบง่ายในฤดูร้อนแห่งหนึ่งของหมู่บ้านเล็กๆ เขาเป็นเด็กผู้ชายผมทองตัดสั้น แข็งแรงและปราดเปรียว หากแต่มีความลับบางอย่างที่ไม่มีใครนอกจากคนในครอบครัวรู้ – นั่นคือเขาเป็นเด็กผู้หญิง และมีชื่อจริงๆ ว่า ลอรี ตลอดจน Girlhood (2014) ซึ่งยังคงปักหมุดอยู่ที่ความสัมพันธ์และความเปราะบางของเด็กสาวในฐานะมนุษย์

Portrait of a Lady on Fire คือหนังยาวลำดับที่ 4 ของเซียมมา และยังคงพูดถึงซับเจ็กต์ที่เป็นเพศหญิงกับความปรารถนาอันคุกรุ่นผ่านข้อจำกัดทางกายและสังคม อย่างไรก็ตาม หากจะมีสักอย่างที่เซียมมาจะ ‘เล่นท่ายาก’ กับเรื่องนี้คือการที่เธอพาคนดูแลตัวละครหวนกลับไปยังศตวรรษที่ 18 เรื่องราวของจิตรกรหญิงผู้ทุกข์ทน เธอได้รับการว่าจ้างให้วาดรูป เอลัวอิส -ปัญญาชนของฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าวิธีคิดเรื่องชีวิตคู่และการแต่งงานนั้นก้าวหน้ากว่าหลายๆ คนในยุคสมัยเดียวกันหลายช่วงตัว- หากแต่ยิ่งวาดภาพของเอลัวอิส จิตรกรสาวกลับยิ่งหวั่นไหวและเริ่มตั้งคำถามกับสถานะของตัวเอง ทั้งเรื่องเพศและชีวิตคู่ของผู้หญิงในยุคของเธอ

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ คือแม้มันจะถูกฉาบหน้าด้วยความเป็นหนังดราม่า-ประวัติศาสตร์ หากแต่เมื่อมันตกอยู่ภายใต้การบอกเล่าเรื่องอันอ่อนโยนของเซียมมา จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องราวของหญิงผู้คิดจะปลดแอกความรู้สึกตัวเองจากคนในอดีตที่แก่กว่าเธอหลายร้อยปีเรื่องนี้ อาจเป็นหนึ่งในหนังที่อบอุ่น ปลอบประโลมมากที่สุดเรื่องหนึ่งของคานส์ ดังเช่นที่หนังเรื่องก่อนๆ ของเซียมมาทำสำเร็จมาแล้วก็เป็นได้

The Dead Don’t Die
(สวีเดน-สหรัฐอเมริกา / หนังเปิดเทศกาล, เข้าชิงปาล์มทอง)

ยินดีต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของเจ้า ‘พ่อหนังเซอร์แตก’ ที่เรารัก หากคุณเคยกรี๊ดกร๊าดไปกับเรื่องตลกหน้าตายของ Stranger Than Paradise (1984 – การเดินทางของสองหนุ่มหนึ่งสาว ซึ่งชนะรางวัลกล้องทองคำจากคานส์ที่มอบให้ผลงานหนังเรื่องแรก), ความเหวอท้านรกของ Dead Man (1995 – ว่าด้วยชายหนุ่มผู้ตั้งอกตั้งใจเดินทางไปยังปรโลก…หือ!?), Broken Flowers (2005 – หนุ่มเมียทิ้งที่จู่ๆ ได้รับจดหมายจากเมียเก่าบอกว่าเขามีลูกชายอายุ 19 ที่ไม่เคยพบหน้า หากแต่แทนที่มันจะเป็นหนังดราม่าว่าด้วยชายวัยกลางคน ดันกลายเป็นหนังลึกลับวังเวงสุดขีดไปเสียได้!), Paterson (2016 – พนักงานขับรถที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและซ้ำเดิม เขามีงานอดิเรกคือการเขียนบทกวีลงในสมุดบันทึกเล่มน้อยข้างกาย)

และเจ้าหนังที่(ทำท่าว่าจะ)เซอร์แตกเรื่องล่าสุดของคุณพ่อจาร์มุชของเราก็ทำคะแนนวิจารณ์ดีเยี่ยมจากนักวิจารณ์ไปได้หลังฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ไปเมื่อคืนนี้สดๆ ร้อนๆ กับเรื่องราวของหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ดีๆ คนตายก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากหลุมศพ ร้องเรียกหาสัญญาณไว-ไฟ (เอ่อ…) เรื่องจึงตกไปอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจบ้องตื้นสามรายที่ต้องหาทางรับมือเรื่องนี้ให้ได้ กับหญิงสาวชาวสก็อตติชผู้เป็นเจ้าของดาบซามูไร – ที่สำคัญคือ นี่เป็นหนังยาวลำดับล่าสุดที่จาร์มุชคืนฟอร์มการเป็นคนทำหนังขบขันร้ายลึกและเสียดสีสังคมด้วยท่าทีฉูดฉาด (หลังจาก ‘นิ่งเนิบ’ ไปเยอะตอนทำ Paterson)

แน่ล่ะว่าซอมบี้/ผีดิบนั้นเป็นสัญญะของทุนนิยม คนที่ตายซากแล้วหากแต่ยังต้องมีชีวิตต่อไปในสังคมที่บีบคั้น เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำมาเล่า ผลิตซ้ำอยู่บ่อยครั้งในหนังหลายต่อหลายเรื่อง จนมันกลายเป็นหนึ่งในซับเจ็กต์ที่ใช้ปูทางเพื่อบอกเล่าการเมืองและสังคมของหนัง ซึ่งหลายครั้งคนทำหนังเลือกจะซ่อนสัญญะนั้นไว้และเล่นท่ายากเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ หากแต่ซอมบี้ของจาร์มุชคือคนตายที่ประกาศโต้งๆ ว่าอยากได้สัญญาณไว-ไฟ และนี่เองที่ทำให้มันคว้าหัวใจนักวิจารณ์ไปได้จำนวนมาก เพราะนอกจากจะตรงไปตรงมากับสัญญะแล้ว มันยังตลกจี๊ด เดือดดาลและบ้าพลังสมกับที่เป็นหนังจากคุณพ่อจาร์มุชที่เราคิดถึงจริงๆ!

Diego Maradona
(สหราชอาณาจักร / หนังนอกสายประกวด)

อาซิฟ คาปาเดีย เคยทำให้เราลุ้นลมแทบจับมาแล้วในสารคดีนักแข่งรถรางวัล BAFTA อย่าง Senna (2010), สำรวจชีวิตผุพังของนักร้องสาวเสียงโซลที่จากไปในวัยเพียง 27 ปีได้อย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้งใน Amy (2015) จนตัวหนังคว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากออสการ์มาครองได้ในปีนั้น และหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่คาปาเดียดำเนินมาอย่างยาวนานและเป็นที่จับตาของคนดูหนัง นักดูบอลทั้งโลกคือเรื่องราวของชายผู้ได้ชื่อว่า ‘หัตถ์พระเจ้า’ จากอาร์เจนตินานาม ดีเอโก มาราโดนา เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดของโลกหลังลงเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินา รอบฟุตบอลโลกปี 1986 ที่มาราโดนาพาทีมเฆี่ยนเอาชนะเยอรมันตะวันตกได้ในรอบสุดท้าย ส่งให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของปี และเช่นเดียวกับนักฟุตบอลหลายๆ คน เขาเติบโตมาในครอบครัวยากจนและอาศัยฟุตบอลเป็นหนึ่งในความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต ก่อนจะเติบโตมาในฐานะนักกีฬาอาชีพ

…ทว่าชีวิตของมาราโดนาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดทั้งเส้นทาง เขามีปัญหากับผู้สื่อข่าว ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้อน และเคยต้องถูกพักการเล่นจากการตรวจพบว่าเขาเสพโคเคนและสารอีเฟดรีนก่อนลงเตะในฟุตบอลโลกปี 1994 – ซึ่งตัวคาปาเดียนั้นขึ้นชื่อเรื่องการจับเรื่องราวอันเปราะบางและละเอียดอ่อนของซับเจ็กต์อยู่แล้ว (แม้จะด้วยฟุตเตจเก่าเก็บ หรือจากการบอกเล่าของคนรอบข้างก็ตามที) จึงน่าสนใจว่า เขาจะนำเรื่องราวของ ‘หัตถ์พระเจ้า’ คนนี้มาบอกเล่าอย่างไร ให้สมกับที่แฟนๆ-ทั้งแฟนหนังและแฟนบอล-ตั้งตารอนับตั้งแต่วันที่เขาประกาศว่าจะทำหนังเรื่องนี้

I Lost My Body
(ฝรั่งเศส / หนังสาย International Critics’ Week)

นี่คือแอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของ เยเรเมีย คลาแป็ง ที่ก่อนหน้านี้เคยคว้ารางวัลคนทำหนังหน้าใหม่จากเทศกาลหนังคานส์มาแล้วจากแอนิเมชั่นความยาว 13 นาทีอย่าง Skhizein (2008 – ชายหนุ่มที่มีเศษอุกกาบาตฝังในตัว ทำให้เขาต้องอยู่ห่างทุกอย่างเป็นระยะ 91 เซ็นติเมตรตลอดเวลา) …แอนิเมชั่นความยาว 81 นาทีอย่าง I Lost My Body จึงเป็นหลักชัยใหม่ของคลาแป็งในฐานะคนทำแอนิเมชั่น ที่มีเรื่องราวชวนเหวอไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชายที่มีเศษอุกกาบาตในตัว เพราะมันว่าด้วยเรื่องของชายหนุ่มผู้หลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ปัญหาคือ ‘มือ’ ของเขาดันหายไป (!!!) และเพื่อจะสมหวังในรัก เพื่อจะกอบกู้เศษซากชีวิต เขาจึงต้องออกเดินทางตามหามือข้างนั้นไม่ว่ามันจะอยู่ ณ แห่งไหนในโลก

“ไอเดียที่ว่าด้วยอวัยวะมันเคลื่อนไหว มีชีวิตของมันเองโคตรจะทรงพลังเลย” คลาแป็งว่า “มันเพี้ยนแต่ก็ดูจริงจังไปในเวลาเดียวกัน และมันนำมาสู่การท้าทายครั้งใหญ่มากๆ ว่า เราจะสร้างความรู้สึกเห็นใจให้ไอ้สิ่งที่ไม่มีหน้าไม่มีตาแบบนี้ได้ยังไงกันนะ”

Parasite
(เกาหลีใต้ / เข้าชิงปาล์มทอง)

ดูเหมือน บองจุนโฮ คนทำหนังชาวเกาหลีใต้จะยังคงความสนใจที่ว่าด้วย ‘สัตว์ประหลาด’ ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง หลังเคยระเบิดฟอร์มเรื่องราวเหล่านี้มาแล้วใน The Host (2006 – สัตว์ประหลาดกระหายเลือดที่พุ่งเข้ากัดกินมนุษย์โดยไม่ทราบจุดประสงค์) และ Okja (2017 – เด็กหญิงพยายามพา ‘สัตว์ยักษ์’ ไม่ทราบสัญชาติของเธอให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของบริษัทข้ามชาติ)

Parasite จับจ้องไปยังครอบครัวคนว่างงานที่แกร่วอยู่บ้านเฉยๆ และเพื่อจะแก้เบื่อ ตลอดจนมีเป้าประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆ พวกเขาจึงทุ่มเทความสนใจไปยังครอบครัวบ้านข้างๆ ผู้ร่ำรวย ซึ่งนำพวกเขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องลี้ลับสุดประหลาด จนเมื่อจะถอนตัวออกมานั้นก็ดูเหมือนจะมีเพียง ‘ความตาย’ รายล้อมอยู่อย่างเดียวเท่านั้น!

นอกเหนือจากมันจะเป็นหนังที่ว่าด้วยสัตว์ประหลาดที่คุกคามมนุษย์ มันยังแฝงการเมืองเชือดเฉือนสไตล์ถนัดของบองไว้ด้วย เช่นเดียวกับหนังฮอลลีวูดที่เขากำกับเมื่อปี 2013 อย่าง Snowpiercer ที่ว่าด้วยมนุษย์ที่ถูกแบ่งชนชั้นกันในรถไฟขบวนหนึ่งในโลกล่มสลาย หรือการเข้ามาคุกคามเกาหลีใต้ในนามของบริษัทใหญ่แบบที่เคยปรากฏใน Okja

“คานส์ทำให้ผมตื่นเต้นและประหม่าเสมอแหละครับ” บองเล่าอย่างเขินๆ “แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็เกรงว่าชาวต่างชาติอาจไม่เข้าใจ Parasite ได้ครบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะรายละเอียดและใจกลางของเรื่องมันว่าด้วยเรื่องราวในเกาหลีใต้ ฉะนั้น การได้นำเอาหนังที่ว่าด้วยเกาหลีมาฉายในคานส์ก็เลยเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับผมในตอนนี้มากๆ เลยครับ

“Parasite มันว่าด้วยเรื่องของสองครอบครัวที่อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และทั้งสองต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ หนังมันมีทั้งตลก ทั้งสยองขวัญและสะเทือนใจ อาจจะฟังดูขัดๆ กันแต่ฉากหลังจริงๆ คือมันว่าด้วยสองครอบครัวที่ยืนอยู่คนละฝั่งของเศรษฐกิจ ความร่ำรวยและความยากจนน่ะครับ

A Hidden Life
(สหรัฐอเมริกา-เยอรมนี / เข้าชิงปาล์มทอง)

หนังความยาว 3 ชั่วโมงถ้วนของคุณพ่อ เทอร์เรนซ์ มาลิค ที่หลายคนตั้งตาคอย ก่อนนี้เขาเพิ่งทำหนัง-ที่หลายคนเงิบเล็กๆ ด้วยความเหวอแตกของมัน-อย่าง Knight of Cups (2015) และ Song to Song (2017) โดยเฉพาะเรื่องแรกที่มีแต่เสียง คริสเตียน เบล อ่านบทหนังยาวยืดจนคนดูรู้สึกกันไปต่างๆ นานา-ตั้งแต่ชวนง่วงไปจนจิตใจสงบร่มเย็น-หลังดูหนังจบ หากแต่เรื่องราวเหล่านี้คือเสน่ห์ในหนังของมาลิค จะมีคนทำหนังสักกี่คนกันที่ ‘รจนา’ หนังออกมาได้ราวกับเขียนบทกวี ทั้งสละสลวย นุ่มนวลและเนิบช้าได้อย่างเขา

A Hidden Life ว่าด้วยเรื่องของ ฟรันซ์ (ออกัสต์ ดีห์ล – Inglourious Basterds และซีรีส์ Parfum) ชายชาวออสเตรียที่ปฏิเสธการเข้าร่วมกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง จนนำมาซึ่งโทษประหารชีวิตของเขาและครอบครัวในปี 1943 โดยหนังสร้างมาจากชีวิตจริงของ ฟรันซ์ เยเกอร์สเท็ตเทอร์ ชายหนุ่มที่เติบโตในครอบครัวชาวไร่และปฏิเสธการขยายอำนาจอันบ้าระห่ำของอาณาจักรไรช์ที่สามและกองทัพนาซี เขาต้องโทษจำคุกและเขียนบันทึกรายวันในนั้น ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ Letters and Writings from Prison ภายหลังจากการถูกประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องราวจะข้องเกี่ยวกับกับสงครามโลก แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าจะมีฉากระเบิดหรือฉากความรุนแรงแต่อย่างใด เพราะหากยังจำกันได้ มาลิคเคยทำหนังที่ว่าด้วยสงครามจัดๆ อย่าง The Thin Red Line (1998 – ว่าด้วยเรื่องของกองทัพอเมริกันในหมู่เกาะโซโลมอน) มาแล้ว ซึ่งผลปรากฏว่ากลายเป็นหนังสงครามล้างผลาญที่นิ่งเนิบ อ่อนช้อย และดำเนินไปราวกับบทกวี (จนหลายคนตั้งคำถามว่า นี่เขาทำหนังสงครามให้คนหลับได้ยังไงกันนะ!)

แต่แน่นอนว่าสำหรับชาวเราที่เป็นแฟนหนังมาลิค ถึงอย่างไร A Hidden Life ก็ยังนับเป็นก้าวย่างที่น่าจับตาของเขาอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นการหวนกลับมาร่วมงานกันของ ยอร์ก วิดเมอร์ ผู้กำกับภาพคู่บุญที่เคยถ่ายงานโคตรอลังการมาแล้วในหนังปาล์มทอง The Tree of Life (2011)

The Lighthouse
(แคนาดา-สหรัฐอเมริกา / หนังสาย Directors’ Fortnight)

The Witch (2015) หนังยาวเรื่องแรกของ โรเบิร์ต เอ็กเกอร์ส และกลายเป็นหนังแจ้งเกิดเขาในฐานะคนทำหนังเฮอร์เรอร์น่าจับตาที่หยิบเอาศาสนา, ประเด็นทางพื้นที่, แม่มดและเพศหญิงมาเขย่ารวมกันจนออกมาเป็นเรื่องราวที่ทำคนดูแทบสติหลุดคาโรงหนัง การกลับมาใน The Lighthouse จึงเป็นการหวนกลับมาทำหนังยาวในรอบ 4 ปี และเราแทบไม่รู้รายละเอียดอื่นใดของเรื่องเลย-แม้แต่ตัวอย่างหนัง-โดยมันว่าด้วยคนดูแลประภาคารเก่าแก่สองนาย (วิลเลียม เดโฟ กับ โรเบิร์ต แพตทินสัน) ที่ต้องเผชิญเรื่องลี้ลับกลางทะเลลึกกลางปี 1890

ฉะนั้น ความเซอร์ของหนังคือ แม้แทบจะไม่มีรายละเอียดอะไรหลุดออกมา แต่ทันทีที่หลายคนเห็นชื่อผู้กำกับ, นักแสดง ตลอดจนค่ายผู้จัดจำหน่าย (A24 เจ้าเดิมจ้า) หลายคนก็พร้อมให้เอ็กเกอร์สพาเราไปหลอนในโรงภาพยนตร์แล้วจ้า

Family Romance, LLC
(เยอรมนี / หนังรอบ Special Screening)

ก็ถ้าหากว่าครั้งหนึ่ง แวร์เนอร์ แฮร์โซก เคยขโมยกล้องฟิล์มจากโรงเรียนมาถ่ายหนังตามลำดับเวลาจริงในป่าฝนอันแสนทรหดใน Aguirre, the Wrath of God (1972), เคยยกเรือโดยสารที่มีขนาดมหึมาถึง 300 ตันขึ้นไปวางบนภูเขาเพื่อถ่ายทำใน Fitzcarraldo (1982), เคยทำหนังสารคดีบ้าพลังจนคนดูแทบจะเกร็งจนหมดสติคาโรงภาพยนตร์อย่าง Grizzly Man (2005) ด้วยการแทบจะพาคนดูไปเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตและกรงเล็บของ(น้อง)หมีกริซซ์ลี, หรือแม้แต่บุกตะลุยถ่ายถ้ำโบราณทางใต้ของฝรั่งเศสเพื่อถ่ายเก็บประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติใน Cave of Forgotten Dreams (2010) ตลอดจนทำหนังที่ว่าด้วยนักบินหนุ่มที่เครื่องบินถูกยิงตกที่ลาวขณะทำสงครามเวียดนามในยุค 70 ใน Rescue Dawn (2006) หนังเรื่องต่อๆ มาของเขาก็ไม่น่ามีอะไรให้เขาประหลาดใจเท่าไหร่แล้วนะ

…ใช่ซะทีไหนล่ะ!

เพราะผู้กำกับคนดีคนเดิมที่เราต่างมั่นใจว่าเขานั้นทั้งบ้าพลังสุดขีดคลั่งหาใครเหมือน กลับมาทำ ‘หนังอบอุ่นมุ้งมิ้ง’ อย่าง Family Romance, LLC ที่ต่างจากหนังเรื่องก่อนๆ ของเขาแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะข้อแรก มันว่าด้วยชายหนุ่มที่รับจ้างเป็นพ่อของเด็กหญิงวัย 12 ขวบ (!), ข้อสอง เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น…พร้อมตัวละครที่พูดภาษาญี่ปุ่นทั้งเรื่อง (!!) และข้อสาม มันปราศจากงานภาพคลุ้มคลั่งพลังเยอะแบบที่เขาเคยทำ แต่กลับเป็นภาพแฮนด์เฮลด์สไตล์หนังสารคดีอันแสนเบาสบาย (!!!) หากแต่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเปราะบางของมนุษย์ จนแม้แต่โปรดิวเซอร์หนังอย่าง ฟาเบียน เวสเตอร์ฮ็อฟฟ์ ยังอดอ้าปากค้างไม่ได้ “มันเป็นโปรเจ็กต์ที่แวร์เนอร์ แฮร์โซกเก็บเป็นความลับมาเป็นปีๆ” เขาว่า

“แล้วตอนที่แฮร์โซกถามคุณว่าอยากร่วมงานด้วยกันมั้ย คุณก็ตอบได้แค่ ‘ทำครับ เดี๋ยวเซ็นสัญญาเลย’ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลกเท่านั้นนะ แต่ถ้าคุณบอกปฏิเสธไป มีหวังได้โดนเขากัดนิ้วกุดแหงๆ!”