An Elephant Sitting Still หูปอ

An Elephant Sitting Still ดิ้นรนหายใจในนรกของชีวิต

Home / bioscope / An Elephant Sitting Still ดิ้นรนหายใจในนรกของชีวิต

มีเรื่องเล่าว่า ต้นเดือนตุลาคมปี 2017 หูปอ คนทำหนังชาวจีนร่วมดื่มสังสรรค์กับเพื่อนสนิทในกรุงปักกิ่ง เขาหวนนึกถึง พลเอกออเรลิยาโน บูเอนดิยา นายทหารผู้เผชิญหน้ากับความตายและหวนนึกถึงคืนวันที่เขาอยู่กับพ่อ และชาวมาคอนโดผู้เร้นลับใน One Hundred Years of Solitude (ชื่อไทย: หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว) วรรณกรรมระดับโลกของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ

ออเรลิยาโน บูเอนดิยาตายอย่างโดดเดี่ยว เอนหลังพิงหายลับไปจากโลกที่ต้นไม้ต้นเดียวกันกับพ่อผู้บ้าคลั่งของเขาหมดลมหายใจ

ไม่แน่ใจว่าหูปอเห็นอะไรในเรื่องราวอันแสนลำพังของตระกูลบูเอนดิยาและชาวมาคอนโด หากแต่เขาแจ้งเจตจำนงกับเพื่อนร่วมดื่มในค่ำคืนนั้นว่า หากเขาตาย สิ่งที่เขาหวังคือภาพคนถูกแขวนคอ สลักไว้กับหินหน้าหลุมฝังศพเขา และเพื่อนสัพยอกกลับด้วยการเย้าคืนว่า “งั้นคงต้องบรรยายภาพนั้นสลักไว้ใต้ภาพด้วยล่ะสิว่า ‘ชายผู้โดดเดี่ยวที่สุดในโลก'”

หูปอนั่งนิ่ง “ชีวิตมันไม่มีอะไรเลย นอกจากการเขียนหนังสือ ทำหนัง การจะสร้างอะไรขึ้นมามันเรียกร้องความเจ็บปวดเกินต้านจริงๆ”

สี่วันหลังจากนั้น หูปอตัดสินใจฆ่าตัวตาย เหลือทิ้งไว้เพียงหนังยาวเรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิตของเขาอย่าง An Elephant Sitting Still -สร้างจากวรรณกรรมชื่อ Huge Crack ซึ่งเขียนโดยเขาเอง- ความยาวสี่ชั่วโมงเต็ม ที่เล่าเรื่องแล้งไร้สิ้นหวังของผู้คนในจีน ฝันเพียงอย่างเดียวที่พอจะเรืองรองขึ้นมาในชีวิตด้านชาของพวกเขาคือการเดินทางไปยังหม่านโจวลี่ เพื่อดูช้างตัวหนึ่งนั่งเฉยๆ ในที่นั่น

ตัวหนังที่คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน (จากชิงสี่รางวัล) เป็นเสมือนกับจดหมายร่ำลาของหูปอ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวหนังส่งกลิ่นความสิ้นหวังสุดขีดจากเหล่าตัวละครที่จำต้องลากถูกชีวิตต่อไปภายใต้การโบยตีของชะตากรรม เว่ยปู่ (เผิงอวี้ช่าง -ไอดอลและนักแสดงหนุ่มดาวรุ่ง) เด็กนักเรียนชายที่ต้องทนอยู่ในอพาร์ตเม้นต์เหม็บอับกับพ่อขาเสียและแม่ที่ไร้อำนาจ หนำซ้ำเขายังไปมีเรื่องกับอันธพาลรายใหญ่ของโรงเรียนจนต้องหนีตายไปหม่านโจวลี่, หว่างหลิง (หวังยู่เหวิน) เพื่อนร่วมชั้นสาวที่ต้องอยู่ในบ้านที่ส้วมรั่วซึมตลอดเวลาและแม่ที่ไม่รับผิดชอบเธอ, ยู่เฉิง (จางอวี้) นักเลงหนุ่มที่นอนกับเมียเพื่อนจนเป็นเหตุให้เพื่อนรักโดดตึกตายต่อหน้า และหวางจิน (หลิวกงสี่) ชายแก่ที่ลูกหลานขอให้เขาย้ายไปอยู่ในบ้านพักคนชราเพราะอนาคตไม่มีที่ให้เขาอีกแล้ว

ความสิ้นหวังของชีวิตตัวละครหลัก ถูกถ่ายทอดผ่านไดอะล็อกอันเจ็บปวดของการยังต้องดิ้นรนหายใจไปในโลกที่ทอดทิ้งพวกเขา และสีซีดหม่นเศร้าจากแสงธรรมชาติ ตลอดจนถ่ายถ่ายลองเทคสุดอัศจรรย์จากฝีมือ ฟ่านเฉ่า ผู้กำกับภาพที่บีบบังคับให้คนดูเห็นเพียงแววตาราวกับสัตว์บาดเจ็บของตัวละคร แผ่นหลังอ้างว้าง และเรือนร่างอันโดดเดี่ยวของพวกเขา ตัวละครกลายเป็นซับเจ็กต์หลักที่คนดูเฝ้ามองพวกเขานั่งนิ่งๆ หรือช่วงชิงชีวิตกลับมาจากความเลวร้ายอย่างแกนๆ การถ่ายลองเทคแทบจะตลอดความยาวสี่ชั่วโมง ทั้งยังต้องถ่ายทอดและแบกรับความรู้สึกหนักหน่วงของเรื่องราวจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้หนังแสนสิ้นหวังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ

ฟ่านเฉาใช้กล้อง Arri Alexa Mini และเลนส์ Ultra primes ถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องโดยปราศจากการจัดแสง ดังนั้น แสงหลักๆ ที่ปรากฏทั้งเรื่องจึงเป็นแสงจากหลอดไฟนีออนและแดดอ่อนระโหยในหมอกควันฟุ้งของจีนเท่านั้น “ผมว่าเลนส์นี้มันเล็กกระทัดรัดดี แล้วใช้ถ่ายในพื้นที่ที่มันจำกัดง่ายด้วย” ฟ่านเฉาอธิบาย “ประกอบกับเลนส์นี้มันไม่ดูคมชัดจนเกินไปเหมือนเลนส์ตัวอื่นๆ ที่เหมาะสำหรับงานโฆษณาแถมราคายังถูกกว่ากันเยอะด้วย

“อันที่จริงเราไม่ได้วางแผนว่าจะถ่ายทำกันแบบนี้ เพราะงานก่อนหน้าของหูปอมันสั้นมากๆ แถมยังเต็มไปด้วยการถ่ายที่เน้นความสวยงาม ไม่ใช่สมจริงและเข้มข้นแบบใน An Elephant Sitting Still แต่พอเราสองคนนั่งอ่านบทด้วยกัน ถกเถียงกันว่าควรจะถ่ายหนังยังไงดี ระยะระหว่างกล้องกับนักแสดงควรจะกว้างแคบแค่ไหน เราวางแผนการถ่ายทำไว้สองแบบ หนึ่งในนั้นคือกราถ่ายแบบลองเทค ที่เราคิดว่ามันช่วยดึงอารมณ์ของคนดูให้เห็นอกเห็นใจตัวละครได้มากกว่า เพราะคุณจะได้เห็นสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญในแบบเดียวกับที่พวกเขารู้สึก

และการถ่ายลองเทคนี่เป็นเหตุผลหนึ่ง -นอกเหนือจากการขับความรู้สึกแห้งแล้งสิ้นหวัง- ที่ทำให้หูปอและฟ่านเฉาตัดสินใจใช้แสงธรรมชาติตลอดทั้งเรื่อง อันเนื่องมาจากการถ่ายโดยไม่เว้นจังหวะให้ตัดต่อและเหวี่ยงกล้องไปรอบนักแสดง ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดแสงอยู่เบื้องหน้าหรือเบื้องหลังตัวละคร “เราอยากให้หนังมันเต็มไปด้วยความรู้สึกสมจริงอย่างที่สุด สิ่งที่เป็นการออกแบบและคิดมาก่อนแล้วคือฉากซีนที่เป็นซิลูเอต (silhouettes) ซึ่งเราตั้งใจถ่ายย้อนแสง หากเราจัดไฟขึ้นมามันก็จะทำลาย ‘ความรู้สึกจริง’ ที่เราทำมาทั้งเรื่องทันที แถมเรายังเคลื่อนกล้องตลอด 360 องศาด้วย มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดไฟในสถานการณ์แบบนี้”

ดังนั้น ในความมืดมิดของท้องฟ้าและชีวิต เราจึงเห็นตัวละครยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟจากหน้ารถทัวร์ สะท้อนแววตาเมินเฉยของเว่ยปู่และแห้งผากของชายชราที่จับมือกับหลานสาวออกไปเดินทางค้นหาช้างที่นั่งรอพวกเขาอยู่ ณ หนไหนสักแห่ง หลายครั้งที่คนดูไม่อาจจับสีหน้าตัวละครได้ พวกเขาซุกซ่อนความรู้สึกไว้อยู่ในความมืดและอ้างว้างของบรรยากาศอย่างมิดชิด

“ชีวิตมันไม่ดีขึ้นหรอก มันมีแต่ความทุกข์ตรมเท่านั้นแหละ และมันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่แกเกิดมาแล้ว แกคิดว่าที่ใหม่ๆ มันจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมแกได้เหรอ ตอแหลทั้งนั้น ที่ใหม่ๆ ความรวดร้าวใหม่ๆ เข้าใจหรือเปล่า”

เป็นหนึ่งในประโยคที่ขึ้นชื่อและน่าสนใจของหนัง เพราะไม่เพียงแต่มันจะถูกบอกเล่าโดยตัวละครผู้ใหญ่สู่ตัวละครวัยรุ่น -อันเป็นเสมือนอนาคตและทิศทางแห่งความหวัง- มันยังสะท้อนการมองโลกผ่านสายตาของหูปอ ก่อนหน้าที่เขาจะตัดสินใจอัตวิบากกรรมตัวเอง ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งปี เขาให้สัมภาษณ์เรียบง่ายถึงชีวิตไว้ว่า “ผมเคยฝันถึงการมีชีวิตแบบอุดมคติตั้งแต่สมัยยังวัยรุ่นนะ แต่ตอนนี้ไม่อีกแล้ว… มันไม่มีหรอกชีวิตแบบนั้น จะมีก็เพียงแต่เลือกหนทางถูไถชดใช้ชีวิตต่อไป

“An Elephant Sitting Still คือเรื่องล่าสุดที่ผมเพิ่งเขียนจบ และรู้สึกราวกับได้บรรลุในการพยายามทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว”

ตัวละครในหนังของหูปอนั้นดั้นด้นดิ้นรนไปยังหม่านโจวหลี่ เพียงเพื่อจะดูช้างนั่งเฉยๆ เท่านั้น หากแต่มันก็ดีกว่าหายใจทิ้งอยู่ในเมืองที่ไม่มีอนาคตรออยู่สำหรับพวกเขา ช้างที่หม่านโจวหลี่จึงเป็นเป้าหมายที่พวกเขาอยากบรรลุให้ได้สักครั้งในชีวิตอันกลวงเปล่า ในชีวิตของลูกชายไม่เอาไหนและลูกสาวที่ไม่เคยเป็นที่คาดหวัง หรือชายชราที่ถูกขับไสออกจากบ้าน เพื่อที่ว่าในที่สุดแล้ว ชีวิตจะโยนพวกเขาลงทะเลโศกนาฏกรรมอีกครั้ง… อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง