Ansel Elgort Baby Driver Edgar Wright

3 กลวิธีทำหนัง ‘บ้าพลัง’ ของ เอ็ดการ์ ไรต์ ใน Baby Driver

Home / bioscope / 3 กลวิธีทำหนัง ‘บ้าพลัง’ ของ เอ็ดการ์ ไรต์ ใน Baby Driver

“เวลาคุณนั่งอยู่บนรถ คุณจะไม่ทันได้ตั้งตัวหรอกว่ามันจะพุ่งออกไปได้เร็วแรงขนาดไหน – ความรู้สึกแบบนั้นแหละที่มันโคตรเจ๋ง!”

เอ็ดการ์ ไรต์ (Hot Fuzz, Scott Pilgrim vs. the World, Ant-Man) กล่าวถึงการได้ทำหนังแอ็กชั่นสุดมันที่มีงานโปรดักชั่นดีไซน์จัดจ้านอย่าง Baby Driver (2017) -ที่ว่าด้วย เบบี (แอนเซล เอลกอร์ต) ชายหนุ่มนักซิ่งหน้าอ่อนประจำแก๊งอาชญากรที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และต้องคอยใช้เพลงมาบำบัดอาการหูอื้อที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก- เอาไว้เช่นนั้น “และนั่นก็คือสิ่งที่ผมอยากให้ผู้ชมได้รู้สึกขณะดูหนังเรื่องนี้ครับ”

อาจเป็นเพราะไรต์พยายายามพัฒนาโปรเจ็กต์นี้มายาวนานกว่า 22 ปี (ไรต์ได้ไอเดียหนังมาจากการนั่งฟังเพลง Bellbottoms ของวง Jon Spencer Blues Explosion แล้วจินตนาการถึงฉากขับรถไล่ล่า-ซึ่งถูกพัฒนามาเป็นฉากเปิดความยาว 6 นาทีของหนัง) มันจึงถือเป็น ‘งานกำกับในฝัน’ ที่เขาลงทุนทุ่มเทแบบไม่มีกั๊ก (เขายกเงินค่ากำกับจำนวนหนึ่งให้กองถ่ายเมื่อค่ายเริ่มกังวลเรื่องงบ!) …และนี่ก็คือ 3 กลวิธีการทำหนังแบบ ‘บ้าพลัง’ ของไรต์ในหนังเรื่องนี้!

ผกก.ไรต์ (ซ้าย) กับเอลกอร์ต (ขวา)
1) ‘ตัดต่อหน้ากอง’ แบบสดๆ

ไม่เพียงปฏิเสธการใช้กล้องจากหลายมุมมองแบบที่ที่หนังแอ็กชั่นทั่วไปพึงกระทำ (สำหรับนำไปตัดสลับไวๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น) โดยเลือกใช้แค่มุมกล้องที่กำหนดไว้แล้วของผู้กำกับภาพ บิลล์ โพป เพราะเชื่อว่าคนดูอยากเห็น ‘ฉากแอ็กชั่นที่ดี’ แบบชัดๆ เน้นๆ มากกว่า แต่ไรต์ก็ยังเลือกที่จะ ‘ตัดต่อ’ ให้ทีมงานเห็นกันตรงหน้ากองถ่ายแบบสดๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้ตัดสินใจถ่ายซ่อมกันเดี๋ยวนั้น (ซึ่งมีหนังน้อยเรื่องที่จะเลือกวิธีการแบบนี้ เพราะถือเป็นความยุ่งยากในการออกกองพอสมควร) โดยมือตัดเพื่อนซี้ของไรต์อย่าง พอล แม็กลิสส์ ที่ร่วมงานกันมานานเกือบสิบปีคอยเป็นผู้ควบคุมดูแลภาพรวม โดยเฉพาะกับฉากยากๆ เช่น การหมุนรถ 180 องศาเข้าออกตรอกแคบๆ ที่ต้องถ่ายทำอยู่หลายครั้ง เพื่อให้จังหวะรถและจังหวะการแสดงพอดีกับจังหวะตัดต่อที่ถูกออกแบบไว้แล้วอย่างละเอียดลออ เป็นต้น

2) ถ่ายฉาก ‘ลองเทค’ (Long take) แบบเป๊ะๆ

ในหนังเรื่องนี้ ไรต์ยังออกแบบฉากลองเทค (Long take – การถ่ายทำแบบต่อเนื่องในฉากหรือซีเควนซ์เดียว) ที่การเคลื่อนไหวของนักแสดง(หรือสตั๊นต์แมน)ต้องสัมพันธ์กับคิวกล้องและจังหวะตัดต่อแบบเป๊ะๆ เอาไว้ด้วย นั่นคือฉากตอนต้นเรื่องที่มีความยาวเกือบ 3 นาที-อันเป็นตอนที่เบบีเดินไปซื้อกาแฟกลางกรุงให้กับชาวแก๊งโจรปล้นธนาคาร โดยมีเพลง Harlem Shuffle ของวง Bob & Earl ถูกเปิดคลอเป็นฉากหลัง ซึ่งสำหรับฉากนี้ ไรต์ต้องถ่ายวนไปเป็นจำนวนมากถึง 28 เทค เพื่อให้ทุกอย่างในฉากเข้ากับจังหวะของเพลงดังกล่าวพอดิบพอดี-แบบวินาทีต่อวินาที ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการแสดงของเอลกอร์ตขณะเดินไปเดินมา, การเข้าออกฉากของนักแสดงประกอบจำนวนมาก, บทสนทนาหรือเสียงบรรยากาศแวดล้อมที่ผิดคิวไม่ได้เลยแม่แต่น้อย หรือมุมกล้องที่ต้องจับภาพทุกอย่างไว้ได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน

3) ดีไซน์ ‘ทุกเสียงในหนัง’ แบบเน้นๆ

นอกจากการใช้เพลง Harlem Shuffle มาเป็นกระดูกสันหลังในการถ่ายทำฉากลองเทคสุดหินดังที่กล่าวไปแล้ว การเลือกใช้เพลง/ดนตรีประกอบ และการออกแบบเสียงก็ยังถือเป็น ‘หัวใจสำคัญ’ ของหนังอย่างแท้จริง เพราะพวกมันจะเต็มไปด้วยรายละเอียดที่เอื้อต่อการเล่าเรื่องเสมอ อาทิ การเพิ่มเสียงรอบข้างให้ดังขึ้น วุ่นวายขึ้นในทุกครั้งที่ตัวละครเบบีกังวลหรือเกิดปัญหา รวมถึงในฉากแอ็กชั่นที่ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับ ‘จังหวะ’ ของเพลงใดเพลงหนึ่งโดยเฉพาะ โดยมีขบวนหนังประเภทเดียวกับ The Driver (1978) ของ วอลเตอร์ ฮิลล์ -ที่ดีไซน์ฉากแอ็กชั่นได้ลื่นไหลราวกับจังหวะดนตรี- เป็นต้นแบบ

“แล้วถ้าคุณดูพวกหนังฮ่องกงมาบ้าง ทั้ง เฉินหลง และ จอห์น วู ก็ต่างมีหนังเพลงของ จีน เคลลี และค่าย MGM เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงทั้งนั้นแหละครับ” ไรต์เล่า “ผมเลยเอาแนวคิดที่ว่า ‘หนัง(แอ็กชั่น)ฮ่องกงมักเป็นมิวสิคัลที่ประกอบเพลงไปด้วย 5 เพลง’ มาใช้ กล่าวคือมีฉากแอ็กชั่นใหญ่ๆ อยู่ 5 ฉาก โดยใช้เพลง 1 เพลงประกอบในแต่ละฉาก แล้วผมถึงค่อยลงมือเขียนฉากเหล่านั้นตามเพลงต่างๆ” – ซึ่งจังหวะเพลงที่เขาเลือกมาจะมีผลต่อการออกแบบงานแอ็กชั่นในฉากนั้นๆ ตามเวลาจริง

…ฟังดู ‘บ้าพลัง’ ดีมั้ยเล่าคุณ!?