Charles Manson hollywood Manson Family Once Upon a Time in Hollywood Quentin Tarantino Roman Polanski Sharon Tate คดีฆาตกรรม

รื้อแฟ้มคดี ชารอน เทต …‘ฝันร้าย’ กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูด

Home / bioscope / รื้อแฟ้มคดี ชารอน เทต …‘ฝันร้าย’ กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวูด

โดย กฤตนัย จงไกรจักร

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ในฮอลลีวูดช่วงปลายยุค 60 มีดาราสาวดาวรุ่งคนหนึ่งถูก ‘ฆาตกรรม’ ในบ้านพักอย่างอุกอาจ เรือนร่างอันบอบบางของเธอที่ถูกกรีดแทงอย่างสยดสยอง คือหลักฐานความเหี้ยมโหดและความบ้าคลั่งของผู้ลงมือกระทำ – ความตายของเธอถูกบอกเล่าไปทั่วโลก และกลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ที่ผู้คนในแวดวงฮอลลีวูดอยากลืม แต่ก็ยากที่จะลบเลือน

เพราะชื่อของดาราสาวโชคร้ายคนนั้น คือ ชารอน เทต – ภรรยาของผู้กำกับคนดัง โรมัน โปลันสกี จากหนังเขย่าขวัญ Rosemary’s Baby (1968) ที่ใครๆ ก็รู้จัก

โปลันสกีกับเทตในวันแต่งงาน

ครั้นเมื่อผ่านเวลามาอีกหลายทศวรรษ เควนติน ทารันติโน จึงตัดสินใจหยิบเอาฝันร้ายครั้งนั้นมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ซึ่งเขาใช้เวลาเขียนอยู่นานถึง 5 ปีเต็ม จนสุดท้ายหนังที่มีชื่อชวนฝัน-ขัดกับเหตุการณ์ข้างต้น-อย่าง Once Upon a Time in Hollywood ก็ได้ฤกษ์ออกฉายในปีนี้ ว่าด้วย ริค ดาลตัน (รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ) นักแสดงตกอับ และ คลิฟฟ์ บูธ (แบรด พิตต์) สตั๊นต์แมนคู่ใจของเขา ที่ต่างมีแผนการจะหวนกลับมาโด่งดังในฮอลลีวูดอีกครั้ง โดยสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องราวส่วนหนึ่งของหนังจะเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาเดียวกับเหตุฆาตกรรมอื้อฉาวดังกล่าวภายในบ้านพักของโปลันสกี-ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของดาลตันและบูธ

ฉะนั้น เพื่อเป็นการเตรียมตัว(และเตรียมใจ)สำหรับ Once Upon a Time in Hollywood -อันเป็นหนังที่เข้าชิงปาล์มทองในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ครั้งที่ 72 ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้- เราจึงขอรื้อฟื้นแฟ้มคดีฆาตกรรมของชารอน เทตมาเล่าสู่กันฟัง และสำรวจถึงที่มาที่ไปของโศกนาฏกรรมช็อคโลกนี้กันอีกสักครั้ง!

1.
บ้านเปื้อนเลือดของ โรมัน โปลันสกี …ความตายที่เขย่าลอสแอนเจลิส

ในเช้าวันหนึ่งของปี 1969 ณ ชุมชนย่านลอสแอนเจลิส วินิเฟรด แชปแมน แม่บ้านประจำครอบครัวของโรมัน โปลันสกีได้เปิดประตูรั้วเข้าไปทำความสะอาดภายในบ้านหลังดังกล่าวตามปกติ ทว่าเธอกลับพบหลายสิ่งที่ ‘ไม่ปกติ’ เพราะภายในบ้านหลังนั้นไม่ได้มีเพียงเศษผงหรือขยะให้เธอเก็บกวาด หากแต่ยังมี ‘ศพ’ อีก 5 ร่างที่นอนเสียชีวิตอยู่ที่นั่นด้วย!

บนฝาผนังแทบทุกด้านของบ้านมีคราบเลือดกระเด็นติด รวมทั้งยังมีข้อความที่เขียนด้วย ‘เลือด’ ว่า PIG ตรงประตูบ้าน และ Helter Skelter ตรงฝาผนังด้านหนึ่ง ขณะที่สภาพศพของเหยื่อผู้โชคร้ายเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ โดยแผลที่ถูกแทงจากมีดนั้นนับรวมกันได้ไม่ต่ำกว่า 100 แผล

และที่สำคัญ หนึ่งในเหยื่อนั้น คือ ชารอน เทต นักแสดงสาวและภรรยาของโปลันสกี (ผู้ที่ขณะนั้นเดินทางไปทำธุระต่างประเทศ) …เธอเสียชีวิตพร้อม ‘ลูก’ ในท้องอายุ 8 เดือน

Helter Skelter ที่สะกดผิดโดยมีตัว a เกินมา บนตู้เย็นของบ้านลาเบียงกาที่เป็นเหยื่อถัดจากบ้านเทต

คดีฆาตกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และความรู้สึกของผู้คน-ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักแสดงในวงการฮอลลีวูด-ที่อาศัยอยู่ในแถบลอสแอนเจลิสอย่างรุนแรง และเกิดคำถามตามมามากมายว่า เหตุใดย่านที่เคยขึ้นชื่อว่า ‘หรูหราที่สุดและปลอดภัยที่สุด’ กลับมีเหตุการณ์สุดสยองเช่นนี้เกิดขึ้นได้? และใครคือฆาตกร?

อย่างไรก็ดี เนื่องจากคดีดังกล่าวถือเป็นคดีที่อุกอาจและมีสื่อให้ความสนใจอย่างมาก ทำให้การดำเนินงานของตำรวจเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว จนสุดท้าย ตำรวจก็สามารถจับกุมตัวฆาตกรผู้ก่อเรื่องทั้งหมดได้ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มวัยรุ่น 5 คน ที่กล่าวอ้างพวกตนทำตามคำสั่ง

…ที่ถูกน้อมนำโดยชายชื่อ ชาร์ลส์ แมนสัน

ชาร์ลส์ แมนสัน
2.
แล้วใครคือ ชาร์ลส์ แมนสัน?

ย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น ชาร์ลส์ แมนสันเคยถูกประเมินว่ามีไอคิวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในขณะนั้น แต่ด้วยความเกเรและความประพฤติแบบ ‘นอกรีต’ หลายอย่างของเขา เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนนี้จึงต้องใช้ชีวิตเข้าออกเรือนจำเพราะคดีปล้นชิงทรัพย์เป็นว่าเล่น

แต่กระนั้น มันก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาแต่อย่างใด เพราะด้วยไอคิวระดับสูง บวกกับทักษะสำคัญที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอย่าง ‘ทักษะการโน้มน้าวใจ’ ก็ทำให้เขาเอาตัวรอดได้อยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงหลังจากที่ถูกปล่อยตัวแล้ว แมนสันไม่ได้ทำงานหาเงินเหมือนใครเขา เพราะด้วยความสามารถในการหว่านล้อมผู้คน เขาจึงใช้ชีวิตในฐานะ ‘แมงดา’ รีดไถเงินจากเหล่าผู้หญิงที่เข้ามาพัวพันด้วยเพื่อนำไปใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ

ที่สำคัญ ทักษะเหล่านี้ก็ได้พัฒนาไปถึงจุดสูงสุด เพราะในช่วงที่แมนสันคบหากับ แมรี บรุนเนอร์ ผู้ช่วยบรรณารักษ์ มหาวิทยาลัยเบิร์คลีย์ เขาสามารถพูดจาโน้มน้าวให้เธอยอมให้หญิงสาวอีก 18 คนเข้ามาอาศัยร่วมกับเธอและเขาอย่างหน้าตาเฉย (!!!)

และที่แห่งนี้เองที่ลัทธิ ‘ครอบครัวแมนสัน’ (Manson Family) ของเขาได้ถือกำเนิดขึ้น

ครอบครัวแมนสัน
3.
ลัทธิ ‘ครอบครัวแมนสัน’ กับโลกแปดเปื้อนคนผิวสีที่ต้องถูกจัดระเบียบ

ครอบครัวแมนสันเป็นลัทธิที่ชาร์ลส์ แมนสันก่อตั้งขึ้นมาภายใต้ ‘ความเชื่อ’ ที่ว่า โลกกำลังจะถึงจุดจบ และเหล่า ‘คนผิวสี’ นี่เองที่จะลุกขึ้นมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ‘คนผิวขาว’ อย่างพวกเขา แมนสันจึงบอกกับผู้ร่วมลัทธิของเขาว่า :

“สงครามทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวสีกำลังใกล้เข้ามาแค่เอื้อม เมื่อสงครามทำลายล้างเผ่าพันธุ์ดำเนินไป พระเจ้าได้ชี้ทางให้เขาสามารถนำพลพรรคลงไปหลบภัยในหลุมใต้ทะเลทราย แล้วรอดชีวิตมาสู่โลกใหม่ คนผิวสีจะได้ครองโลก แต่ไม่มีปัญญาจัดระบบสังคม แมนสันกับสาวกจึงคือผู้ที่จะได้รับการยอมรับให้เป็นผู้จัดระบบโลกใหม่ และผู้ขัดขวางต้องถูกสังหาร”

เมื่อมีจำนวนสมาชิกลัทธิเยอะขึ้น แมนสันและชาวคณะก็ได้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่ เดธ วัลเลย์ โดยใช้ชื่อว่า Yellow Submarine ซึ่งมีที่มาจากชื่อเพลงของวง The Beatles และเป็นสัญลักษณ์ของ ‘เรือดำน้ำสำหรับเอาไว้หลบภัย’ ตามแนวคิดของกลุ่ม และเมื่อสงครามเผ่าพันธุ์ตามคำทำนายของแมนสันไม่ได้เกิดขึ้นจริง ชาวลัทธิจึงตัดสินใจที่จะสร้างมันขึ้นมาเอง โดยวิธีการของกลุ่มนี้คือ ฆาตกรรมคนผิวขาว และป้ายสีความผิดให้กลุ่มคนผิวดำ (เช่น กลุ่ม Black Panthers) เพื่อสร้างความขัดแย้งระหว่างสีผิวตามคำทำนาย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรมชารอน เทตในเวลาต่อมา

เทอร์รี เมลเชอร์ เป้าหมายที่แท้จริงของแมนสัน
4.
ความคับแค้นใจ…ที่แปรเปลี่ยนไปเป็นความรุนแรง

ย้อนกลับไปยังช่วงก่อนที่ครอบครัวแมนสันจะย้ายสัมมะโนครัวมาอยู่ที่  Yellow Submarine พวกเขาเคยอาศัยอยู่ที่บ้านของ เดนิส วิลสัน มือกลองวง The Beach Boys โดยเหตุผลที่วิลสันยอมให้ครอบครัวแมนสันเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านของตนนั้น เนื่องจากเขาเห็นว่า ชาร์ลส์ แมนสันมีความสามารถทางดนตรีที่น่าจับตา แต่อย่างไรก็ดี ความต้องการที่จะอัดเพลงของแมนสันกลับถูกปฏิเสธโดย เทอร์รี เมลเชอร์ โปรดิวเซอร์ที่สนิทกับวิลสัน เพราะเล็งเห็นถึงพฤติกรรมของแมนสันที่ทั้งก้าวร้าวและไม่เอาไหน จนกระทั่งต่อมา เมื่อครอบครัวแมนสันย้ายมายัง Yellow Submarine แล้ว เขาก็ได้ส่งการ์ดเชิญไปที่บ้านของเมลเชอร์ที่เดธ วัลเลย์เพื่อให้เขาเดินทางมาฟังผลงานเพลงชิ้นใหม่ของตน

…แต่เมลเชอร์รู้สึกกลัวและไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวแมนสันอีก จึงปฏิเสธคำเชิญจากแมนสันพร้อมย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย

ในปี 1969 อันเป็นช่วงที่ครอบครัวแมนสันกำลังปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อสร้างความขัดแย้งอยู่นั้น หลังจากได้ทำการฆาตกรรมไปแล้วถึง 2 ราย เหยื่อรายที่ 3 ที่เขาเล็งไว้ก็คือ เทอร์รี เมลเชอร์ที่ปฏิเสธคำเชิญชวนของตนนั่นเอง โดยแมนสันได้มอบหมายให้ ชาร์ลส์ ‘เท็กซ์’ วัตสัน พา ลินดา คาซาเบียน, ซูซาน แอ็ตคินส์ และ แพทริเซีย เครนวิงเคิล ไปร่วมเป็นมือสังหารในแผนการดังกล่าว-ภายใต้ชื่อว่าปฏิบัติการ Helter Skelter (ซึ่งมาจากชื่อเพลงของวง The Beatles ที่แมนสันตีความเอาเองว่า มันกำลังเล่าถึงสงครามระหว่างสีผิวที่กำลังอุบัติขึ้น และวันสิ้นโลกกำลังมาเยือน) โดยในปฏิบัติการดังกล่าวนั้น แมนสันมีคำสั่งว่า…

“ให้ฆ่าทุกคนที่อยู่ในบ้านของเมลเชอร์ซะ”

เหยื่อบ้านเทต : ฟรีคอฟสกี, เทต, พาเรนต์, เซบริง และโฟลเกอร์
5.
ชารอน เทต และเพื่อนๆ ผู้ถูกเซ่นสังเวยแด่ Helter Skelter

ทว่าเคราะห์ร้ายดันมาตกแก่ครอบครัวของโรมัน โปลันสกีที่ได้เช่าบ้านหลังดังกล่าวต่อจากเมลเชอร์ ซึ่งในขณะนั้น โปลันสกีได้เดินทางไปลอนดอน ทำให้ภายในบ้านของเขามีสมาชิกที่เหลืออยู่คือ ชารอน เทตที่กำลังตั้งท้องได้ 8 เดือน, เจย์ เซบริง แฟนเก่าของเทต, วอยจ์เทกช์ ฟรีคอฟสกี ที่สนิทสนมกับโปลันสกี และ อาบิเกล โฟลเกอร์ คนรักของฟรีคอฟสกีและทายาทเศรษฐีพ่อค้ากาแฟ

ปฏิบัติการเริ่มขึ้นในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนของวันที่ 8 สิงหาคม 1969 โดยเท็กซ์ วัตสันได้ปีนขึ้นไปตัดสายโทรศัพท์ภายนอกตัวบ้าน ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น สตีเวน พาเรนต์ -เด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่แวะมาเยี่ยมคนดูแลบ้านในละแวกนั้น- ได้ขับรถสวนเข้ามาพอดี เมื่อเขาถามวัตสันด้วยความสงสัย วัตสันไม่รอช้า หยิบปืนพกขึ้นมาจ่อพาเรนต์, เอามีดปาดมือเขาที่กำลังยกขึ้นเพื่อร้องขอชีวิต และยิงกระสุน 4 นัดเข้าที่ท้องและหน้าอกจนตายคาที่ …เขาจึงกลายเป็นเหยื่อรายแรกของค่ำคืนนั้น

หลังจากสังหารพาเรนต์ กลุ่มครอบครัวแมนสันได้ดำเนินแผนการต่อ โดยวัตสันได้ปีนเข้าไปทางหน้าต่าง เพื่อปลดล็อคให้แอ็ตคินส์กับเครนวิงเคิลเข้าทางประตู ขณะที่คาซาเบียนยืนดูต้นทางอยู่ด้านนอก เสียงกระซิบกระซาบของกลุ่มแมนสันภายในบ้าน ทำให้ฟรีคอฟสกีที่กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาตื่นขึ้นมาและพบว่ามีคนแปลกหน้าแอบย่องเข้ามา ซึ่งเมื่อฟรีคอฟสกีละล่ำละลักถามว่า “พวกนายเป็นใคร?” วัตสันจึงตอบกลับด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ฉันคือปีศาจ และฉันมาที่นี่เพื่อทำธุระของปีศาจ”

วัตสัน ผู้นำกลุ่มฆาตกร
สมาชิกครอบครัวแมนสันผู้ก่อเหตุ : แอ็ตคินส์, เครนวิงเคิล และ เลสลี แวน ฮูตเทน (ผู้ร่วมก่อเหตุคดีบ้านลาเบียงกา)

หลังจากนั้น แอ็ตคินส์ปลุกสามาชิกในบ้านที่เหลือแล้วใช้มีดบังคับให้ทั้ง 4 คนมานอนหมอบรวมกันที่ห้องโถง โดยกลุ่มแมนสันได้นำเชือกมาผูกแขวนคอชารอน เทตและเจย์ เซบริงเข้ากับคานบ้าน ซึ่งในตอนนั้นเองที่เซบริงเริ่มอ้อนวอนร้องขอชีวิต วัตสันจึงยิงปืนเข้าไปที่ปอดของเซบริง กระสุนทะลุปอดขาดสะบั้น เขาได้แต่นอนหายใจรวยรินรอความตาย วัตสันเห็นเช่นนั้นจึงหยิบมีดมากระหน่ำแทงไม่ยั้ง จนเซบริงเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟรีคอฟสกี-ซึ่งในตอนนี้ถูกมัดมือด้วยผ้าขนหนูอยู่-จึงดิ้นรนสุดชีวิต เขาพยายามวิ่งหนีออกทางหน้าบ้าน แต่ก็ไม่รอด เพราะก่อนที่จะพ้นตัวบ้าน วัตสันได้วิ่งเข้ามารวบตัวฟรีคอฟสกีและกระหน่ำแทงจากด้านหลังจนแผลเหวอะหวะ ถึง 51 แผล ก่อนยิงซ้ำไปอีก 2 นัด แต่เมื่อเห็นว่าฟรีคอฟสกียังไม่สิ้นลม เขาจึงเอาด้ามปืนทุบเข้าที่หัวของฟรีคอฟสกีจนขาดใจตาย และในจังหวะนั้นเอง โฟลเกอร์จึงตัดสินใจวิ่งหนีไปทางสระว่ายน้ำของตัวบ้าน แต่แอ็ตคินส์วิ่งไล่ทันและตามไปแทงเธอถึง 28 แผล …ทั้งฟรีคอฟสกีและโฟลเกอร์กลายเป็นศพที่สามและสี่ตามลำดับ

สุดท้าย ครอบครัวแมนสันกลับมายังห้องโถงที่เหลือเพียงแค่ชารอน เทตพร้อมกับลูกในท้อง วัตสันจึงสั่งให้แอ็ตคินส์ฆ่าเธอทิ้งเสีย แม้ว่าเทตจะพยายามวิงวอนขอชีวิตแค่ไหน ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เธอถูกแอ็ตคินส์กระหน่ำแทงถึง 16 แผล จนเสียชีวิตไปพร้อมกับลูกในท้อง – ที่น่าหดหู่ที่สุดก็คงจะเป็นสภาพศพของเธอที่ถูกตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้าง และถูกกรีดหนังบริเวณคอหอยลากยาวลงมาจนถึงอวัยวะเพศ

และเมื่อกระทำการสังหารหมู่ครบถ้วนแล้ว กลุ่มแมนสันก็ยังไม่ลืมที่นำผ้าขนหนู-ผืนเดียวกันกับที่มัดมือของฟรีคอฟสกี-ชุบเลือดอุ่นๆ ของเหยื่อเขียนลงบนหน้าประตูว่า PIG (‘ไอ้หมู’ – ซึ่งเป็นคำด่าที่คนผิวสีในยุคนั้นมักใช้เรียกตำรวจผิวขาว) ทิ้งไว้อย่างเลือดเย็น เพื่อโยนความผิดให้กลุ่มคนผิวสีตามที่พวกเขาตั้งใจไว้

บ้านของเทต/โปลันสกีหลังเกิดเหตุ
โรมัน โปลันสกี กับข้อความ PIG ที่ประตู
6.
ปิดตำนานชาร์ลส์ แมนสันและครอบครัววิปลาสของเขา

ภายหลังเหตุฆาตกรรมผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ซูซาน แอ็ตคินส์ได้ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาขโมยรถ แต่เนื่องด้วยความโอ้อวดของเธอที่ดันไปเล่าให้เพื่อนๆ ในคุกฟังว่า ‘เธอเป็นคนสังหารชารอน เทตเองกับมือ’ จึงทำให้ตำรวจสืบสาวเรื่องราวจนสามารถจับกุมชาร์ลส์ แมนสันและสมาชิกลัทธิที่เหลือได้ทั้งหมด

แรกทีเดียว ครอบครัวแมนสันถูกสั่งประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมทั้ง 7 ศพ (หลังจากเหตุสังหารหมู่ในบ้านของโปลันสกีจำนวน 5 ศพแล้ว เช้าวันต่อมาครอบครัวแมนสันยังได้ฆ่าสามี-ภรรยาตระกูล เบียงกา อีก 2 ศพด้วย!) แต่ภายหลังถูกลดโทษเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิตเนื่องจากลอสแอนเจลิสได้ยกเลิกบทลงโทษประหารชีวิตในปีต่อมา

อย่างไรก็ดี ชาร์ลส์ แมนสันได้เสียชีวิตภายในคุกเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมาด้วยโรคชรา โดยมีอายุยืนยาวมาจนถึงวัย 83 ปี ซึ่งการติดคุกครั้งนี้ เขาใช้ชีวิตอยู่ภายในห้องขังนานถึง 48 ปีเต็มเลยทีเดียว

แมนสันขณะถูกจับกุม
7.
…หรือชีวิตอันแสนเจ็บปวดของเด็กชายแมนสันจะคือคำตอบ?

เป็นเรื่องน่าสนใจว่า เหตุใดเด็กชายสมองเพชรไอคิวสูงอย่างแมนสันจึงกลายเป็นเด็กมีปัญหาที่ทั้งก้าวร้าวและชอบใช้ความรุนแรง จนนำมาสู่การจัดตั้งกลุ่มฆาตกรผู้ก่อเหตุโศกนาฏกรรมเหล่านี้ได้?

หากเราย้อนไปดูชีวิตวัยเด็กของแมนสัน เขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหาอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ แคธลีน แม่ของเขามีอาการติดเหล้าอย่างหนัก จนเคยมีครั้งหนึ่งที่เธอขายลูกชายให้สาวเสิร์ฟในร้านเหล้าเพื่อแลกกับเบียร์เพียงเหยือกเดียวเท่านั้น ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมในข้อหาลักทรัพย์และมีโทษจำคุกถึง 5 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นเอง แมนสันก็เริ่มมีพฤติกรรมลักขโมยจนทำให้เขาถูกส่งตัวไปประจำอยู่ที่โรงเรียนชายล้วนในที่สุด

แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมของแมนสันเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เขาไม่ได้สนใจการเรียนเลย แต่กลับยิ่งมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น โดยหลังจากย้ายมาอยู่ในโรงเรียนได้เพียง 4 วัน แมนสันและเพื่อนได้ขโมยรถและใช้อาวุธปืนที่หามาได้เข้าปล้นร้านสะดวกซื้อและคาสิโน ความผิดดังกล่าวส่งผลให้โรงเรียนประจำลงโทษทางวินัยแก่เขาอย่างหนัก

แมนสันในวัยเด็ก

หลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้วไปอาศัยอยู่กับลุงและป้าของเขาที่รัฐเวอร์จิเนีย พฤติกรรมก้าวร้าวและนิสัยลักขโมยของเขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง แมนสันได้ทำการมือขโมยรถของเพื่อนบ้านและขับไปลอสแอนเจลิส แต่ก็ถูกจับกุมและโดนทัณฑ์บนจากคดีดังกล่าวเสียก่อน แต่ถึงกระนั้น แมนสันก็ยังเลือกที่จะฝ่าฝืนทัณฑ์นั้น จนสุดท้ายเขาต้องถูกฝากขังที่เรือนจำ รัฐแคลิฟอร์เนียในปี 1955 ก่อนจะเข้าออกเรือนจำอยู่เกือบตลอดชีวิตดังที่เราเล่าในข้างต้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะมีจุดเริ่มต้นมาจากครอบครัวและสังคมที่สร้างความขมขื่นให้แก่เขา หรือจะเป็นเพราะสัญชาตญาณดิบในตัวเขาเองก็ตาม แต่สิ่งที่เรามั่นใจได้แน่ๆ ก็คือโศกนาฏกรรมสุดสะเทือนใจของเทตและสมาชิกบ้านโปลันสกีที่ครอบครัวแมนสันเป็นผู้ก่อจะยังคงเป็นที่โจษขานกันไปอีกนานแสนนาน