Game of Thromes เขียนบท

เปลี่ยนโครงสร้าง: เหตุผลที่ฉากจบของ Game of Thrones ช่างแปร่งประหลาด

Home / bioscope / เปลี่ยนโครงสร้าง: เหตุผลที่ฉากจบของ Game of Thrones ช่างแปร่งประหลาด

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์หนาหูว่าฉากจบของมหากาพย์ Game of Thrones นั้นดูเบาบางและไม่สมฐานะของหนึ่งในซีรีส์ที่ทำเรตติ้งถล่มทลายมาหลายปีซ้อน ทั้งที่ทีมเขียนบทก็ยังคงเป็นสองคู่หูคนดีคนเดิมที่ร่วมงานสร้างมาตั้งแต่ซีซั่นแรกอย่าง เดวิด เบนิออฟ และ ดี บีไวส์ส, ทีมงานชุดเดิมกับทุนสร้างอลังการมากขึ้น แถมนักแสดง (กับบทที่ยังไม่ล้มหายตายจากไป) ก็กลับมาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา… แล้วอะไรกันที่ทำให้ GOT ซีซั่นที่ 8 ‘เปลี่ยนไป’ ขนาดนี้ ทั้งเงื่อนไขมากมายที่คลี่คลายอย่างลวก, จุดประสงค์ของตัวละครที่ไร้เหตุผล ตลอดจนตัวละครที่เดินถอยหลังลงคลองราวกับไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลยในซีซั่นที่ผ่านๆ มา หนักหนาจนถึงขั้นมีแฟนๆ ร้องเรียนให้เขียนบทและสร้างตอนที่ 5 และ 6 ขึ้นมาใหม่เสียด้วยซ้ำ

เดวิด ซิลเวอร์มินต์ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยและเป็นแฟนตัวยงของ GOT ทั้งเวอร์ชั่นนิยายของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน และทั้งตามติดเวอร์ชั่นซีรีส์ตั้งแต่มันเริ่มประกาศสร้างเมื่อปี 2006 จนได้ฉายจริงปี 2011 ออกความเห็นว่าเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้คนดูรู้สึกไม่คุ้นเคยกับ GOT เวอร์ชั่นนี้ก็มาจากการเปลี่ยนโครงสร้างทางการเล่าเรื่องอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตาลุงมาร์ตินยังไม่ยอมเข็นตัวเองเขียนฉากจบในหนังสือให้เสร็จเสียที!

“ปัญหาจริงๆ คือวิธีการเขียนบทมันเปลี่ยน ซึ่งมันส่งผลต่อภาพรวมของซีรีส์อย่างมาก” ซิลเวอร์มินต์อธิบาย โดยเขาจำแนกนักเขียนออกเป็นสองประเภทกว้างๆ นั่นคือ 1.) plotters หรือนักเขียนที่เน้นพล็อตเป็นสำคัญ และมีโครงสร้างเรื่องที่แข็งแรง 2.) pantsers คือนักเขียนประเภทที่ร่างโครงไว้คร่าวๆ แล้วปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปตามปลายปากกาและจินตนาการขณะนั้น แน่นอนว่าซีรีส์แทบทุกเรื่องบนโลกจำเป็นต้องมีการเขียนบทแบบ plotters เพื่อควบคุมความยาวของแต่ละตอน, การดำเนินงานสร้าง ตลอดจนการแจกบทให้นักแสดง

“จอร์จพูดอยู่เสมอว่าโลกมีนักเขียนอยู่สองประเภท คือแบบคนทำสวนและแบบสถาปนิก แบบสถาปนิกนั้นจะเขียนงานที่มีโครงสร้างแข็งแรงและจริงจังมากๆ พวกเขารู้ว่าเรื่องจะเดินทางไปยังไงและจบแบบไหน ก่อนจะเขียนรายละเอียดต่างๆ ลงในโครงสร้างเหล่านั้น” เบนิออฟว่า “แต่นักเขียนแบบคนทำสวนจะไม่ใช่ พวกเขาจะเพาะเมล็ด ปล่อยให้มันเติบโตงอกงาม เขาคือคนเพาะปลูกที่อนุญาตให้เรื่องราวเกิดขึ้นได้ตามความต้องการของตัวเอง และงานเขียนของจอร์จเป็นแบบนั้น…

“แต่สำหรับเรา เราไม่มีตัวเลือกแบบเขาหรอก ในฐานะคนเขียนบทซีรีส์และโปรดิวเซอร์ คุณต้องเป็นแบบสปานิก ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องราวไหลไปได้เรื่อยๆ อย่างแน่นอน”

และนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญของความรู้สึกแปร่งประหลาดเมื่อเรานั่งดู GOT ซีซั่นสุดท้าย เพราะมันปราศจากการคุมหางเสือโดยมาร์ติน เหลือไว้แต่เพียงการเดินหน้าดำเนินตามโครงเรื่องโดยเบนิออฟและไวส์สเท่านั้น

ย้อนกลับมาที่ซิลเวอร์มินต์ เขาขยายความว่า นักเขียนประเภท plotters นั้นส่วนใหญ่จะใช้ตัวละครเป็นฟันเฟืองและกลไกหนึ่งในการบรรลุผลลัพธ์เพื่อให้เรื่องราวเป็นไปดังโครงใหญ่ ขณะที่ตัวละครของชาว pantsers นั้นมีชีวิตชีวามากกว่าและดูเป็นอิสระมากกว่า (ขณะเดียวกันก็อาจทำอะไรไม่สมเหตุสมผลหรือเป็นจุดโหว่ให้เรื่องราวได้) ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มาร์ตินนั้นอาจเอนเอียงไปทาง pantsers เสียมากกว่า เพราะข้อได้เปรียบจากการที่เขาสามารถเขียนงานได้ยาวเหยียดตามใจนึกโดยไม่ต้องมีข้อจำกัดเรื่องเวลาฉาย เรื่องราวในหนังสือของเขาจึงลื่นไหล สมเหตุสมผลและเป็นหนึ่งเดียวตลอดทั้งเรื่อง

“และเมื่อนำมันมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ โดยดำเนินเรื่องตามเหตุการณ์ในหนังสืออย่างใกล้ชิด คนดูจึงรู้สึกกับสิ่งที่ปรากฏในซีรีส์เป็นอย่างมาก พวกเขาเห็นการเติบโตของตัวละครอย่างละเอียด เห็นความหายนะที่เกิดขึ้นและเข้าใจได้ว่ามันเป็นผลจากการกระทำก่อนหน้าของพวกเขาเอง เรื่องราวเหล่านี้มันค่อยๆ คลี่คลายเปิดเผยต่อคนดู

“พล็อตใหญ่ของเรื่องอยู่ที่ราวๆ หนังสือเล่มที่สาม A Storm of Swords ซึ่งตรงกันกับซีซั่นที่ 3 และ 4 (ซึ่งเกิดเหตุการณ์ชวนเหวอมากมาย ไม่ว่าจะ The Red Wedding หรือ The Purple Wedding) ซึ่งตามโครงเรื่องที่มาร์ตินวางไว้นั้น เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในระยะเวลาห้าปีเต็ม และเพื่อจะทำให้เรื่องราวสมจริง ปราศจากช่องว่างทางเวลาและรอยโหว่ของพล็อต มาร์ตินจึงเขียนนิยายด้วยเวลาห้าปีเช่นกัน โดยระมัดระวังไม่ให้เนื้อหากระทบกับแกนกลางของเรื่อง ทั้งยัง ‘หว่าน’ เมล็ดพันธุ์ตัวละครหรือปมเล็กปมน้อยอื่นๆ ไว้หลายจุดระหว่างดำเนินเรื่องเพื่อสร้างความซับซ้อนให้แก่เรื่องราว และมาร์ตินไม่เคยเลยที่จะให้ตัวละครของเขาต้องเผชิญการตัดสินใจที่ปุบปับหรือไม่มีเหตุผล แม้ว่าตัวละครบางตัวจะเติบโตอย่างผิดที่ผิดทาง ห่างไกลจากจุดจบที่ตั้งใจไว้แต่แรก ดังนั้น สวนของมาร์ตินจึงเติบใหญ่เกินกว่าที่ตัวซีรีส์เองวางแผนไว้ มิหนำซ้ำ หนังสือก็ยังไม่ออกมาจนจบอีกต่างหาก”

เมื่อเหตุการณ์ในหนังสือยืดยาวและแผ่กิ่งก้านออกมาเกินกว่าที่ซีรีส์ตั้งใจจะสร้าง ภาระหลักจึงตกเป็นของเบนิออฟและไวส์สที่ต้องหาทางรวบหัวรวบหางเหตุการณ์เหล่านี้ออกมาให้จบภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ได้ และต้องลุยเข้าไปในสวนของมาร์ตินในฐานะ plotters ที่ต้องจัดการเส้นเรื่องให้ลงตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมเข้าใจว่า คำถามใหญ่ที่ทีมเขียนทบถามตัวเองคือ ‘ชิ้นส่วนไหนของเรื่องราวที่อยากเล่าออกไปมากที่สุด’ และ ‘อะไรที่จะเป็นจุดหักมุมของเรื่องนี้’ ตลอดไปจนการคลี่คลายความขัดแย้ง การสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดู และเหนืออื่นใดคือการไขปริศนาให้ได้ว่าคนดูอยากดูอะไรใน GOT กันแน่” ซิลเวอร์มินต์สาธยาย “และจากนั้น พวกเขาก็ค่อยๆ วางตำแหน่งว่าตัวละครควรอยู่ตรงไหนของเรื่องราวเหล่านี้”

และนี่เองคือสาเหตุหลักที่ซิลเวอร์มินต์คิดว่าเป็นประเด็นให้คนดูรู้สึกว่าซีรีส์ที่เขารัก ‘เปลี่ยนไปแล้ว’ อย่างสิ้นเชิง ทั้งเงื่อนปมมากมายที่ถูกผูกทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมของตัวละครที่ชวนเหวอราวกับพวกเขาไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยจากหลายซีซั่นที่ผ่านมา (ยังไม่นับไดอะล็อกสุดเฝืออย่าง จอน สโนว ที่พูดอยู่แค่ไม่กี่ประโยคอย่าง “ท่านคือราชินีของข้า” และ “ข้าไม่ได้ต้องการบัลลังก์”) นำไปสู่การตัดสินใจแย่ๆ และพังทลาย ซิลเวอร์มินต์ออกความเห็นว่า ซีรีส์เลือกจะ ‘สังหาร’ ตัวละครเพื่อปิดปมที่ขัดแย้งและจบไม่ลงในระยะเวลาที่กำหนด และนั่นเองที่ทำให้คนดูเป็นเดือดเป็นแค้นเพราะเหตุการณ์หรือความตาย -ซึ่งควรจะยิ่งใหญ่- เหล่านั้นหาได้ส่งผลกระทบหรือความผูกพันใดๆ กับคนดู มิหนำซ้ำ เรื่องราวที่คาบเส้นแบ่งระหว่างความดีความชั่วจนเราหาตัวละครที่ ‘ขาวสะอาด’ และ ‘ดำสนิท’ ไม่ได้เลยนั้น ก็ได้กลายเป็นซีรีส์ธรรมมะปะทะอธรรมเต็มรูปแบบ

“มันเป็นงานหินอยู่แล้วล่ะในการจะหาทางลงให้เมล็ดพันธุ์ที่มาร์ตินหว่านไว้โดยไม่ทำให้เรื่องราวเสียหายมากจนเกินไป การเขียนมันเป็นงานยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกคนจับตาดูอยู่” ซิลเวอร์มินต์กล่าว

“ปัญหาคือ คนดูน่ะรักซีรีส์แบบที่มันเป็นมาตลอดทั้งเจ็ดซีซั่น แต่ตอนจบกลับมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม นั่นเพราะทีมสร้างต้องจับจ้องไปยังการทำฉากจบให้ได้ภายในเวลาที่จำกัดนั่นเอง”

ดังนั้น หากเป็นไปตามที่ซิลเวอร์มินต์อธิบาย ก็เป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องแบบ pantsers มาเป็น plotters อย่างกระทันหันเพราะมาร์ตินเองยังเขียนหนังสือไม่เสร็จ บวกกับระยะเวลาการออกฉายที่จำกัดไว้ว่าต้องจบภายในซีซั่นนี้เท่านั้น ทำให้ดูเหมือนว่าตัวละครทุกตัวจำต้องดิ้นรนไปยังปลายทางแบบไม่มีเหตุผลรองรับเท่าไหร่ ทั้งการหวนคืนเวสเทอรอสของเจมีทั้งที่ตัดใจจากมาอย่างเด็ดเดี่ยว, ไวต์ วอล์คเกอร์และกองทัพผู้เข้ามาและโดนสังหารตายไป(อีกรอบ)อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือแม้แต่ตัวละครอย่าง ยูรอน เกรย์จอย ที่ปรากฏตัวอย่างคุกคามและจากไปอย่างชวนมึนงงเป็นที่สุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้วางอยู่บนเงื่อนไขของข้อจำกัดด้านเวลาและการเล่าเรื่อง ซึ่งน่าสนใจว่า คุณลุงมาร์ติน ผู้ใช้เวลาต่อจากนี้ในการเขียนงานให้จบ จะพาเหล่าตัวละครของเขาไปเจอกับทางออกอย่างไร ในฐานะนักทำสวนมือฉมัง