batman britney spears Christian Bale Empire of the Sun FreeBritney Home Alone Lindsay Lohan Macaulay Culkin Star Wars: Episode I The Phantom Menace The Parent Trap

จากกระแส #FreeBritney ถึงชีวิตและบาดแผลของเหล่านักแสดงเด็ก

Home / bioscope / จากกระแส #FreeBritney ถึงชีวิตและบาดแผลของเหล่านักแสดงเด็ก

สำหรับแฟนเพลงของ บริตนีย์ สเปียร์ แทบจะไม่มีข่าวอะไรที่น่าสะเทือนใจได้มากเท่าพาดหัว Free Britney เพราะน่าเศร้าที่คนลิดรอนสิทธิในการใช้ชีวิตเบื้องต้นของเธอนั้นมาจากครอบครัวของเธอเอง หนำซ้ำยังกินเวลาติดต่อกันหลายปี จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตซูเปอร์สตาร์ของสเปียร์โซเซไม่น้อยในช่วงกลางยุค 2000 เพราะภายหลังจาก Baby One More Time เป็นซิงเกิลฮิตที่แจ้งเกิดเธอในฐานะนักร้องสาววัยเพียง 17 ปี สเปียร์ก็ตกอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวผู้สถาปนาตนเองเป็นผู้จัดการชีวิตและทรัพย์สินของเธอ มิหนำซ้ำยังบังคับให้เธอไปโชว์ในงานที่เธอไม่อยาก หรือในสภาพร่างกายไม่พร้อม จนทำให้นักร้องสาวเครียดจัดจนชีวิตซวนเซไปพักใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังต้องทำงานตลอดเวลาจนช่วงเวลาส่วนที่ควรจะได้สนุก คบเพื่อนฝูงตามประสาวัยรุ่นขาดหายไปพักใหญ่ และน่าเสียดายที่มันคงไม่อาจเติมเต็มได้ทันแล้ว

สเปียร์ไม่ใช่ตัวอย่างแรกของคนที่เข้าอุตสาหกรรมบันเทิงตั้งแต่ยังเด็กและได้รับผลกระทบจากแสงสีและชื่อเสียงโดยตรงต่อชีวิต แน่นอนว่าการที่เด็กสักคนทำงานหาเงินและสร้างชื่อเสียงเองได้ตั้งแต่ยังเด็กนั้นอาจทำความปลาบปลื้มใจมาให้แก่พ่อแม่และครอบครัวอยู่ไม่น้อย จนอุตสาหกรรมการแสดงและฮอลลีวูดกลายเป็นเป้าหมายของพ่อแม่หลายคนที่จะผลักดันลูกๆ ให้เฉิดฉายบนเวทีแห่งนั้น สอดรับกันกับสถาบันมากมายที่พร้อมจะสอนให้ลูกหลานของคุณๆ กลายเป็นยอดเด็กที่ล้ำไปกว่าเด็กคนอื่นๆ ทั้งทักษะการร้อง เต้นและแสดง หากแต่ด้านหนึ่งมันก็ได้ตั้งคำถามว่า ในฐานะเด็กธรรมดาคนหนึ่ง พวกเขาและพวกเธอจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่แทบไม่เอื้อให้พวกเขาใช้ชีวิตวัยเด็กถึงขนาดนั้นเลยหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อแทบไม่มีใครยันหลังให้พวกเขาช่วยรับมือกับแสงสีและสิ่งเลวร้ายที่ตามมาหลังจากนั้น

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของกรณีนี้คือ เจค ลอยด์ เด็กชายจากรัฐโคโลราโดที่สวมบทบาทเป็น อนาคิน สกายวอลเคอร์ ในวัยเด็กแห่ง Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999, จอร์จ ลูคัส) ได้อย่างน่าเอ็นดูและน่าเห็นใจ เมื่อความไร้เดียงสาของอนาคินและลอยด์นั้นถูกทำลายอย่างรุนแรง ฝ่ายแรกโดนวิถีเจไดทำลายล้าง ส่วนฝ่ายหลัง โดนแสงสีกระหน่ำจนชีวิตพังทลายและหักเหจนต้องออกจากการแสดงอย่างถาวร มิหนำซ้ำ ยังเผชิญกับปัญหายาเสพติดและความโดดเดี่ยวจนต้องเข้ารับการบำบัดในภายหลัง “เด็กคนอื่นๆ ใจร้ายกับผมมากๆ” ลอยด์ให้สัมภาษณ์ไว้ภายหลัง “พวกเขาชอบทำเสียงดาบไลต์เซเบอร์ใส่ทุกครั้งที่เจอผม ซึ่งมันบ้ามากๆ ชีวิตในโรงเรียนนี่เหมือนผมอยู่ในนรกดีๆ นี่เอง ไหนจะต้องออกไปสัมภาษณ์ 60 ครั้งต่อวันได้ The Phantom Menace สอนให้ผมเกลียดทุกครั้งที่กล้องจับมาที่ผมนั่นแหละ” และลงเอยด้วยการทิ้งข้าวของ ความทรงจำที่เกี่ยวกับ Star Wars ทิ้งจนหมดสิ้น

หากลอยด์คือนักแสดงเด็กฝ่ายชายที่ชีวิตเสียศูนย์จากชื่อเสียง ฝ่ายหญิงคงเป็น ลินด์เซย์ โลฮาน นับจาก The Parent Trap (1998, แนนซี เมเยอร์ส) ที่เธอรับบทเป็นสองแฝดได้อย่างขโมยหัวใจชาวอเมริกันทั้งเมือง มาจนการเป็น ‘ทีนควีน’ แห่ง Mean Girls (2004, มาร์ค วอเตอร์ส) ก่อนที่ชีวิตจะขับไสโลฮานไปสู่วังวนของชื่อเสียง ยาเสพติดและความเหนื่อยหน่ายที่ราวกับจะไม่มีทางออก เธอตกเป็นเหยื่อของพาดหัวหนังสือพิมพ์แท็ปลอยด์หลายหัวพร้อมภาพเธอปาร์ตี้สุดเหวี่ยง “จำได้ว่าตอนนั้นอยู่แอลเอ อายุ 19 ฉันอยู่ที่นั่นมาสักเจ็ดปีได้มั้ง มีคนรอบตัว มีข้าวของเต็มไปหมด ฉันมีเงินเยอะมากๆ และยังเด็กเกินไปมาก ไม่มีใครปกป้องอะไรฉันเลย มีแต่คนที่เข้ามาหวังตักตวงผลประโยชน์ คุณควบคุมอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

“ส่วนที่แย่ที่สุดคือ ภาพลักษณ์ที่คนอื่นๆ มองฉัน ฉันกลายเป็นนังเด็กสาวที่อยากโดนถ่ายรูป ทำงานไม่เป็น เข้ากองถ่ายไม่ได้ เรียกร้องความสนใจ วันๆ ขลุกอยู่แต่กับปาร์ตี้ และคุณรู้อะไรไหม ตอนอายุ 20 ฉันก็ไม่ได้ไปเรียน ใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไปสักหกเดือนได้ ทำโน่นทำนี่ผิดที่ผิดทางไปหมด จนในที่สุด ฉันก็หยุดจนได้ แต่มาถึงตรงนี้แล้วสำหรับคนอื่นๆ ก็คงยากจะเชื่อว่าคนอย่างฉันมันก็เรียนรู้กับเขาเป็นเหมือนกัน เพราะทุกคนคิดว่าฉันผิดเสมอ ไม่มีทางที่นังคนนี้จะทำสิ่งที่ถูกได้แหงๆ และมันน่าสนใจกว่ามาก คือใครจะไปอยากอ่านแท็ปลอยด์ที่พาดหัวว่าเด็กสาวคนหนึ่งทำสิ่งที่ถูกต้องได้กันล่ะ”

อีกคนที่เผชิญชะตากรรมหนักหนาไม่แพ้โลฮาน -แต่อาจจะดีกว่าหน่อยตรงที่ชื่อเสียงของเธอไม่โด่งดังเท่าทีนควีนจนปาปารัซซี่ไม่ตามทึ้งตัว- คือ เทีย โมวรี กับแฝดสาว ทาเมรา ซึ่งแสดงคู่กันใน Sister, Sister ซีรีส์อารมณ์ดีปลายยุค 90 มันแจ้งเกิดเธอทั้งสองคนพอๆ กับที่พรากชีวิตวัยรุ่นแบบปกติสุขไปจนหมดสิ้น “คุณคือเด็กที่ต้องทำงานน่ะ คุณมีงาน แถมยังเป็นงานที่โคตรยาก แต่ถึงจุดนั้นแล้วคุณก็ต้องแสดงต่อไป” โมวรีให้สัมภาษณ์ในภายหลังอย่างขมขื่น “เพราะคุณแบกซีรีส์ทั้งเรื่องไว้ คุณต้องจำบท รู้แค่ว่าเดี๋ยวก็จะมีคนมาให้เงินมากมาย… จากนั้นเราก็ต้องไปโรงเรียนเพื่อจะพบว่าตัวเองพลาดอะไรไปหลายต่อหลายอย่าง ฉันอยากไปงานพรอมอย่างคนอื่นเขาบ้าง

“เวลาคุณเห็นเด็กๆ จากดิสนีย์ ดูเหมือนพวกเขาสนุกสนานกันใช่ไหมล่ะ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาคือเด็ก 8 ขวบที่ทำงานอยู่นะ มันกดดันมากเลย”

อีกคนหนึ่งคือเจ้าหนู แม็กคอเลย์ คัลกิน กับหนังเด็กที่กวาดรายได้ไปหลายร้อยล้านเหรียญฯ อย่าง Home Alone (1990, คริส โคลัมบัส) มันเป็นหนังที่แจ้งเกิดเขาในฐานะนักแสดงเด็กที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้ได้อย่างน่ารักน่าชัง ว่าด้วยเด็กชายจอมเหวอที่อยู่บ้านคนเดียวในช่วงคริสต์มาสและพบว่าโจรขึ้นบ้าน! เขาจึงต้องวางกับดักเพื่อจับโจรสุดต๊องให้จงได้ “ตอนกำลังถ่ายทำเรื่อง The Good Son (1993, โจเซฟ รูเบ็น) ผมจำได้ว่าผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว ปีนั้นทั้งปีผมถ่ายหนังไปได้สักเรื่องหรือสองเรื่องนี่แหละ ผมบอกคิต (คริสโตเฟอร์ ‘คิต’ คัลกิน –พ่อและผู้จัดการของเขา) ว่า ‘ฟังนะ ผมเหนื่อยมากๆ เลย แถมยังไม่ได้ไปโรงเรียนบ่อยเท่าที่ผมอยากด้วย ผมขอพักสักหน่อยได้ไหมฮะ’ แล้วเขาก็บอกผมว่า ‘ได้สิ’ แต่สิ่งที่ผมรู้คือนาทีถัดมา ตัวเองก็ยืนอยู่ในฉากพร้อมถ่ายแล้ว และตอนนั้นแหละที่ผมตระหนักขึ้นมาในหัวว่า ‘โอเค ไม่มีอะไรที่เราพอจะทำได้เพื่อหยุดไอ้สิ่งนี้แล้ว’”

โครีย์ ฟีลด์แมน เด็กชายใส่แว่นจาก Stand by Me (1986, ร็อบ ไรเนอร์) แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังรับงานแสดงเป็นระยะก็ตาม แต่ช่วงหนึ่งของชีวิต เขาก็เข้าไปพัวพันกับยาเสพติดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนต้องบำบัดกันครั้งใหญ่ ฟีลด์แมนอาจไม่ใช่นักแสดงดังหรือน่าจับตามากเท่านักแสดงเด็กวัยเดียวกัน หากแต่ภาระที่เขาต้องแบกในฐานะเด็กคนหนึ่งที่ต้องออกกองถ่ายอยู่เรื่อยๆ ก็ทำลายเขาอย่างช้าๆ จนในที่สุด ชื่อเสียง ความตึงเครียดและความเหนื่อยล้าทำให้เขาหันหน้าเข้าหาเฮโรอีน “ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันทำลายชีวิตผมเลยนะ กลับรู้สึกเสียอีกว่ามีดอกไม้ที่เปราะบางงอกงามขึ้นมาแทนที่จะเป็นปีศาจน่ะ แต่ก็นั่นล่ะ ความลึกลับของเฮโรอีน” เขาเล่าอย่างเศร้าๆ “จนตอนนี้ ผมดีใจมากๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และได้ใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไปน่ะ”

เช่นเดียวกันกับ คริสเตียน เบล ที่แสดงหนังเรื่องแรกด้วยวัยเพียง 12 ปีและดังเป็นพลุแตกในอีกปีต่อมาหลังแสดงใน Empire of the Sun (1987, สตีเวน สปีลเบิร์ก) และแม้ว่าชีวิตในเวลาถัดมาของเขาจะเวียนว่ายอยู่ในโลกการแสดงอย่างโชกโชน ทั้งยังได้รับการนับหน้าถือตาว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เก่งที่สุดของฮอลลีวูด (เห็นได้ชัดจากตอนที่เขาขึ้นรับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจาก Vice บนเวทีลูกโลกทองคำและกล่าวขอบคุณด้ยวสำเนียงอังกฤษอันเป็นสำเนียงบ้านเกิด แล้วหลายคนเหวอแตกเพราะลืมไปแล้วว่าเขาไม่ใช่คนอเมริกัน หลังจากแสดงหนังที่ใช้สำเนียงอเมริกันอย่างแนบเนียนมานานหลายปี) เขาขึ้นชื่อเรื่องการเป็นนักแสดงที่ทุ่มเทให้บทบาทอย่างถึงลูกถึงคน ไม่ว่าจะเป็นการโหมลดน้ำหนักใน The Machinist (2004, แบรด แอนเดอร์สัน) และเพิ่มน้ำหนักขึ้นทันทีจนล่ำบึ้กเพื่อรับบทแบตแมนในไตรภาคยอดมนุษย์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ซึ่งเขาถ่ายทอดบทบาทของ บรูซ เวย์น ในฐานะมนุษย์ที่มีปมเปราะบางทางจิตใจได้อย่างน่าชื่นชมจนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในแบตแมนเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด หากแต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เบลก็ซวนเซและต้องเข้ารับการบำบัดอยู่นานเนื่องจากรับมือกับชื่อเสียงที่ถาโถมมาตั้งแต่สมัยยังเด็กไม่ได้

“ผมเชื่อมั่นมากๆ ว่าเด็กไม่ควรทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย การนำเด็กๆ เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่จริงจังขนาดนี้โดยที่พวกเด็กๆ เหล่านั้นอาจไม่ได้ตระหนักถึงแรงกดดันที่แท้จริงที่พวกเขาจะได้รับ” เบลว่า “มันคืออุตสาหกรรมของผู้ใหญ่ และผมจะไม่มีวันให้ใครก็ตามที่ผมรัก คนที่ผมใกล้ชิดเข้ามาทำงานแบบผู้ใหญ่ในวัยที่พวกเขายังเด็กเด็ดขาด คือถ้ามันเป็นแค่งานอดิเรกหรือทำงานเพื่อหาเงินกินขนมเล่นๆ มันก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าทำมันอย่างจริงจังแล้วมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะครับ”

จินเจอร์ คลาร์ค นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์ด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซาต์เธิร์น แคลิฟอร์เนีย ให้ความเห็นว่าการให้ลูกๆ ทำงานแต่เด็กนั้นเป็นไปได้ แต่ต้องวางอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าพ่อแม่ต้องดูแลให้พวกเขาและวางกฎระเบียบให้เด็กๆ ยังใช้ชีวิตและมีสังคมได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ “พวกเขาไม่พร้อมรับผิดชอบอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก พวกเขาก็เป็นแค่เด็กน่ะ”