RS Film ธวัชชัย พันธุ์ภักดี พระนครฟิลม์ ฮักแพง

เปิดกรุให้ดูฟรี ‘พระนครฟิลม์’ คิดอะไรอยู่?

Home / bioscope / เปิดกรุให้ดูฟรี ‘พระนครฟิลม์’ คิดอะไรอยู่?

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE 

 

ธวัชชัย พันธุ์ภักดี ผู้จัดการทั่วไป พระนครฟิลม์ เปิดสถิติประกอบการพูดคุยกับเราให้เห็นยอดเติบโตของผู้ติดตามในช่องยูทูบ ‘พระนครฟิลม์’ เดือน มีนาคม 2562 ที่สูงถึงกว่า 3.6 แสนคน โดยเปรียบเทียบกับค่ายหนังอื่นๆ ในเมืองไทยที่เติบโตขึ้นเพียงหลักหมื่นเป็นส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญยิ่งของค่ายหนังที่วางกลุ่มเป้าหมายเป็น ‘ชาวบ้าน’ มาตั้งแต่ก้าวแรก ซึ่งนับถึงตอนนี้ช่อง ‘พระนครฟิลม์’ มียอดผู้ติดตามสูงถึง 2.5 ล้านคน สูงที่สุดในกลุ่มช่องผู้สร้างหนังไทยด้วยกันเอง

ความโดดเด่นที่ทำให้ช่อง ‘พระนครฟิลม์’ ได้รับความสนใจจากชาวโซเชียลฯ ก็คือเป็นช่องที่ลงหนังทั้งเรื่องให้ดูฟรี ที่เริ่มต้นจากหนังค่ายตัวเอง ก่อนจะขยับขยายไปสู่หนังไทยอิสระรายอื่น และล่าสุดกับล็อตหนังค่าย RS Film ค่ายหนังที่ครั้งหนึ่งเคยทรงอิทธิพลที่สุด จนล่าสุดขยับขยายไปมากกว่าแค่หนัง แต่ครอบคลุมถึงละคร รายการ และคอนเสิร์ตอีกด้วย

ในขณะที่ตลาดสตรีมมิ่งกำลังแข่งขันกันดุเดือด จู่ๆ ก็มีผู้สร้างปล่อยหนังให้ดูฟรีเต็มเรื่องแบบถูกลิขสิทธิ์ และดูจะไปได้สวยถึงขนาดขยับขยายสู่โมเดลธุรกิจที่เป็นเรื่องเป็นราว ‘พระนครฟิลม์’ กำลังคิดอะไรอยู่? ธวัชชัยจะเล่าให้ฟัง…

ภาพจากเพจ พระนครฟิลม์
จุดเริ่มต้นเกิดจากอะไร?

เราเริ่มต้นทำโซเชียลมีเดียครั้งแรก คือในตอนที่โซเชียลฯ เพิ่งเริ่มจะมีบทบาท แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ผมจ้างคนนอกมาทำนะเพราะเขาฮิตกัน เราก็ต้องมีบ้าง แต่ไม่ได้ไปใส่ใจมาก สักพักมันมีปัจจัยหลายๆ อย่างผนวกเข้ามา คือเรามองว่า ถ้าเราโปรโมตหนังสักหนึ่งเรื่อง ใช้เงินประมาณ 6-8 ล้าน มันเยอะมาก แล้วมันหมดไปกับอะไรบ้าง สื่อสิ่งพิมพ์ สป็อตทีวี สมมติในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ วันนึงเป็นแสนเลย มันสูงนะ ทีวียิงสป็อตล่อไปสี่แสน รวมๆ กันแล้วหนังต่อเรื่องนี่หลายล้านนะ เรามานั่งคำนวณกันเล่นๆ ว่า ถ้าหนังสือพิมพ์คือเฟซบุ๊ค ยูทูบก็คือทีวี ถ้าเราทำสำเร็จก็จะลดต้นทุนการโปรโมตลงไปเยอะมาก ก็ลองผิดลองถูกจากที่เคยจ้างคนทำหนึ่งปี มียอด subscribe ประมาณ 12,000 ซึ่งเราว่ามันน้อยจัง มันไม่คุ้ม แต่เราก็ทำไม่เป็น ขณะที่ต้นทุนในการจ้างก็สูง เราเลยหยุดจ้าง แล้วค่อยมาทบทวนกันใหม่ จุดแรกคือเราต้องการให้ช่องทางนี้มันประหยัดต้นทุนในการโปรโมต เพราะเดี๋ยวนี้คนเริ่มสนใจในโซเชียลฯ บางทีเรายิงสป็อตทีวีมันหายไปเลยไม่รู้ว่ามันตรงกลุ่มรึเปล่า ผมยกตัวอย่างง่ายๆ พระนครฟิลม์ก็คือนักร้องเพลงลูกทุ่ง ผมดันเอางานของผมไปลงในกลุ่มที่ฟังเพลงสากล เราเคยคิดว่ายิงสื่อกระจายไปเดี๋ยวก็เจอกลุ่มเป้าหมาย มันไม่ใช่ เราค่อยๆ หาตัวเองให้เจอ พอเจอกลุ่มเป้าหมายของเราเจอแล้วถึงเข้าใจว่า เขาชอบเพราะเราตลก เพราะเราเป็นคนลูกทุ่ง คราวนี้ก็มานั่งคุยกับทีมงานว่าเราหน้าตาแบบนี้ควรแต่งตัวยังไง ในเมื่อชาวบ้านเขามองว่าเราเป็นคนตลกแน่ๆ ถ้างั้นเราจะเริ่มต้นจากการทำคอนเทนต์ตลกเพื่อดึงคนเข้ามา จากตอนแรกทำเล่นๆ สนุกๆ ให้ยอดขึ้นมาสัก 5 แสนใน 2 ปีก็ดีใจแล้ว เพราะเอาจริงๆ ยอดติดตามในยูทูบมันขึ้นยากมากนะถ้าเราหาจุดไม่เจอ

ภาพโดย โสภณ พึ่งป่า
ทำไมถึงกลายมาเป็นเอาหนังลงเต็มเรื่อง

เราเห็นคนที่เขาเอางานของเราไปตัดคลิปสั้นๆ แล้วคนดูเป็นล้าน นี่มันงานเรานะ อีกอย่างคลิปเหล่านั้นเขาทำแค่สามนาที สมมติมุกนึงบางตอนยาวประมาณ 6 -7 นาที เราเห็นแล้วว่าคนเขาชอบงานของเราแต่เราไม่รู้จักเอางานตัวเองไปพัฒนา ซึ่งเขาเอาไปก็ไม่ได้โกรธกัน แต่จะทำยังไงให้คอนเทนต์ของเราไม่เหมือนคนที่เขาละเมิดลิขสิทธิ์เรา หนึ่งเรามีความคมชัด สองเราเป็นเจ้าของ เราใส่ให้อิ่มได้เลย ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังหรอก ตอนเราเอาลงใหม่ๆ วันหนึ่งมียอดเข้าชม 2-3 พันผมก็ดีใจแล้ว เราก็ปรึกษาเว็บ TVAsia เหมือนเขามาเทรนเราให้มีความเสมอต้นเสมอปลายเพื่อให้คนจดจำ ตอนแรกเราเลือกเวลาห้าโมงเย็นหลังเลิกงาน เราจะมีคลิปตลกให้คุณดูวันละครั้ง ตอกย้ำเป็นเดือนเป็นปี จนสุดท้ายขึ้นมาวันละเป็นหมื่น ผมขยี้ต่อเลย ตอนแรกเราลงพวก ‘ม.6/5 ปากหมาท้าผี’ ‘น้ำมันพราย’ ‘นะโมโอเค’ ‘พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง’ ก็ไม่ได้มีตัวเลขเลยจนท้อไปแล้ว ผ่านไป 3-4 อาทิตย์กลับไปดูตัวเลขมาจากไหนไม่รู้เป็นล้านเลย คือคนดูยูทูบเขาไม่รู้ว่าตรงนี้มันมีอะไรไง พอลงหนังฟรีปุ๊บคนก็มาดูหนัง คนไทยไงไม่ต้องอะไรมากคนของเราเอง ถามว่าดูหนังเรื่องนี้รึยัง เขาก็ไปโหลดดูฟรี งั้นก็ดูกันไปเลยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ จนตัวเลขมันโต ยอดวิวเป็น 10 ล้านไม่ใช่เรื่องง่ายนะ งั้นเราต้องขยี้ เราจับทิศทางของคอมเมนต์ กลุ่มเป้าหมายเราคือใคร คือคนต่างจังหวัด แล้วเวลาผมกลับต่างจังหวัด วิถีชีวิตของคนเริ่มมีการเปลี่ยนไป เมื่อก่อนผมไปอำเภอศรีสวัสดิ์ซึ่งไกลมากที่กาญจนบุรี มือถือบางทียังไม่มีสัญญาณ เดี๋ยวนี้นอกจากมีสัญญาณแล้วยังมีบุญเติม วิถีต่างจังหวัดเขาเปลี่ยนไปแล้ว เวลาเลี้ยงลูกทำยังไง เปิดไอแพด แล้วรุ่นพ่อแม่เขาทำยังไง แฟนพระนครก็เริ่มสูงวัยกันแล้ว ลูกก็เลี้ยงพ่อแม่ด้วยไอแพดเหมือนกัน เปิดช่องพระนครฯ มีหนังมีตลกให้ดูฟรี เมื่อก่อนเราตอบคอมเมนต์ไทยคำอังกฤษคำ แต่พอรู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือชาวบ้าน ตลาดบนเขาไม่มาดูเราหรอก เราต้องจ๊ะจ๋ากันแบบภาษาชาวบ้าน มันแบ่งชัดเจนแล้ว เราคือเพลงลูกทุ่ง เราจับทางนี้เลย นี่คือต้นกำเนิดทิศทางที่เราทำกันตอนนี้

ภาพจากเพจ พระนครฟิลม์
ภาพจากเพจ พระนครฟิลม์

ทีนี้ของเริ่มหมด ยอดผู้ชมของเรางอกเงยมาจน 10-20 ล้าน มันโตขนาดนี้ ยอด subscribe เราเป็นล้านแล้ว ต่อเดือนยอดโตมาหลักแสน เราก็ตกใจ มันเป็นสัญญาณที่ดีนะ พูดตรงๆ เราก็ได้ค่าโฆษณาด้วย เลยเริ่มหาพันธมิตรไปขอซื้อลิขสิทธิ์เขามาลง ใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยดีเหมือนกันจนเริ่มดีขึ้นๆ ก็ต้องลงวันละสองรอบ ต้องหาของมาเพิ่มจากค่ายอื่นๆ เพื่อให้มันเติบโตต่อเนื่องไป จนล่าสุดเป็น 2.5 ล้านแล้วในทุกวันนี้ เฉลี่ยเติบโตเดือนละ 1.2-1.5 แสน ทีนี้เราต้องคิดให้ละเอียดและเป็นระบบมากขึ้น

จนล่าสุดเข้าไปคุยกับ RS เขามีหนัง มีเทเลมูฟวี่ มีรายการ มีคอนเสิร์ต มีละคร เรียกได้ว่าผมใช้เม็ดเงินไปหลายล้านเลยเพื่อซื้อคอนเทนต์เขามา เริ่มเป็นระบบธุรกิจ เพื่อขยายฐาน แล้วหลังจากนี้เราใช้ช่องทางนี้โปรโมตหนังตัวเองมันจะทำงานง่าย เพราะคนเหล่านี้เขาคือคนดูหนังตัวจริงนะ เขาชอบตลกและชอบดูหนัง มารวมกันอยู่ตรงนี้แล้วสองล้านกว่าคน กลุ่มเป้าหมายผมก็ชัดเจน ผมไปซื้อคอนเทนต์ RS มาล็อตใหญ่เลย และลงวันละสามเวลา ก็จะกลายเป็นว่าถ้าใครเข้ามาช่องพระนครฯ ก็จะเป็นช่อง entertainment สำหรับชาวบ้าน เรามีหนัง เรามีตลก เรามีละคร มีรายการ ‘อึ้งทึ่งเสียว’ มีคอนเสิร์ตเก่าๆ ในอนาคตอาจจะมีเรื่องผี มันก็คือน้องๆ ทีวีช่องหนึ่ง ก็เลยกลายเป็นว่าช่องของเราไม่ได้เป็นช่องโปรโมตหนังเท่านั้น เราเสิร์ฟคนดูด้วยความเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของชาวบ้านทั่วไป

 

มองผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายอื่นๆ เป็นคู่แข่งมั้ย ที่ให้บริการดูหนังเหมือนกัน

ผมไม่ได้มองเขาเป็นคู่แข่งนะ ทุกวันนี้โซเชียลฯ เราต่างคนต่างทำนะ เพราะอย่าง HOOQ หรือ NETFLIX เขาคือหนังใหม่ แต่ของเรามัน 5-10 ปีไปแล้วถึงจะเอามาลงได้ ถามว่าผมเอาหนังใหม่มาลงได้มั้ย? ได้ แต่มันจะคุ้มมั้ย ก็เลยเอาหนังตัวเองลงเพราะต้นทุนไม่สูง อย่าง ‘ฮักแพง’ วันนี้ 27 ล้านวิว (ซึ่งลงให้ดูฟรีหลังจากหนังเข้าโรงไปไม่ถึงปี) ผมลงไปเมื่อ 1 มีนาคม สองเดือนครึ่ง ถือว่าเยอะมาก อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ตามมาคือเพลง ก็ถือว่าทำให้เรามองอนาคตเรื่องการทำเพลงด้วยเหมือนกัน ยูทูบมันเปิดกว้างให้เราขยายความคิด เป็นทีวีที่คนเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างเพลงผมก็ไม่คิดนะ ว่าแค่ 1 ปีจะได้ 60 ล้านวิว (เพลง You Let Me Down ของ ฐา ขนิษ)

ภาพโดย โสภณ พึ่งป่า
‘ฮักแพง’ เป็นหนังใหม่ แล้วเอามาลงให้ดูฟรีเลย ไม่กลัวมูลค่าด้านอื่นๆ จะตกลงบ้างหรือ

ไม่กลัวครับ บางสิ่งบางอย่างเราก็ต้องเป็นผู้บุกเบิกบ้าง ถ้ามองเรื่องรายได้บอกตรงๆ ไม่คุ้มหรอก แต่ยอด subscribe ผมโตขึ้นเพราะ ‘ฮักแพง’ นะ ผมทำตรงนี้ถ้าพูดถึงเรื่องรายได้บางเรื่องขาดทุนเลย แต่สิ่งที่เราอยากได้ที่สุดคือยอด subscribe หนึ่งคนกดได้หนึ่งครั้ง การรวมคนสองล้านกว่าคนมากดติดตามเรามันเป็นเรื่องยากนะ พอผู้ติดตามเราเยอะเราจะทำอะไรก็ได้ หนังสั้นก็ได้ เพลงก็ได้ เราคิดตรงนั้นมากกว่า เหมือนหาฐานลูกค้าเข้ามาก่อน ไปดึงเขาเข้ามาบ้านเราให้ได้ก่อน พอเขาเข้ามาเดี๋ยวเขาก็สรรหาคลิปอื่นๆ ในบ้านเรามาดูเรื่อยๆ อย่าง ‘ฮักแพง’ ผมยอมขาดทุนเพื่อดึงคนเข้ามาติดตามเรา นี่คือเจตนาของเราที่ต้องการยอดคนติดตามเดือนเป็นแสนถือว่าค่อนข้างโอเคเลย

 

ความรุ่งเรืองของช่องพระนครฯ มาในวันที่คนทำหนังไทยหลายคนท้อแท้

ผมมองไปข้างหน้าและยังคุยกับทีมงานอยู่เลยว่าอาจจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาจบใหม่ที่พอจะเข้าใจและสามารถเสิร์ฟแฟนของพระนครฯ ได้ ผมอาจจะให้ทุนทำจำนวนหนึ่งมันก็อาจจะทำให้เกิดความหลายหลายในการทำหนังขึ้นบ้าง และเราก็เก็บเกี่ยวรายได้จากเม็ดเงินโฆษณา ถ้าผลตอบรับเขาดีอาจจะขึ้นมาให้ทำหนังโรง ก็เป็นการพัฒนาเป็นขั้นบันได นั่นคือแผนที่คิดไว้แต่ว่ายอด subscribe ต้องโตกว่านี้อีกมากๆ ต้องประมาณ 5-6 ล้านขึ้นถึงจะพอทำได้

ภาพจากเพจ พระนครฟิลม์
ซื้อสิทธิหนังมาลงมีการเจรจาถึงส่วนแบ่งรายได้จากยอดวิวมั้ย

ผมซื้อสิทธิขาดมาเลย เพราะถ้าหวังลุ้นกับยอดวิว บางเรื่องก็ได้ บางเรื่องก็ไม่ได้นะ ผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องไหนได้ไม่ได้ มันอยู่ที่ความเฮงความซวย แต่เราอยากให้คนมาดูหนังในช่องเรา บางทีเราก็ต้องซื้อมาแบบกึ่งเหมา มันคละกันไปเราไม่รู้หรอกว่าเรื่องไหนยอดวิวดีหรอก อย่างมีหนังพม่ายอดวิวเป็นล้าน ผมก็ไม่คิดว่าจะได้หรอกนะ มันจะมีสถิติที่ผมสามารถตรวจสอบได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามาจากไหน ผมงงว่าบ้างมาจากดูไบ เกาหลี เขาคือคนไปขายแรงงานอยู่ต่างประเทศ เวลาเขาคิดถึงบ้านเขาก็ดูช่องเรานี่แหละ

 

ราวกับว่าตอนนี้พระนครฯ จะมุ่งพัฒนาช่องยูทูบเป็นเรื่องเป็นราว แล้วการทำหนังเข้าโรงจะทำอย่างไรต่อไป

หนังโรงก็ต้องทำเพราะมันเป็นสายงาน การทำหนังโรงทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าคนทำหนังสู้ด้วยหัวใจจริงๆ เอาแบบที่มีคุณภาพนะ หนังเรื่องนึง 15 ล้านขึ้นทั้งนั้น ถามง่ายๆ เลย สมมติคุณถูกหวย 15 ล้าน คุณทำหนังมั้ย? ไม่มีใครทำหรอก เพราะงั้นคนที่ทำหนังทุกวันนี้สู้ด้วยหัวใจจริงๆ แต่ที่เรามาทำตรงนี้อย่างน้อยมันก็ไม่ตกยุค แต่เราจะคิดเยอะขึ้นเพราะเม็ดเงินที่ลงทุนมันมโหฬาร แต่ทำไงได้ก็ใจมันรักที่จะทำไปแล้ว