13 Families 22 July Elephant Vox Lux We Need To Talk About Kevin

5 หนังสังหารหมู่ในโรงเรียน : โศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

Home / bioscope / 5 หนังสังหารหมู่ในโรงเรียน : โศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ต้นเดือนที่ผ่านมา โลกรับมือกับข่าวน่าสลดอีกครั้งเมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมสเต็ม ในรัฐโคโลราโด ผู้บุกรุกสองรายเดินเข้าโรงเรียนพร้อมอาวุธปืนครบมือและเริ่มกราดยิงทันที ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อยแปดราย และเสียชีวิตหนึ่งราย นั่นคือเด็กหนุ่มวัย 18 ปี เคนดริค คาสติลโล ผู้พยายามรวบมือปืนทั้งสองแต่หลบกระสุนไม่พ้น

ประเด็นสำคัญคือ นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดการกราดยิงในรั้วโรงเรียนที่ซึ่งควรจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุดของเยาวชน ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุนักเรียนบุกถืออาวุธปืนเข้าไปในโรงเรียนหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี 2018 โศกนาฏกรรมที่ฟลอริดาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 รายจนเกิดการเดินขบวนประท้วงเพื่อตั้งคำถามถึงกฎหมายการครอบครองปืนและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเยาวชน

เหตุการณ์สังหารหมู่ในรั้วโรงเรียนนั้นได้กลายเป็น ‘ฉากหลัง’ ของหนังและซีรีส์หลายๆ เรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าการมีอยู่ของมันนั้นย่อมบันทึกว่าโลกจำต้องเผชิญการสูญเสียเหล่านี้มาหลายครั้งแล้วโดยยังไม่มีทางแก้ไขที่ลงตัวเหมาะสม และโดยตัวของมันเอง มันยังเป็นบันทึกสภาพสังคมสหรัฐฯ และโลกในช่วงเวลานั้นๆ อีกด้วย

 

Elephant (2003, กัส แวน แซงต์)

งานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นของแวน แซงต์ที่ส่งเขาคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ร่วมกันกับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม หนังจับจ้องไปยังเรื่องราวของเหล่าเด็กมัธยมในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง จอห์น (จอห์น โรบินสัน) เป็นเด็กหนุ่มที่กำลังสับสนและงุนงงกับปัญหาครอบครัว เขาเดินสวนกันกับ อีลาส (อีลาส แม็กคอนเนลล์) เพื่อนร่วมชั้นที่กำลังหมกมุ่นกับกล้องถ่ายรูป เขายืนโพสต์ท่าให้อีลาสบันทึกไว้ตรงระเบียงทางเดิน ตอนที่ มิเชลล์ (คริสเต็น ฮิคส์) เด็กสาวที่ไม่พึงใจในตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปห้องสมุด เด็กสาวอีกสามคนกำลังบ่นเรื่องรูปร่างของพวกเธอหลังมื้อเที่ยง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับที่ อเล็กซ์ (อเล็กซ์ ฟรอสต์) และ อีริก (อีริก ดูเลน) คว้าปืนออกจากบ้าน มุ่งหน้าตรงมายังโรงเรียนและเหนี่ยวไกโดยปราศจากความลังเล

จุดเด่นของหนังไม่ใช่ฉากการต่อสู้หรือลั่นไกของคนร้ายทั้งสอง หากแต่อยู่ที่เทคนิคการถ่ายทำและตัดต่ออันแสนละเอียดอ่อนของแวน แซงต์ จุดเชื่อมเรื่อง ณ ขณะห้องโถงโรงเรียนกลายเป็นฉากจำเมื่อทุกตัวละครมาปะทะกันและผ่านเลยไปยังปลายทางของการก่อการร้าย แวน แซงต์ให้สัมภาษณ์ว่าเขาอยากทำหนังเกี่ยวกับเรื่องราวการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนไฮสกูลโคลัมไบน์เมื่อปี 1999 (ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 15 ราย รวมผู้กระทำผิดสองรายด้วย) “ในหนัง มันมีทั้งความรุนแรงจากวิดีโอเกม การสั่งซื้อปืนจากอินเตอร์เน็ต ตัวละครต่างกลัดกลุ้มกับเรื่องราวของตัวเอง” แวน แซงต์ว่า “มันเป็นเรื่องของคนในยุคนี้ ตัวละครทำแบบนั้นอาจเพราะเขาบ้า เขาเครียด หรือเพราะเขาเคยถูกกลั่นแกล้งมาก่อน อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

เหนือสิ่งอื่นใด Elephant สะท้อนภาพความเปล่าเปลี่ยวและโดดเดี่ยวสุดขีดของเยาวชนในยุคนั้น พวกเขาสับสน เดียวดายและตั้งคำถามโดยไม่มีใครตอบให้ หากจะมีคนตอบก็อาจเป็นใครสักคนที่ไม่รู้จักผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อนคลายเครียดเป็นวิดีโอเกม รายการโทรทัศน์เบาปัญญาหรือไม่ก็ปืนสักกระบอกเท่านั้นเอง

 

13 Families (2009, หลายคนกำกับ)

หนังสารคดีที่บันทึกโศกนาฏกรรมความสูญเสียเมื่อครั้งการสังหารหมู่ในโรงเรียนโคลัมไบน์ ปี 1999 อันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการกำกับ Elephant ของแวน แซงต์ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดเมื่อนักเรียนชายเกรด 12 สองคนบุกเข้าโรงเรียนพร้อมอาวุธหนักและสังหารเพื่อนนักเรียน 12 รายและคุณครูหนึ่งราย 10 คนถูกสังหารในห้องสมุดขณะที่มือสังหารทั้งสองลงเอยที่การฆ่าตัวตายปิดท้าย (น่าเศร้าที่ในปี 2010 เกิดการกราดยิงขึ้นอีกครั้งในโรงเรียนมัธยมปลายแซนดีฮุค มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 28 ราย โดยผู้ก่อการร้ายระบุว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ที่โรงเรียนโคลัมไบน์นี่เอง)

สารคดีเรื่องนี้บันทึกความคิดเห็น ความเจ็บปวดของครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกไปจากการก่อการร้าย ตัวหนังประกอบไปด้วยฟุตเตจข่าวจากเหตุการณ์จริงและฟุตเทจที่ทีมงานลงพื้นที่บันทึกความเห็นของเหล่าสมาชิกครอบครัว จนมันได้กลายเป็นสารคดีสะท้อนความหวาดหวั่นของอเมริกันชนในปลายยุค 90 ได้เป็นอย่างดี

 

We Need to Talk About Kevin (2011, ลินน์ แรมซีย์)

หนังเฮี้ยนของผู้กำกับหญิงแกร่งที่ถ่ายทอดฉากการสังหารหมู่ได้อย่างทรงพลังโดยแทบไม่มีฉากเลือดกระจายเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังส่ง ทิลดา สวินตัน -ในบทคุณแม่ผู้ร้าวรานและไม่พร้อมรับมือกับการมีลูก- เข้าชิงนำหญิงยอดเยี่ยมจากลูกโลกทองคำ

อีวา (สวินตัน) เป็นนักเขียนสาวชื่อดัง เธอตั้งท้องกับชายหนุ่มมีอันจะกินและให้กำเนิดเด็กชายนาม เควิน ขึ้นมา อีวาพยายามประคับประคองครอบครัวทุกทางหากแต่เธอไปกันได้ไม่ดีกับการเลี้ยงเด็กนัก หนังฉายให้เห็นว่าเธออดรนทนเสียงเด็กร้องไม่ไหวจนต้องพาลูกไปยืนกลางเสียงระเบิดของการเจาะถนนเพื่อให้เสียงลูกถูกกลืนหายไป ทั้งยังเก้งก้างกับการต้องอยู่ในฐานะแม่ ยิ่งเมื่อเควินเติบโตขึ้น (รับบทอย่างน่าจดจำโดย เอซรา มิลเลอร์) เขากลับกลายเป็น ‘สัตว์ประหลาด’ ที่อีวาหวาดกลัว เขากลายเป็นเด็กหนุ่มที่เย็นชาและคุกคามแม่ เข้าใจยากทั้งยังจงใจเหินห่าง มีงานอดิเรกคือการฝึกยิงธนูกับพ่อซึ่งกลายมาเป็นเนื้อเรื่องสำคัญที่พลิกชีวิตทั้งอีวาและเควินเอง

หนังเปิดเรื่องด้วยการถ่ายทอดชีวิตอันทนทุกข์ของอีวา เธอต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กแคบ วันๆ ก็เจอแต่คนขู่เข็ญและกลั่นแกล้งสารพัด แต่เธอก็อดทนไม่ตอบโต้จนคนดูต้องตั้งคำถามว่า… อะไรกันที่ทำให้หญิงสาวผู้เพียบพร้อมคนหนึ่งลงเอยด้วยสถานการณ์เช่นนี้

“ฉันอยากเล่าเรื่องดราม่าที่จับใจคนดู ไม่ใช่แค่ทำหนังอาร์ตสักเรื่องน่ะค่ะ” แรมซีย์ว่า “อย่างเรื่อง Elephant ก็เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ที่เล่าประเด็นนี้ แต่ฉันไม่ได้อยากทำหนังแบบนั้น ไม่ได้อยากทำหนังที่สร้างจากเรื่องจริงแต่อยากตั้งคำถามมากกว่า สิ่งที่ฉันสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก มันมีข้อห้ามบางอย่างที่น่าเล่าอยู่ คุณรักลูกคุณแน่ล่ะ แต่คุณชอบพวกเขาไหม อันนี้แหละที่เป็นประเด็นน่าสนใจมากๆ ซึ่งฉันยังไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหนอธิบายเรื่องนี้มาก่อน”

และจริงดังที่แรมซีย์ว่า เพราะมันได้กลายเป็นหนึ่งในหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างจริงจังมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งฉากการสังหารหมู่ในโรงเรียนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง ก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในฉากที่เลือดเย็นและน่าหดหู่มากที่สุดฉากหนึ่งเลยทีเดียว

 

Vox Lux (2018, บาร์ดี คอร์เบ็ต)

เชื่อว่าฉากเปิดของเรื่องนี้น่าจะสร้างแรงสะเทือนและความเหวอแตกให้คนดูอยู่ไม่น้อย เพราะวัดจาหน้าหนังยาวเรื่องที่สองเรื่องนี้ของคอร์เบ็ต มันน่าจะพูดถึงป๊อปสตาร์สาวผู้เฉิดฉายอยู่ในโลกแสงสีและทนทุกข์กับชื่อเสียง… แบบเดียวกับที่หนังชำแหละชีวิตคนดังเรื่องอื่นๆ เคยนำเสนอ หากแต่การณ์กลับไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อมันจับจ้องไปยังช่วงเวลายุค 90 ในสหรัฐฯ เซลีส (ราฟฟีย์ คาสซิดี) เด็กสาววัย 13 ปีเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงหฤโหดในรั้วโรงเรียน กระสุนถากลำคอเธอเพียงเส้นยาแดง แม้ไม่ถึงชีวิตแต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นฉกรรจ์ไว้ดูต่างหน้า เพื่อก้าวข้ามเรื่องนี้และเป็นขวัญกำลังใจให้อเมริกันชนที่กำลังตื่นตระหนกกับความสูญเสีย เธอร้องเพลงไว้อาลัยเพื่อนผู้จากไปและเป็นก้าวแรกให้เธอได้ก้าวเข้ามาสู่อุตสาหกรรมดนตรี และเติบใหญ่กลายมาเป็นนักร้องสาวที่ทรงอิทธิพลของโลก (นาตาลี พอร์ตแมน) กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้รอดชีวิต ของอเมริกาและเหยื่อความรุนแรง หากแต่ชีวิตในแสงสีของเซลีสก็ไม่สวยงาม ผสมผสานด้วยยาเสพติด ความมึนเมาและความสูญเสีย ครอบครัวแตกสลาย เธอพยายามประคับประคองทุกอย่างให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเปี่ยมความหวังหากแต่ก็ซวนเซเต็มที

Vox Lux โดดเด่นที่จับเอา ‘ความรุนแรง’ มาผสานกับ ‘วัฒนธรรมป๊อป’ และ ‘สหรัฐอเมริกา’ อย่างลงตัว ตัวละครหลักคือหญิงสาวที่เติบโตมาในสังคมอเมริกาและแวดล้อมด้วยความรุนแรงตั้งแต่เด็ก เธอคือเหยื่อที่รอดชีวิตจากกระสุน เธอคือความหวังที่เพลงของเธอทำให้ชาวอเมริกันรู้สึกที่ปลายอุโมงค์แห่งความรุนแรงยังมีแสงสว่าง แต่ความรุนแรงในอเมริกาไม่เคยหายไปไหน เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนที่เคยเกิดขึ้นกับเซลีส วันหนึ่งก็ขยับขยายกลายเป็นเหตุก่อการร้ายหัวรุนแรง ที่เธอและอเมริกันชนไม่อาจหลีกหนีหรือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้เลย

 

22 July (2018, พอล กรีนกราสส์)

แม้ว่าผู้กำกับหนังแอ็กชั่นตระกูล Bourne อย่าง พอล กรีนกราสส์ จะยังคงสนุกสนานกับการบอกเล่าเรื่องราวลุ้นระทึกชวนเสียวไส้ ทว่าสำหรับหนังเรื่องใหม่ที่ชื่อ 22 July นี้ เขาอาจต้องกระตุกขวัญผู้ชมด้วยท่าที ‘ระแวดระวัง’ มากขึ้นกว่าที่เคย เพราะกรีนกราสส์ได้แสดงความกล้าหาญด้วยการหยิบเอาโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญครั้งใหญ่ของนอร์เวย์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2011-ที่มีชายคลั่งวางแผนจุดคาร์บอมบ์ในออสโล ต่อด้วยการไล่คร่าชีวิตเด็กที่ไปตั้งแคมป์อยู่บนเกาะอูทอยา จนมีผู้เสียชีวิตจากทั้งสองเหตุการณ์มากถึง 77 ศพ!-มาเล่าใหม่ ผ่านมุมมองของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องหาทางรอด!

ตัวหนังชิงรางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาลหนังนานาชาติเวนิส ด้วยเนื้อเรื่องชวนมวนท้องหายใจหายคอแทบไม่ออก กับการจับไปยังการ “ล่า” และการ “หนี” ของผู้ร้ายและเหยื่อในเกาะปิด ซึ่งกรีนกราสส์ขับความรู้สึกของการหนีตายได้อย่างน่าหดหู่และน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ตัวละครผู้เป็นเยาวชนถูกถ่ายทอดในฐานะ “ความหวัง” ตั้งแต่ต้นเรื่อง พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของประเทศตัวเองและการเมืองโลก แลกเปลี่ยนความหวังและความฝันในอนาคต ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลงด้วยการปรากฏตัวของคนร้ายผู้มาพร้อมแนวคิดขวาจัดสุดโต่ง ซึ่งกรีนกราสส์ไม่ได้ทรีตเขาในฐานะสัตว์ประหลาดหรือวายร้ายผู้น่าชิงชัง หากแต่พูดถึงเขาในฐานะมนุษย์ที่ทำผิดกฎหมายและคร่าชีวิตผู้อื่นด้วยแนวคิดสุดโต่ง

“มันเปล่าประโยชน์ที่จะนำเสนอว่าใครสักคนเป็นอสุรกาย” เขาว่า “คุณต้องพยายามเข้าใจเขาสักหน่อย ว่าทำไมเขาถึงอยากทำแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปเห็นใจเขาด้วย แค่มองเข้าไปเท่านั้น”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กรีนกราสส์จับเอาเหตุการณ์จริงมาขยับขยายเป็นภาพยนตร์ ก่อนนี้เขาเคยสร้าง Captain Phillips (2013 -กัปตันเรือชาวอเมริกันถูกจับเป็นตัวประกันโดยโจรสลัดโซมาเลีย) และได้รับคำชมกราวใหญ่ หนังของกรีนกราสส์จึงเน้นที่ความสมจริงและการวิพากษ์มันด้วยสายตาที่ไม่เอนเอียงไปทางตัวละครใดตัวละครหนึ่งนัก (ดังที่จะเห็นได้ว่า แม้แต่การพูดถึงโจรสลัดผู้คุกคาม ก็ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่) และเลี่ยงไม่ได้เลยที่เขาต้องทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลอย่างดี โดยเฉพาะจาก 22 July ที่เกี่ยวพันกับความสูญเสียและความสะเทือนใจ “ผมได้ร่วมประชุมกับเหล่าครอบครัวของผู้รอดชีวิต” กรีนกราสส์เล่า “มีสุภาพบุรุษคนหนึ่งลุกขึ้นแล้วพูดว่า ‘ผมสนับสนุนคุณเต็มที่ในการจะสร้างหนังเรื่องนี้ หากแต่คุณต้องพึงระลึกไว้ว่า หากคุณทำให้ความรุนแรงในครั้งนี้เป็นเรื่องชอบธรรม คุณก็กำลังจะสร้างความสะเทือนใจให้ผม และสำคัญกว่านั้น ต่อลูกสาวของผมซึ่งไม่ได้อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว ในอีกทาง คุณก็จะไม่ให้เกียรติพวกเราเลยหากปล่อยปละละเลยประเด็นเรื่องพวกรุนแรงจนมันสูญเปล่า ฉะนั้น คุณจึงต้องระมัดระวังและมีเหตุผลกับมันมากๆ นี่ล่ะครับ เงื่อนไขของพวกเราในฐานะผู้ปกครอง’ ประโยคนี้ตราตรึงผมมากเลยจริงๆ”