BIOSCOPE BNK48 BNK48 Films Girls Don’t Cry PlanB Sour Bangkok Where We Belong การตลาด คงเดช จาตุรันต์รัศมี ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า นคร โพธิ์ไพโรจน์ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มิวสิค BNK48 มิวสิค แพรวา สุธรรมพงศ์ หนังไทย หนังไทย 2562 เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ เด็กใหม่ เบล

Where We Belong ทำเรื่องจิ้นให้เป็นเรื่องใหญ่

Home / bioscope / Where We Belong ทำเรื่องจิ้นให้เป็นเรื่องใหญ่

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

ดังเหตุผลที่ BIOSCOPE มอบรางวัล ‘หน้าใหม่น่าจับตา’ ให้ต้นสังกัด BNK48 ในฐานะค่ายพัฒนาศิลปินไอดอลที่ขยับขยายมาสู่การทำหนังที่น่าจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับวงการหนังไทย และตอนนี้ก็เริ่มเผยให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในแคมเปญโปรโมตหนังเรื่องแรกที่ผลิตในนาม BNK48 Films อย่าง Where We Belong ‘ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า’ ผลงานการกำกับของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ซึ่งมาด้วยท่วงท่าที่แตกต่างจากการโปรโมตหนังไทยเรื่องอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

นอกจากทีเซอร์แรกที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวสองคน ซู (เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ) และ เบล (มิวสิค – แพรวา สุธรรมพงศ์) ที่แสนใกล้ชิดและลึกซึ้ง จนได้กลิ่นอบอวลที่มากกว่าคำว่าเพื่อน และตอกย้ำด้วยโฆษณาที่ประกาศรับเลี้ยงเบลกับภาพของหญิงสาวผมสั้นที่ถูกคาดตาไว้ด้วยตัวหนังสือ พร้อมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของซู ซึ่งหากโทรไปตามเบอร์นั้นจะพบกับเสียงซู-ซึ่งก็คือเจนนิษฐ์นั่นเอง …ด้วยมวลของสารที่ชัดเจนถึงระยะประชิดทางความสัมพันธ์ของผู้หญิง ทำให้ Where We Belong เป็นหนังที่สร้างกระแสอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญการประชาสัมพันธ์ชิ้นนี้คือ Sour Bangkok ที่ซึ่งสร้างกระแสสังคมด้วยซีรีส์เมื่อปีกลายอย่าง ‘เด็กใหม่’ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคงเดชผู้อยู่เบื้องหลังการเขียนบทซีรีส์เรื่องดังกล่าวทั้งหมด ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-Founder และ Executive Creative Director ของ Sour Bangkok เล่าว่า “วันหนึ่งพี่คงเดชชวนเราไปดูหนังเพื่อหามุมมองของคนนอกที่ได้ดูครั้งแรก ดูจบก็อินมากเพราะมันเล่าถึงความสัมพันธ์ซึ่งผู้หญิงทุกคนคงจะเคยมีความสัมพันธ์แบบนี้กันมาแล้ว”

Sour Bangkok เป็นบริษัทเอเจนซี่ที่มีแนวทางชัดเจนคือผลิตเนื้อหาเพื่อสื่อสารเรื่องผู้หญิง ดังเช่นที่ ‘เด็กใหม่’ เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว และเมื่อ Where We Belong ซึ่งเล่าชีวิตของเด็กสาวสองคนที่สนิทกันแนบแน่นในห้วงขณะที่ฝ่ายหนึ่งกำลังจะไปเรียนต่างประเทศ ในมุมของดมิสาฐ์มันจึงเป็นหนังที่โดดเด่นในการสำรวจความรู้สึกอันลึกซึ้งและซับซ้อนของผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับการจากลา เมื่อ Sour Bangkok ได้รับมอบหมายให้ดูแลการประชาสัมพันธ์หนัง ดมิสาฐ์และทีมงานจึงจับห้วงขณะดังกล่าวให้แม่นยำ

“อันดับแรกคือหนังมีมุมมองที่อินไซต์ของความสัมพันธ์แบบเด็กผู้หญิงที่ไม่เหมือนใคร และสองคือแม้หนังจะไม่แมสส์มาก แต่มันแมสส์ในเชิงประเด็น ที่พูดถึงเด็กซึ่งพยายามจะก้าวผ่านอะไรบางอย่าง มันคือ coming of age ที่เป็นการเดินทางของเด็กผู้หญิง เราเลยตัดสินใจกันว่าแคมเปญที่ทำนั้นอยากให้ไปสู่สายตาคนวงกว้างและแปลกมากพอที่จะเกิดการบอกต่อ เราจึงตีความออกมาเป็น Every Girls Friendship Story ผู้หญิงทุกคนต้องเคยผ่านความสัมพันธ์แบบนี้มาแล้ว เราทุกคนต่างเคยมีโมเมนต์แบบนี้ หรือในอีกด้านหนึ่งคือเราต่างมี ‘เบล’ เป็นของตัวเอง

เบล เป็นตัวละครของ มิวสิค BNK48 ที่ Sour Bangkok ใช้ทักษะการสื่อสารแบบนักโฆษณา หยิบชื่อของเธอมาเป็นภาพแทนความสัมพันธ์อันยากจะอธิบายนี้ โดยดมิสาฐ์ขยายความ ‘เบล’ ในที่นี้ว่า “อาจเป็นเพราะพี่คงเดชมีลูกสาวฝาแฝดด้วยรึเปล่าทำให้ถ่ายทอดความสัมพันธ์เช่นนี้ออกมาได้ ซึ่งจริงๆ แกคงไม่ตั้งใจจะทำให้เฉพาะผู้หญิงดูหรอก แต่ผู้หญิงน่าจะอินเป็นพิเศษ เช่น เราต้องเคยจูงมือกันเข้าห้องน้ำ เวลาเพื่อนไปสนิทกับคนใหม่แล้วมีความรู้สึกหวง เอ๊ะ สุดท้ายแล้วเราอยู่ในชีวิตเขารึเปล่า มันเป็นความรู้สึกว้าวุ่นแบบเด็กผู้หญิงที่มันเป็นรายละเอียด และเราพยายามจะหยิบออกมาสื่อสารกับผู้คน จนคนอาจจะคิดว่าคู่นี้เป็นเลสเบี้ยน และพอเราเอาไปเทสต์ปรากฏว่าผู้ชายเองก็อยากดู” และเพื่อให้ภาพที่ตั้งใจออกมาอย่างที่ควรจะเป็น ทีมงานจึงเลือก ธาดา วาริช ช่างภาพผู้มีเอกลักษณ์ในการสร้างแรงดึงดูดทางเพศของผู้หญิงมาถ่ายภาพนิ่งโปรโมตหนังทั้งหมด

นอกจากสื่อโซเชียลฯ ตามขนบการโปรโมตหนังในปัจจุบันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แคมเปญประชาสัมพันธ์ Where We Belong ได้รับการกล่าวถึงอย่างรุนแรง คือการใช้สื่อราคาแพงอย่างป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งนี่เป็นสื่อที่ต้นสังกัด BNK48 ซื้อเอาไว้อยู่แล้วเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของศิลปิน เหมือนเมื่อครั้งที่ Girls Don’t Cry ของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ได้รับพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ …หนังอิสระอย่าง Where We Belong ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย และเมื่อรู้ว่ามีสื่อดังกล่าวอยู่ในมือ Sour Bangkok จึงหาวิธีใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่

“พอทาง BNK เขาซื้อมีเดียของ PlanB (เจ้าของสัมปทานสื่อจอ LCD รายหนึ่งในกรุงเทพฯ) เอาไว้อยู่แล้ว เราก็เลยพัฒนาจากแนวคิดที่วางไว้กลายเป็นการฝากเลี้ยงมาใช้ในสื่อนี้ แล้วทิ้งเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ เป็นความตั้งใจของเราเพราะโดยปกติการโปรโมตหนังผ่านสื่อบิลล์บอร์ดก็มักจะเอาโปสเตอร์ไปวางไว้เฉยๆ ซึ่งเราว่ามันไม่เกิดกระแสแน่นอน เราเลยแปะเบอร์ไปเลยเด่นๆ แล้วให้คนโทรเข้ามา พอรู้ว่าคนที่รับสายคือเจนนิษฐ์มันทำให้เกิดการบอกต่อ กลายเป็นว่าโทรศัพท์ที่เราเปิดเบอร์ทิ้งไว้มีสายเข้าตลอดเวลา เราพยายามสร้างกระแสในสื่อกระแสหลักให้กลับเข้ามาเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์อีกที

“ที่จริงหนังเรื่องนี้มันมีหลายประเด็นอยู่ในนั้น แต่เราเชื่อว่าประเด็นที่เราเลือกและหยิบยกมันขึ้นมามันโดนคนที่สุด” Where We Belong ในขั้นตอนการประชาสัมพันธ์ เป็นเพียงก้าวแรกที่หนังอิสระเรื่องนี้พยายามเดินทางเข้าหาผู้ชมในวงกว้าง และเหมือนจะสัมฤทธิ์ผลเมื่อพิจารณาจากการที่มันติดเทรนด์ทั้งในทวิตเตอร์และยูทูบ นี่เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่า ด้วยเครื่องมือการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่น แต่เมื่อใส่เนื้อหาที่ผ่านการตกตะกอนมาด้วยความเข้าใจ ไม่ยากเลยที่หนังจะเข้าไปอยู่ในบัญชีที่ต้องดูของใครหลายคนแทบจะในทันที