Rambo Sylvester Stallone

‘อยู่อย่างเปล่าดาย หรือตายเพื่อบางสิ่ง’ ย้อนตำนาน แรมโบ นักรบขวัญใจยุค 80 ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

Home / bioscope / ‘อยู่อย่างเปล่าดาย หรือตายเพื่อบางสิ่ง’ ย้อนตำนาน แรมโบ นักรบขวัญใจยุค 80 ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

Rambo: Last Blood (2019, เอเดรียน กรันเบิร์ก) เพิ่งปล่อยตัวอย่างหนังมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม และชั่วระยะข้ามวัน มันได้สร้างยอดวิวถล่มทลายด้วยหลักสามล้านกว่าคลิกและยังไม่มีท่าทีจะหยุดลงง่ายๆ คล้ายเป็นสัญลักษณ์ว่าคนดูหนังล้วนคิดถึง จอห์น แรมโบ (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) อดีตนายทหารที่คลุกวงในกับสมรภูมิรบหลากหลายที่มาโดยตลอด และเป็นสัญลักษณ์ของความดุดัน ดิบเถื่อน หากก็เป็นธรรมและมีเป้าหมายเพื่อปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าเสมอ

แรมโบปรากฏตัวครั้งล่าสุดเมื่อ 11 ปีที่แล้วใน Rambo (2008, สตอลโลน) ซึ่งเขาตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของพม่าและชนเผ่ากะเหรี่ยง จนต้องออกต่อสู้เพื่อปกป้องชนพื้นเมืองที่ถูกรังแกโดยรัฐบาลพม่า ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างงดงามแม้ว่ารัฐบาลพม่าจะพยายามแบนไม่ให้มีการจัดฉายหนัง อันเนื่องมาจากมีเนื้อหาที่ส่อเสียดกระทบการทำงานของรัฐ แต่ความนิยมของ Rambo ก็ไม่ได้น้อยลง ตรงกันข้าม มันได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่จริงๆ ฮึดสู้กับรัฐพม่าด้วยซ้ำ (ซึ่งสตอลโลนบอกว่า ในฐานะคนทำหนังแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าปลื้มใจไปกว่านี้อีกแล้ว)

ที่ผ่านมา แรมโบคืออดีตนายทหารที่เจ็บปวดจากสงคราม แต่ก็ไม่วายพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทุกครั้งไป ดังนั้น แรมโบจาก Last Blood -หนังลำดับสุดท้ายที่ปิดแฟรนไชส์นี้- จึงเป็นชายสูงวัยที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสงบ… หากแต่ความสงบเดียวดายที่เขาโหยหานั้นดูเหมือนอยู่กับเขาได้ไม่นาน เมื่อสถานการณ์บีบบังคับจนเขาต้องลุกขึ้นจับอาวุธและเข่นฆ่าอีกครั้ง

แรมโบปรากฏตัวครั้งแรกใน First Blood นิยายแอ็กชั่นของ เดวิด มอร์เรลล์ โดยแรมโบเป็นอดีตทหารที่เคยถูกส่งไปรบยังสงครามเวียดนามและมีภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง (Posttraumatic Stress Disorder หรือ PTSD) เขาพยายามปรับตัวอย่างหนักเพื่อจะมีชีวิตปกติ หากกลับพบว่าตัวเองเสพติดความรุนแรงและการถูกจับเป็นเชลยในสงครามนั้นส่งผลกระทบมหาศาลในชีวิต จนเมื่อความยุ่งยากเดินทางมาคุกคามชีวิต แรมโบจึงต้องจัดการมันตามวิธีที่เขาถนัด นั่นคือการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและอาวุธหนัก ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันปี 1982 กำกับโดย เท็ด ค็อตเชฟฟ์ และได้ตัวสตอนโลนซึ่งตอนนั้นดังระเบิดจาก Rocky (1976, จอห์น จี เอวิดเซ็น) มารับบทเป็นนักสู้เลือดเดือดที่มีปัญหาทางจิต และด้วยทุน 14 ล้านเหรียญฯ หนังกวาดรายได้ไปทั้งสิ้น 125 ล้านเหรียญฯ เปิดทางให้มันมีภาคต่ออย่างรวดเร็วในชื่อ Rambo: First Blood Part II (1985, จอร์จ พี คอสมาโตส์) ที่ออกฉายพร้อมกันกับ Rocky IV (1985, สตอนโลน) โดยในภาคนี้ แรมโบสะสมความกราดเกรี้ยวทั้งหมดที่มีในชีวิต เดินทางกลับไปยังสงครามเวียดนามพร้อมอาวุธหนักแบบกะกวาดล้างศัตรูให้ราบเป็นหน้ากลอง

แรมโบผู้เกลียดสงครามเข้าไส้ยังต้องผจญความขัดแย้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ในภาคต่อ Rambo III (1988, ปีเตอร๋ แม็กโดนัลด์) ซึ่งแม้จะได้คำวิจารณ์ไปไม่สู้สองภาคแรกนัก แต่มันก็ทำเงินและสร้างสะพานให้ไปสู่ภาคสี่ที่สตอนโลนกำกับเองอย่าง Rambo ปี 2008 ก่อนที่แรมโบจะห่างหายจากการต่อสู้และคนดูนานนับทศวรรษ และกลับมาอีกครั้งโดยสตอนโลน -วัย 72 และฟิตเปรี๊ยะ- ยังรับบทนำเช่นเดิม

ตลอด 37 ปีที่แรมโบวาดลวดลายอยู่บนจอภาพยนตร์ เขาได้รับความนิยมอย่างสูงกลายเป็นไอคอนความคัลต์หลายอย่าง (ถึงขนาดว่าหากคุณเสิร์ชชื่อเจ้ากวางน้อยน่ารัก แบมบี ก็จะมีภาพแบมบีถือบาซูก้าปรากฏขึ้นมาด้วย) กระทั่งพจนานุกรมอ๊อกซ์ฟอร์ดยังบรรจุคำว่า Rambo ไว้เป็นศัพท์หนึ่ง ความหมายว่า “อดีตทหารสงครามเวียดนาม เป็นตัวแทนของความเป็นชาย, หยัดยืนอย่างเดียวดายและใช้ความรุนแรง”

แรมโบยังกลายเป็นตัวแทนของสหรัฐฯ ในช่วงที่ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ดำรงตำแหน่ง โดยเรแกนกล่าวว่าแรมโบนั้นคือภาพแทนอุดมคติทางการเมืองที่เขามี โยงไปถึงเหตุการณ์จับตัวประกันปี 1985 ที่เบรุต เรแกนกล่าวกับที่ประชุมว่า “เอาล่ะ เมื่อคืนผมเพิ่งดู First Blood Part II ทีนี้ก็รู้ละว่าถ้าเกิดอะไรแบบนี้อีกจะต้องทำยังไง” (เพราะแรมโบใช้ความรุนแรงจัดการปัญหาทุกอย่างแบบไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น)

“(แรมโบ)ไม่เคยถูกเจาะจงให้เป็นตัวแทนเรื่องการเมืองอะไรทั้งนั้น แต่มันก็ถูกสร้างความหมายทางการเมืองขึ้นมาในที่สุด” สตอนโลนกล่าวถึงตัวละครรักของเขา “แต่ถ้าถามว่าผมมีความเห็นยังไง ผมไม่คิดว่าตัวเองจะฉลาดพอจะตอบอะไรอย่างนี้ได้นะ นี่เป็นเพียงความเห็นของผมอย่างเดียว ผมไม่ใช่สัตว์การเมืองและไม่เคยเป็น ไม่ได้อยากเป็นด้วย ผมเป็นแต่เพียงนักเล่าเรื่อง แต่พระเจ้า เรแกนน่ะเคยพูดว่า ‘ได้ดูแรมโบ เขาเป็นชาวพรรครีพับลิกันแน่นอน!'” สตอนโลนกล่าวอย่างละเหี่ยใจ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยปิดกั้นความเห็นที่ตีความพฤติกรรมของแรมโบหรือตัวละครอื่นๆ ที่เขาแสดง เพราะเข้าใจดีว่าเป็นสิทธิของคนดูล้วนๆ