Street Food TSUKIJI WONDERLAND ตลาดปลาสึคิจิ สารคดี หนังอาหาร อาหาร เจ๊ไฝ

สารคดีอาหาร : เทรนด์ความอร่อยที่ไม่จืดจางในโลกภาพเคลื่อนไหว

Home / bioscope / สารคดีอาหาร : เทรนด์ความอร่อยที่ไม่จืดจางในโลกภาพเคลื่อนไหว

ไม่เพียง ‘อาหาร’ จะเป็นเครื่องมือการเล่าเรื่องอันทรงพลังของโลกภาพยนตร์-โดยเฉพาะในหนังฟิกชั่นเท่านั้น หากแต่สำหรับหนังหรือซีรีส์ในแนวทางสารคดี อาหารก็ยังถือเป็นซับเจ็กต์ชั้นดีที่จะพาเราไปเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ และตั้งคำถามที่น่าสนใจ ทั้งในเชิงสังคม วัฒนธรรม ไปจนถึงการเมืองได้อยู่เสมอ

และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีหนัง/ซีรีส์สารคดีอาหารจำนวนไม่น้อยที่ก่อร่างสร้างเทรนด์และที่ทางในแบบของมันเองขึ้นมา รวมถึงสร้างฐานกลุ่มผู้ชมที่กว้างขวางออกไปไปเรื่อยๆ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ …ซึ่งก็ดูไม่มีทีท่าว่า ‘ความอร่อย’ ของหนังประเภทนี้จะจืดจางลงเลยแม้แต่น้อย!

Foodies: The Culinary Jet Set
Chef’s Tables
ส่องคนกิน ตามติดคนทำ

เทรนด์หนังสารคดีที่แรงสุดๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เห็นจะเป็นการเอาใจนักกินแบบสุดๆ ด้วยการสำรวจอาหารและวิธีการทำอย่างถึงเครื่องถึงรส นำทีมโดย Foodies: The Culinary Jet Set ของ โธมัส แจ็คสัน, ชาร์ล็อตต์ ลันดีเลียส และ เฮนดริค สตอคาเร ที่เล่าเรื่องราวของ ‘ฟู้ดดี้’ (foodies) หรือกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ ‘อาหาร’ -ซึ่งก็มีตั้งแต่อดีตเจ้าของค่ายเพลงชาวอเมริกันผู้พยายามสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่กลุ่มฟู้ดดี้, นางแบบสาวชาวลิธัวเนียที่ตกหลุมรักอาหารสุดหรู ไปจนถึงหนุ่มไทยลูกเจ้าของกิจการร้านทองจากฉะเชิงเทราผู้ละเอียดอ่อนกับการใช้ชีวิต- จนต้องออกเดินทางรอบโลกเพื่อลิ้มรสอาหารในร้านที่ดีที่สุด และบอกเล่าวิถีชีวิตของพวกเขาลงในโลกโซเชียลมีเดียที่มีแฟนๆ ติดตามเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารอันกว้างใหญ่ “สำหรับพวกเรา สิ่งที่หนังโฟกัสก็คือประเด็นที่ว่า เราเริ่มใช้อาหารมาเป็นเครื่องมือในการบอกคนอื่นว่า ‘เราเป็นใคร’ ได้ยังไง แง่มุมทางสังคมนี้ของอาหารมันน่าสนใจมาก ซึ่งมันยังพาเราไปเจอประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม, ชนชั้น, การเสพอาหารให้เป็นศิลปะอย่างหนึ่งการฟังเพลงหรือดูภาพวาด ฯลฯ” แจ็คสันกล่าว “เราหวังว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมเริ่มถามตัวเองว่า อาหารคืออะไร ทำหน้าที่อะไร และสามารถส่งผลกระทบแบบไหนในมิติต่างๆ ของชีวิตได้บ้าง”

ไม่ต่างจาก Tsukiji Wonderland สารคดีที่พาเราไปเยี่ยมชม ‘ตลาดปลาสึคิจิ’ อันเลื่องชื่อของญี่ปุ่นที่เปี่ยมเสน่ห์และมนตร์ขลังจนสามารถดึงดูดใจผู้คนมาตลอด 80 ปีนับตั้งแต่สร้างเสร็จ ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นหัวใจสำคัญของ ‘วาโชกุ’ ศาสตร์และศิลป์แห่งการปรุงอาหารของชาวญี่ปุ่น (วาโชกุ คือวิธีการปรุงอาหารตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่นที่จะใช้เครื่องปรุงตามฤดูกาล ผสานกับรสชาติและรูปแบบในการกินอาหารแบบพื้นเมืองที่มีมานานนับร้อยปี) ที่ช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ให้ทั้งคนกิน พ่อค้าปลา และคนทำอาหารทั่วประเทศมาแล้ว

ตามด้วยสารคดีที่ปอกเปลือกชีวิต ‘คนทำอาหาร’ อย่างเข้าถึงแนวคิดและจิตวิญญาณ โดยเฉพาะมินิซีรีส์ Chef’s Table ทาง Netflix ที่ออกอากาศมาหลายซีซั่น ซึ่งในช่วงแรกๆ ผู้สร้าง เดวิด เกลบ์ (ผกก. Jiro Dreams of Sushi) ได้พาเราไปรู้จักกับ 6 เชฟนักรังสรรค์สุดยอดเมนูในโลกของศิลปะการทำอาหารระดับเวิลด์คลาส อาทิ มัซซิโม บอตตูรา จากอิตาลี -เชฟสามดาวผู้ออกแบบเมนู ‘ทาร์ตมะนาว’ ที่คล้ายกับถูกทำหล่นเอาไว้บนจาน- ที่นอกจากจะทำอาหารด้วยความรักแล้ว เขาก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างไปด้วย, แดน บาร์เบอร์ จากนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาที่เน้นการทำอาหาร-ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบไปจนถึงการปรุง-ภายใต้สภาวะที่น่าจะช่วยสร้างชีวิตอันยั่งยืนให้กับสังคมและโลกใบนี้ได้ไม่มากก็น้อย และ ฟรานซิส มอลล์มานน์ จากอาร์เจนตินาที่ไม่เคยประนีประนอมในการทำอาหารของตัวเอง และมักจะทำมันอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานประติมากรรมเอาต์ดอร์สุดอลังการของศิลปินระดับโลกเลย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมี Sergio Herman, Fucking Perfect (กำกับโดย วิลเลมีค เคลิฟเฮาต์) กับสุดยอดเชฟอย่าง เซอร์จิโอ เฮอร์แมน ที่ตัดใจทิ้งภัตตาคารสามดาวของตนในเนเธอร์แลนด์สเพื่อครอบครัวและออกตามฝันครั้งใหม่, For Grace (มาร์ค เฮเลโนว์สกี และ เควิน แปง) กับ เคอร์ติส ดัฟฟี เชฟอเมริกันที่พยายามก่อร่างสร้างร้านหลังผ่านโศกนาฏกรรมครอบครัวในอดีต, King Georges (เอริคา แฟรงเคล) กับเชฟฝรั่งเศส จอร์จ แปร์รีเยร์ ที่พยายามส่งต่อร้านอาหารอายุ 40 ปีของเขาให้กับผู้ชนะ Top Chef อย่าง นิโคลัส เอลมี, Cooking Up a Tribute (ลูอิส กอนซาเลซ และ แอนเดรีย โกเมซ) กับการกระตุ้นเร้าสัญชาตญาณสร้างสรรค์ให้เหล่าเชฟของสามหนุ่มพี่น้องตระกูล โรคา ด้วยการปิดร้านในสเปน 5 สัปดาห์ เพื่อเดินทางไปยัง 6 เมืองใน 4 ประเทศและรังสรรค์ 57 เมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นของที่นั่น และ Noma, My Perfect Storm (ปิแอร์ เดส์ชอมป์ส) กับการร่วมแรงร่วมใจกันรักษาความสำเร็จให้กับ โนมา ร้านอาหารของ เรเน เรดเซพิ ‘เทพแห่งอาหาร’ เจ้าของรางวัลภัตตาคารยอดเยี่ยม 4 ปีซ้อนแห่งโคเปนเฮเกน

Street Food

โดยในช่วงหลายปีให้หลังนี้ ยังมีซีรีส์คนทำอาหารที่น่าสนใจ-โดยเฉพาะในปีนี้ที่กระแสฮ็อตฮิตก่อตัวขึ้นมากเป็นพิเศษ เช่น Street Food ทาง Netflix ที่พาเราไปเยี่ยมชมวัฒนธรรมอาหารข้างทางอันแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชีย ที่แต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์และการดิ้นรนที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยที่มี เจ๊ไฝ เจ้าของเมนูไข่เจียวปูอันเลื่องชื่อกับเส้นทางชีวิตอันแสนทรหดอดทนของเธอเป็นภาพแทนของอาหารริมทางในเมืองหลวงบ้านเรา, ญี่ปุ่นที่มีพ่อครัวอารมณ์ดีคอยรังสรรค์อาหารต้นตำรับที่แม้จะจะเรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดและความละเมียดละไมในโอซาก้า หรือแม้แต่สิงคโปร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องข้าวมันไก่สูตรเด็ดที่ประเทศไหนก็ไม่อาจเทียบเคียงได้ เป็นต้น

That Sugar Film
วิพากษ์อาหาร สำรวจวัฒนธรรม

ต้องขอบคุณหนังสารคดีหลายเรื่องก่อนหน้านี้ ที่ช่วยถางทางให้หนังแนววิพากษ์วงการอาหาร (Super Size Me, Food Inc., Fast Food Nation) ในปีที่แล้ว เราจึงมีหนังน่าสนใจ ทั้ง Food Chains (ซานเจย์ ราวัล) ที่เอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ อีวา ลองโกเรีย ชวนผู้บรรยายอย่าง ฟอเรสต์ วิตเทคเกอร์ มาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับแรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร และ The Grain Divide (เจดี แม็กเลลแลนด์) ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘แป้ง’ ที่คนอเมริกันบริโภคอยู่ทุกวี่วันแต่กลับถูกมองข้ามและกล่าวหาว่าทำให้สุขภาพของผู้บริโภคย่ำแย่ลง

และหนังในแนวทางนี้ที่โดดเด่นที่สุดก็คงหนีไม่พ้น That Sugar Film ที่ผกก. เดมอน กาโม (นักแสดงชาวออสเตรเลียจาก Thunderstruck, Balibo และผกก.หนังสั้น Animal Beatbox) ลงทุนใช้ร่างกายสุดแซ่บของเขาเองทดลองบริโภคน้ำตาลอย่างไม่บันยะบันยัง (40 ช้อนชาต่อวัน! – ซึ่งว่ากันว่าเป็นปริมาณที่คนในบ้านเกิดเขาบริโภคเข้าไปโดยไม่รู้ตัว) ควบคู่กับการทานอาหารที่ถูกโฆษณาว่า ‘กินแล้วสุขภาพดี’ เข้าไปด้วย (เพราะคนเชื่อว่าเป็นวิธีไดเอ็ตที่ถูกต้อง) ภายใต้ท่าทีเสียดสีที่มาพร้อมกับเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านวิชวลเอฟเฟ็กต์และการตัดต่อสุดหวือหวา (โดยมีเพื่อนดาราอย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน, สตีเฟน ฟราย และ เบรนตัน ธเวตส์ มาร่วมสร้างสีสัน) โดยผลลัพธ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจที่กาโมได้รับนั้น อาจทำให้ใครหลายคนต้องผวา ซึ่งนักวิจารณ์ก็บอกว่า มันคือ Super Size Me ของยุคนี้ที่ ‘โหด’ ไม่แพ้กัน

L’ADN du ceviche

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หนังสารคดีอาหารแนววิพากษ์นี้ ยังได้ ‘กลายร่าง’ มาเป็นหนังที่พูดถึงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์อันหลากหลายของผู้คนด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้นด้วย ทั้งชาวยิวกับอาหารเปี่ยมแรงใจใน Deli Man (อีริค กรีนเบิร์ก อันจู), ชาวอิสราเอลกับสุดยอดอาหารฟิวชั่นใน The Search for Israeli Cuisine (โรเจอร์ เอ็ม เชอร์แมน – ผกก.สารคดีสั้นที่เคยชิงออสการ์จาก The Garden of Eden เมื่อปี 1985), ชาวเปรูกับอาหารเก่าแก่อย่าง ‘เซวิเช’ (ยำทะเลสด) ใน L’ADN du ceviche (ออร์แลนโด อาร์เรียกาดา), ชาวเอเชีย-อเมริกันกับวิถีการกินเฉพาะตัวทั่วประเทศใน Off the Menu: Asian America (เกรซ ลี) หรือจะเป็นหนังสำรวจวัฒนธรรมที่แอบแฝงประเด็นทางสังคมมาพอหอมปากหอมคออย่าง Transfusión (โรเบิร์ต ดี เลมอน) ที่รวมหนังสั้น 5 เรื่องที่พูดถึงปัญหาสังคมซึ่งแวดล้อมธุรกิจอาหารเม็กซิโกอย่างรถขายทาโก หรือ The Food Cure (ซาราห์ แมบรูค) ที่ตามติดกลุ่มคนจากมุมต่างๆ ของโลกที่หันหลังให้การแพทย์แผนปัจจุบันและพยายามรักษาโรคมะเร็งด้วยการทานอาหารอย่างไม่ยี่หระ เป็นต้น

Somm: Into the Bottle
เทรนด์หนัง ‘เครื่องดื่ม’ กำลังมา!

ไม่ใช่แค่หนังสารคดีอาหาร แต่หนังสารคดีที่ว่าด้วยเครื่องดื่มก็พาเหรดมาให้ชิมกันจนจุก ไม่ว่าจะเป็น Somm: Into the Bottle (เจสัน ไวส์) ภาคต่อของ Somm (2012) ที่ขยายผลจากการตามติดชีวิต ‘ซอมเมลีเยร์’ หรือเชี่ยวชาญด้านไวน์ในภาคก่อน ด้วยการพาผู้ชมไปสำรวจขั้นตอนของการทำไวน์อย่างละเอียด ตั้งแต่การดูแลองุ่นไปจนถึงการส่งออกไวน์ไปทั่วโลกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน Somm อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักกับโลกของซอมเมลีเยร์นะ แต่ผมยังอยากขุดลึกลงไปอีกในภาพรวมของอาชีพและอุตสาหกรรมการทำไวน์ในฐานะธุรกิจหนึ่งที่มีความเก่าแก่และซับซ้อนที่สุดของโลก …คุณอาจต้องการแก้วซักใบมาเตรียมไว้ในมือขณะชมหนังเรื่องนี้นะ” ไวส์กล่าว

The Birth of Saké

หรือจะเป็น The Birth of Saké (เอริค ชิราอิ) เจ้าของรางวัลพิเศษ Albert Maysles New Documentary Director Award – Special Jury Mention จากไทรเบกาที่พาเราไปพบกับการเดินทางอันแสนยาวไกลของเครื่องดื่มประจำชาติญี่ปุ่นอย่าง ‘สาเก’ ของโรงงาน Yoshida Brewery ที่ดำเนินกิจการมากว่า 144 ปี (!) ซึ่งความโดดเด่นของหนังอยู่ที่การจับภาพบรรยากาศการผลิตสาเกในช่วงฤดูหนาวอันแสนตึงเครียดและเสี่ยงอันตราย -แต่ทว่าก็ยังเปี่ยมไปด้วยความงดงามและมิตรภาพ- ออกมาได้อย่างถึงแก่น รวมถึง Kampai! For the Love of Sake (มิราอิ โคนิชิ) ที่เล่าเรื่องสนุกๆ ของสาเกผ่านสายตาของนักหมักสาเกชาวอังกฤษที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่นมากว่า 25 ปี, นักข่าวอเมริกันที่เป็นเจ้าของไกด์บุ๊คแนะนำสาเก และประธานโรงงานสาเกชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ต้องการพลิกโฉมธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัว

แถมท้ายด้วยขบวนหนังสารคดีที่ว่าด้วย ‘กาแฟ’ ซึ่งออกฉายติดๆ เมื่อหลายปีก่อนกันราวกับนัดคิวเอาไว้ นับตั้งแต่ A Film About Coffee (แบรนดอน โลเพอร์) ที่ออกเดินทางไปค้นหา ‘สุดยอดกาแฟ’ จากฟาร์มต้นกำเนิดในรวันดายันร้านกาแฟสุดฮิปในโตเกียวและนิวยอร์ค, Caffeinated (ฮันห์ เหงียน และ วิชัล โซแลนกี) ที่โฟกัสไปยังกลุ่มคนที่อุทิศตนให้กับกระบวนการผลิตกาแฟในแต่ละขั้นตอน (โดยเป็นการร่วมทุนสร้างจาก 15 ประเทศ!) มาจนถึง Barista (ร็อค ไบจ์นอธ) ที่ตามชีวิตบาริสต้า 5 คนระหว่างการแข่งขันหาแชมป์บาริสต้าระดับประเทศอันแสนกดดัน ซึ่งทั้งน่าตื่นเต้นและชวนให้คอกาแฟต้องคอแห้งผาก!

หมายเหตุ : ปรับปรุงจากบทความในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 166