Godzilla Godzilla: King of the Monsters King Ghidorah King Kong Kong MonsterVerse Mothra MUTO Rodan Skull Crawler

มาทำความรู้จัก ‘ไคจู’ สัตว์ประหลาดผู้อยู่ค้ำฟ้าในจักรวาล MonsterVerse กันเถอะ!

Home / bioscope / มาทำความรู้จัก ‘ไคจู’ สัตว์ประหลาดผู้อยู่ค้ำฟ้าในจักรวาล MonsterVerse กันเถอะ!

โดย กฤตนัย จงไกรจักร

 

หมายเหตุ : บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนังใน MonsterVerse ภาคก่อนๆ

 

ย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นคือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนิวเคลียร์อย่างหนัก ความเสียหายในครั้งนั้น ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะบอกเล่าถึงความรุนแรงของนิวเคลียร์และสงครามออกมาในรูปแบบต่างๆ กันเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับที่ค่ายหนัง โตโฮ กับ อิชิโระ ฮอนดะ ผู้กำกับ Godzilla (1954) ได้สร้าง ‘ไคจู’ (怪獣) หรือก็คือสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ออกมาทำลายล้างบ้านเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนที่สื่อถึงความโหดร้ายของนิวเคลียร์เอาไว้โดยอ้อม

โดยพวกมันมักจะได้รับอิทธิพลมาจากสัตว์ในตำนานหรือแมลงต่างๆ บางทีอาจจะดูผิดเพี้ยนไปถึงขั้นหยิบจับเอารถยนต์หรือสัญญาณไฟจราจรมาสร้างกันเลย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เหล่าไคจูได้รับความนิยมลดลงแม้แต่น้อย เพราะตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี เหล่าไคจูได้ออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างสรรค์เรื่องราวไว้ในหลากหลายรูปแบบ

Godzilla (1954)

ค่ายหนังฝั่งอเมริกาอย่าง Legendary Pictures คือหนึ่งในกลุ่มคนทำหนังที่หลงใหลในโลกของไคจู และตั้งใจจะผลักดันพวกมันในฮอลลีวูดอีกครั้ง (หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุค 90) ด้วยการสร้างหนังไคจูถล่มเมืองออกมา ทั้ง Godzilla (2014, แกเรธ เอ็ดเวิร์ดส์) และ Kong: Skull Island (2017, จอร์แดน โวกต์-โรเบิร์ตส์) โดยทางค่ายได้สานต่อความยิ่งใหญ่ของตัวละครสัตว์ประหลาดสุดคลาสสิกจากสองซีกโลกนี้ ด้วยการนำเรื่องราวของพวกมันมาควบรวมกันและขยายเป็น ‘จักรวาลสัตว์ประหลาด’ หรือ MonsterVerse ดังที่เราทราบกันดี

และในปี 2019 นี้ ทางค่ายก็ได้ปล่อย Godzilla: King of the Monsters (2019, ไมเคิล โดเฮอร์ตี) ซึ่งได้เวลาเผยว่า ก็อดซิลลาหาใช่อสูรยักษ์เพียงตัวเดียวบนโลกใบนี้ดังที่คาดกันไว้ แต่มันยังมีความหลากหลายมากกว่าที่ใครจะคาดคิด …ฉะนั้น เราจึงขอพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเหล่าไคจูในจักรวาลสัตว์ประหลาดนี้กัน!

Godzilla

ก็อดซิลลา (ในเวอร์ชั่นนี้) เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ผืนน้ำมาช้านาน และเป็นผู้มีหน้าที่รักษาสมดุลของธรรมชาติ ด้วยการดูดกลืนรังสีความร้อนและการโผล่ขึ้นมาจากน้ำเพื่อกำจัดมหันตภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นบนโลกเป็นครั้งคราว เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติเอาไว้ และเพราะด้วยขนาดอันมหึมาของมัน (สูง 355 ฟุต ยาว 550 ฟุต 4 นิ้ว และมีน้ำหนักถึง 90,000 ตัน!) ก็อดซิลลาจึงถูกจัดให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดในโลก แต่ถึงกระนั้น ความพยายามในการที่จะทำลายมันของภาครัฐ กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะก็อดซิลลายังคงมีชีวิตรอดเสมอมา เพื่อคอยเตือนเหล่ามนุษย์อยู่เสมอว่า โลกใบนี้ไม่ใช่ของพวกเขา แต่เป็นของมัน ผู้เป็นราชันของโลกใบนี้มาโดยตลอด

ลักษณะทางกายภาพของมันจะคล้ายกับไดโนเสาร์ มีเหงือกคล้ายฉลาม และดวงตาสีเหลืองทอง ผิวของมันมีลักษณะหยาบกร้านเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน ที่สำคัญ แผ่นหลังของมันมีขนาดที่เล็กลงกว่าเวอร์ชั่นแรกๆ หากแต่ยังมีลักษณะคล้ายใบเมเปิ้ล ขณะที่กรงเล็บของมันมีกลับมีขนาดใหญ่ขึ้น รวมไปถึงขนาดของเท้าที่มีลักษณะคล้ายกับเท้าของช้าง เพื่อรองรับลำตัวขนาดใหญ่ของมัน อีกทั้งเสียงคำรามของมันยังสามารถแผ่กระจายออกไปได้ไกลถึง 3 ไมล์เลยทีเดียว

ความสามารถ

รังสี Atomic Breath : โดยควาสามารถนี้ถือได้ว่าเป็นพลังประจำตัวของก็อดซิลลา ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของมันมาช้านาน โดยพลังงานจะไหลเวียนจากปลายหางขึ้นมาสู่ครีบที่หลัง ก่อนจะพ่นออกมาทางปากเป็นลำแสงสีฟ้าอันทรงพลัง โดยใน Godzilla (ปี 2014) ได้ปรากฏภาพลำแสงดังกล่าวในฉากที่มันต่อสู้กับ มูโต (MUTO) เพศเมีย

สติปัญญา : อีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ทำให้ก็อดซิลลาชนะศึกระหว่างมันกับมูโตจากภาคก่อนได้คือ สติปัญญา เพราะในสถานการณ์ที่ต้องสู้กับมูโตถึง 2 ตัวพร้อมกัน ก็อดซิลลาก็เรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการตะลุมบอน และค่อยๆ จัดการไปทีละตัว อีกทั้งยังเรียนรู้ที่จะใช้วิธีการลอบฆ่ามูโตตัวเมียแทนที่จะเผชิญหน้าโดยตรง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้อีกด้วย

พละกำลัง : จะเห็นได้ว่าการปล่อยรังสี Atomic Breath จะถูกเก็บไว้ใช้เป็นท่าไม้ตายสุดท้ายในเรื่อง ฉะนั้น ในช่วงต้น ก็อดซิลลาจะใช้ข้อได้เปรียบทางกายภาพ ทั้งความใหญ่โตของร่างกาย และพละกำลังที่เหนือกว่าในการต่อสู้กับมูโต ทั้งในฉากที่ก็อดซิลลาใช้หางฟาดมูโตเพศผู้ หรือในฉากที่ก็อดซิลลาใช้มือง้างปากของมูโตเพศเมียก่อนจะพ่นรังสี Atomic Breath ใส่ลงไปในคอของมัน!

Kong

อีกหนึ่งไคจูที่มีสถานะเป็นผู้ท้าชิงในตำแหน่ง ‘พระเจ้า’ ของโลกใบนี้กับก็อดซิลลา โดยคองอาศัยอยู่บนเกาะหัวกระโหลก (Skull Island) -เกาะลึกลับที่รอวันถูกค้นพบ- ซึ่งมันถือคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับก็อดซิลลาที่สุดก็ว่าได้

โดยคองในเวอร์ชั่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากคิงคองต้นฉบับ (ปี 1933) จนมันกลายมาเป็นลิงยักษ์ที่มีน้ำหนัก 158 ตัน และความสูงถึง 104 ฟุต มาพร้อมกับขนสีน้ำตาลอมส้ม ดวงตาสีน้ำตาลแดง แต่ยังมีลักษณะที่คล้ายคลึงลิงกอริลลาขนาดยักษ์อยู่เช่นเคย ทั้งรูปร่างและขนาด รวมไปถึงวิธีการแสดงออกด้วยการทุบหน้าอก

แต่ในภาคนี้ คองจะมีลักษณะท่าทางการยืนและเดินที่คล้ายมนุษย์ (ที่ยืน 2 ขา) ทำให้มันดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามมากขึ้น แต่ก็ถูกลดทอนความรู้สึกทางอารมณ์ลง เพื่อที่จะสร้างบุคลิกในฐานะสัตว์ประหลาดและราชาของเกาะหัวกระโหลกเช่นกัน

ความสามารถ

การปีนป่าย : เป็นทักษะที่ติดตัวคองมานาน ประกอบกับขนาดตัวที่มหึมา ทำให้มันสามารถปีนระหว่างภูเขา หรือ กระโดดไปมาได้อย่างคล่องแคล่วและว่องไว

ความเร็วและพละกำลัง : เนื่องจากคองเป็นไคจูที่ไม่มีพลังในการปล่อยลำแสงหรือพลังงานคลื่นต่างๆ แบบไคจูตัวอื่น ความสามารถที่เข้ามาทดแทนจึงคือพละกำลังและความเร็วที่เหนือกว่าใคร โดยใน Kong: Skull Island เราจะเห็นว่ามันสามารถต่อสู้กับ Skull Crawler ที่ว่องไวมากๆ พร้อมกันถึงสองตัวได้อย่าง่ายดาย

สติปัญญา : แต่สิ่งสำคัญที่เป็นอาวุธหลักของคองจริงๆ คือ สติปัญญา (ไม่ต่างจากก็อดซิลลา) โดยมันสามารถเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธเพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการต่อสู้ให้ตัวเองได้ ทั้งยังสามารถแยกแยะว่าใครเป็นศัตรูหรือมิตรกับมันได้อีกต่างหาก

แต่คองก็ยังมีจุดอ่อนที่สำคัญคือ การที่ผิวหนังของมันไม่ได้ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดแข็งๆ เช่นเดียวกับไคจูตัวอื่น จึงทำให้ระหว่างการต่อสู้ คองจะมีบาดแผลจำนวนมากตามลำตัว ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด

MUTO

ในขณะที่ก็อดซิลลาเป็นราชาอยู่ค้ำฟ้ามานาน มูโตก็คืออีกหนึ่ง ‘ปรสิต’ ที่อยู่คู่กับก็อดซิลลามาโดยตลอด

MUTO หรือชื่อเต็ม Massive Unidentified Terrestrial Organism (สิ่งมีชีวิตภาคพื้นดินขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถจำแนกประเภทได้) คือสิ่งมีชีวิตที่มีอายุมานับล้านปี พวกมันสืบพันธุ์และอยู่รอดมาได้ด้วยการเป็น ‘กาฝาก’ ที่วางไข่อยู่ในซากของไคจูตัวอื่น ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน โดยในปัจจุบัน มีมูโตเหลืออยู่เพียง 2 ตัว คือ มูโตเพศผู้และมูโตเพศเมียที่ปรากฏใน Godzilla ปี 2014

โดยมันมีลักษณะทางกายภาพที่คล้ายกับแมลง มีลำตัวสีเทาดำ ดวงตาสีส้มสด และมีหัวเรียบทุยแบนราบ โดยมูโตเพศเมียจะมีส่วนสูงถึง 300 ฟุต ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่เกือบเท่ากับก็อดซิลลา มีหน้าที่วางไข่เพื่อสืบพันธุ์ ส่วนมูโตเพศผู้จะมีลักษณะที่คล้ายกับตัวเมียเกือบทั้งหมด ต่างกันตรงที่ตัวผู้มีส่วนสูงเพียงแค่ 200 ฟุต และแขนคู่หน้าของมันพัฒนากลายเป็นปีกแทน ซึ่งทำให้มันสามารถบินได้

ความสามารถ

การสื่อสารระยะไกล : มูโตทั้งสองตัวสามารถใช้ echolocation (การระบุที่ตั้งของวัตถุผ่านการสะท้อนกลับของคลื่นเสียง-คล้ายคลื่นสัญญาณที่ใช้ระหว่างโลมา) ในการสื่อสารหาแหล่งที่มาของรังสีและค้นหากันระหว่างตัวผู้และตัวเมียเพื่อที่จะผสมพันธุ์และวางไข่

คลื่น EMP : มูโตสามารถปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากกรงเล็บของมัน ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในรัศมี 5 ไมล์ ไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด โดยในนิยายของ Godzilla เคยเผยถึงเบื้องหลังของคลื่น EMP ว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ต่อสู้กับรังสี Atomic Breath ของก็อดซิลลาโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าหากมูโตเข้าใกล้ก็อดซิลลาและปล่อยสัญญาณ EMP ออกมา มันจะเป็นการตัดสัญญาณพลังงานภายในตัวของก็อดซิลลา-จนไม่สามารถปล่อยรังสีออกมาได้-ในทันที

ความสามารถเฉพาะตัวของเพศ : มูโตเพศเมียมีความสามารถในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มันมีหน้าที่วางไข่หลายร้อยฟองใกล้กับวัตถุกัมมันตรังสีเพื่อที่เมื่อลูกของมันฟักออกจากไข่แล้ว พวกมันจะสามารถดูดกลืนรังสีที่อยู่รอบตัวได้อย่างทันท่วงที ส่วนมูโตเพศผู้จะมีความสามารถในการบิน และโจมตีทางอากาศด้วยปีกของมัน

Skull Crawler

ไคจูที่ถูกสร้างขึ้นตามชื่อของ Skull (หัวกระโหลก) และ Crawler (พวกเลื้อยคลาน) กลายเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์เลื้อยคลาน-ผู้เป็นคู่ปรับตลอดกาลของคองบนเกาะหัวกระโหลก

โดย สกูลล์ ครอว์เลอร์ เป็น ‘นักล่า’ ที่อาศัยอยู่ใต้ดิน แต่ด้วยความสามารถในการเผาผลาญที่สูงลิบ มันจึงต้องคร่าชีวิตสัตว์จำนวนเพื่อใช้ในการดำรงชีพ ส่งผลให้ธรรมชาติบนเกาะขาดความสมดุล และทำให้พวกมันต้องสู้กับคองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งด้วยน้ำหนักเพียง 40-100 ตัน บวกกับรูปร่างที่ยาวเรียว และมีขาหน้าเพียงแค่ 2 คู่ ก็ทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างว่องไว อีกทั้งร่างกายของมันส่วนใหญ่จะถูกหุ้มด้วยกระโหลก แม้กระทั่งลูกตาของมันที่ถูกฝังลงไปใต้รูโบ๋ของหัวกระโหลกอีกทีนึง ซึ่งถือว่าเป็นอีกข้อได้เปรียบในการกำจัดจุดอ่อน(อย่างลูกตาและผิวหนังที่บอบบาง)ของตัวเอง

ความสามารถ

ความเร็วและพละกำลัง : ดังที่กล่าวไปว่า สกูลล์ ครอว์เลอร์สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วด้วยรูปร่างที่เรียวยาว มันจึงสามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ มันยังมีหางที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออันทรงพลัง มันจึงสามารถใช้หางยกตัวคองขึ้นได้อย่างง่ายดาย

การดมกลิ่น : ด้วยวิธีการดมที่ไวต่อกลิ่น (คล้ายงู) ทำให้มันสามารถได้กลิ่นของศัตรูแม้จะอยู่ห่างออกไปหลายไมล์

การล่าสัตว์ : เนื่องจากข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนที่มีมากกว่าคอง (ซึ่งเหลือเพียงตัวเดียว) ทำให้พวกมันใช้วิธีการออกล่าแบบเป็นหมู่คณะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชนะให้กับตัวเอง

 

นอกจากนี้ ในฉากท้ายเครดิตของ Kong: Skull Island ยังเผยภาพบนฝาผนังถ้ำโบราณ ซึ่งปรากฏเป็นก็อดซิลลากำลังสู้กับเหล่าไคจูแปลกประหลาดอีก 3 ตัว ซึ่งภายหลังได้รับการเปิดเผยว่ามันคือ คิงกิโดราห์ (King Ghidorah), โรดัน (Rodan) และ มอธรา (Mothra) นั่นเอง

King Ghidorah

หากย้อนกลับไปแต่เริ่มเดิมที คู่แข่งตัวฉกาจที่สุดของก็อดซิลลา คงหนีไม่พ้น คิงกิโดราห์ มังกรยักษ์สามหัว ที่พร้อมจะทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยในจักรวาลนี้ แม้มันจะยังไม่เคยมีส่วนร่วมกับเนื้อเรื่องและสร้างความน่าเกรงขามให้เห็นมาก่อน (เพราะถูกแช่น้ำแข็งฝังลึกอยู่ที่ The Wall of Serpent ในแอนตาร์กติกา) แต่ใน Godzilla: King of the Monsters นี้ เราจะได้เห็นไคจูตัวนี้อย่างแน่นอน

โดยมันจะมีน้ำหนักถึง 141,056 ตัน และสูงถึง 521 ฟุต ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่กว่าก็อดซิลลา-คู่ปรับของมัน-อยู่มาก ผิวหนังของมันจะปกคลุมไปด้วยทองสำหรับเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้า และแน่นอนว่า มันมาพร้อมกับหัวมังกรทั้งสามหัว ปีกคู่ใหญ่ และลำแสง Gravity Beam อาวุธสุดอันตรายที่พร้อมจะถล่มเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง โดยจุดที่น่าสนใจดกี่ยวกับลักษณะของหัวทั้ง 3 ก็คือแต่ละหัวจะมีบุคลิกและลักษณะนิสัยที่ต่างกัน โดยหัวที่อยู่ตรงกลางจะ ‘ฉลาดที่สุด’ แต่ถึงอย่างนั้น หัวมังกรทั้ง 3 ก็มีจุดประสงค์ร่วมกันคือ ทำลายล้างทุกสิ่ง ซึ่งก็รวมไปถึงก็อดซิลลาด้วยเช่นกัน!

ความสามารถ

ลำแสง Gravity Beam : คิงกิโดราห์สามารถปล่อยลำแสงสีเหลืองจากปากของมันเพื่อใช้โจมตี และยังสามารถปล่อยลำแสงออกมาจากปีกได้อีกด้วย

ความแข็งแรงของปีก : ปีกของคิงกิโดราห์มีพละกำลังมหาศาล ว่ากันว่าปีกของมันสามารถสร้างพายุเฮอร์ริเคนได้ด้วยการกระพืออีกต่างหาก

Rodan

‘ปีศาจสีเพลิง’ หรือ Fire Demon คือคำนิยามของโรดัน อสุรกายบนท้องฟ้าที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยหินแม็กมาหลังจากที่ถูกขังอยู่ใต้ภูเขาไฟมานานหลายปี ซึ่งตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่มันจะกลับมาสยายปีกและสร้างความโกลาหลให้กับโลกใบนี้อีกครั้ง

โรดันในเวอร์ชั่นนี้มีน้ำหนักถึง 39,043 ตัน มีลักษณะที่คล้ายกับ เทอโรซอร์ (pterosaurs) – ไดโนเสาร์ที่สูญพันธ์ไปก่อนหน้า แต่โรดันจะมีขนาดปีกที่ใหญ่กว่ามาก โดยเมื่อมันกางปีกออกจะมีขนาดกว้างถึงถึง 871 ฟุต นอกจากนี้ ตามลำตัวและปีกของมันจะเต็มไปด้วยแม็กมาสีแดงเพลิง เนื่องจากการถูกจับไว้ทดลองที่ปากภูเขาไฟบนหมู่เกาะ Isla de Mara ประเทศเม็กซิโก

ความสามารถ

พลังความเร็วเหนือเสียง : ความสามารถในการบินของโรดันถือว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด เพราะด้วยระดับการบินที่เร็วกว่าเสียง สามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงจากลมที่เกิดขึ้นจากการบินได้ ซึ่งเพียงแค่บินผ่านเมือง ความเร็วของมันก็จะสร้างพายุขนาดใหญ่ที่สามารถทำลายทั้งเมืองได้ในพริบตา

พลังจากแม็กมา : เนื่องจากมันใช้ชีวิตอยู่ในภูเขาไฟมานานหลายปีทำให้ผิวของมันถูกห่อหุ้มไปด้วยหินแม็กมา ซึ่งเป็นเกราะให้โรดัน แถมร่างกายของมันยังมีการเผาไหม้จากแม็กมา ซึ่งสามารถแผ่ความร้อนได้สูงถึง 1,200 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

Mothra

ในเมื่อมี King of Monster แล้ว ก็ต้องมี Queen of Monster ด้วยเช่นกัน เราจึงขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ มอธรา ผีเสื้อยักษ์ที่แม้ภายนอกจะดูงดงาม แต่ภายในกลับแฝงความร้ายกาจเอาไว้อย่างแยบยล

โดยในจักรวาลนี้ มอธราถูกค้นพบที่บริเวณวิหารของมณฑลยูนาน ประเทศจีน ซึ่งมันมีสถานะเป็น ‘ผู้พิทักษ์’ (protector) ของผู้คนแถวนั้นที่มากราบไหว้มอธราดุจดั่งเทพเจ้า นอกจากนี้ มันยังถูกเรียกขานว่าเป็น ‘เจ้าแม่แห่งโลกธรรมชาติ’ (Mother of the natural world) เพราะหน้าในการรักษาสมดุลให้กับธรรมชาติอีกด้วย

และขณะที่ถูกค้นพบถือว่ายังเป็นช่วงที่มอธรากำลังอยู่ในสถานะของ ‘ตัวอ่อน’ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแมลง มีลำตัวสีเขียวอมฟ้า และมีดวงตาสีฟ้าอ่อน แต่ในช่วงโตเต็มวัย มอธราจะมีลักษณะที่คล้ายกับผีเสื้อขนาดยักษ์ ที่มาพร้อมกับปีกขนาดใหญ่ที่มีสีแดง, ส้ม, เหลือง และเรืองแสงออกมาเป็นสีส้ม ซึ่งในส่วนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผีเสื้อเหยี่ยว (Hawk Moth) นั่นเอง

ความสามารถ

การปล่อยแสง : มอธราสามารถปล่อยลำแสงออกมาจากตัวได้ ซึ่งถูกตั้งชื่อเอาไว้ว่า God Rays (รังสีของพระเจ้า) และมีอันตรายอย่างมาก เพราะหากมอธราปล่อยออกมาเมื่อใด ท้องฟ้าจะดับสลายไปชั่วขณะ และส่งผลให้ดวงตาของสิ่งมีชีวิตมืดบอดไปชั่วคราวเลยทีเดียว

การโจมตีด้วยไหม : มอธราสามารถปล่อยไหมออกมา ซึ่งเอาไว้ใช้ยึดเหนี่ยวและมัดศัตรูได้อย่างดีเยี่ยม