David Lynch Oscars ออสการ์เกียรติยศ เดวิด ลินช์

‘ชีวิตมันไร้เหตุผล หนังก็เช่นกัน’ สร้างฝันร้ายแบบ เดวิด ลินช์ ผู้คว้ารางวัลออสการ์เกียรติยศ

Home / bioscope / ‘ชีวิตมันไร้เหตุผล หนังก็เช่นกัน’ สร้างฝันร้ายแบบ เดวิด ลินช์ ผู้คว้ารางวัลออสการ์เกียรติยศ

คุณอาจจะเคยรู้สึกแปร่งประหลาดขณะดูคนตัวน้อยในห้องแดง พูดจากลับประโยคจากหลังมาหน้าในซีรีส์ Twin Peaks หรืออาจจะอิหลักอิเหลื่อเต็มขั้นเมื่อเห็นลูกหน้าตาประหลาดของชายหนุ่มในเมืองอุตสาหกรรม ทุกข์ระทมหดหู่ไปกับชะตากรรมของ เมอร์ริค ที่ต้องแบกรับฉายามนุษย์ช้างอันหนักอึ้งไม่น้อยไปกว่าก้อนเนื้อบนร่าง ฯลฯ และคนที่เสกสรรค์ความรู้สึกเหล่านี้ให้มาอยู่ในหนังของตัวเองได้ -เผลอๆ อาจจะหลากความรู้สึกรวมกัน- คือ เดวิด ลินช์ ผู้กำกับเจ้าของสไตล์และทรงผมที่เก๋พอๆ กันกับหนังของเขา

และล่าสุด ลินช์เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ร่วมกันกับ เวส สตูดี, ลีนา เวิร์ธมุลเลอร์ และ จีนา เดวิส หลังจากเคยเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาแล้วสามครั้งจาก The Elephant Man (1980), Blue Velvet (1986) และ Mulholland Drive (2001) “ออสการ์มอบรางวัลนี้ให้กับผู้ที่อุทิศตนให้แก่ศิลปะมาอย่างยาวนาน และได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมนี้สืบเนื่องต่อไป” จอห์น ไบลีย์ ประธานคณะกรรมการรางวัลออสการ์ให้เหตุผล และด้วยวาระนี้เอง เราจึงอยากชวนทุกท่านไปสำรวจภาพยนตร์ ดนตรีและงานศิลป์สุดจะคัลต์ของผู้กำกับเปี่ยมสไตล์อย่างเดวิด ลินช์กัน!

จุดเด่นในหนังของลินช์นั้นอยู่ที่บรรยากาศแล้งไร้และสารพัดความเหวอที่จับต้นชนปลายแทบไม่ได้ การจัดแสงดุเดือดและการเลือกใช้ดนตรีที่ยิ่งโหมกระหน่ำให้คนดูผวาไปในจักรวาลฝันร้าย เช่นเดียวกันกับคนทำหนังหลายๆ คน ลินช์หยิบจับเอาเรื่องราวและความทรงจำส่วนตัวมาร้อยเรียงเป็นหนังสั้นเรื่องแรกในชีวิต ที่ชื่อเรื่องก็ส่อแววเฮี้ยนเหลือจะรับอย่าง Six Men Getting Sick (1966) …หากแต่ถามว่าแล้วเจ้าหนุ่มน้อยที่เกิดในครอบครัวนักวิทยาศาสตร์ หมกมุ่นกับการย้ายตามครอบครัวไปตามเมืองต่างๆ ชีวิตจะเจอเรื่องเฮี้ยนอะไรจนเป็นต้นตอให้ทำหนังคัลต์ขนาดนี้

คำตอบคือ ไม่มีจ้า (อ้าว) ลินช์มีชีวิตวัยเด็กที่สุขสันต์ตามวัย หากจะมีสักอย่างที่แปลกไปกว่าเด็กรุ่นเดียวกันคือเขาต้องย้ายบ้านและโรงเรียนบ่อยมากตามหน้าที่การงานของพ่อ กระทั่งเมื่อเติบโต โชคชะตาและสถาบันศิลปะก็ได้นำพาให้เขามาสู่รัฐอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยปล่องไฟ เสียงเครื่องจักรและฝุ่นควันอย่างฟิลาเดลเฟีย จนมันเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในหนังยาวเรื่องแรกในชีวิตของเขา Eraserhead (1977)

“เมืองนั้นมันน่ากลัวมากๆ มีเด็กถูกยิงตายข้างทาง เรา (ลินช์กับภรรยา) เคยโดนปล้นสองครั้ง” ลินช์ย้อนอดีต “ถูกเอาหินปาหน้าต่าง รถก็โดนขโมย บ้านถูกงัดตั้งแต่สามวันแรกที่พวกเราย้ายเข้าไปอยู่แล้ว มันอันตรายมาก ความรู้สึกหวาดกลัวนั้นแทบทำให้เราเป็นบ้า มันเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเกลียดชัง… แต่อิทธิพลที่ใหญ่ที่สุดของผมก็มาจากเมืองนี้นี่แหละ”

Eraserhead เล่าถึง สเปนเซอร์ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีนัดไปดินเนอร์บ้านคนรักสาว แต่พบเรื่องชวนหัวต่างๆ มากมายทั้งไก่งวงที่ขยับได้เอง, พ่อแม่ของคนรักที่แผ่รังสีเพี้ยนตลอดเวลา, แฟนสาวที่เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง แถมมากไปกว่านั้น เจ้าหล่อนยังให้กำเนิด ‘เด็ก’ ที่หน้าตาไม่เหมือนเด็กออกมาให้เขารับไปเลี้ยงด้วย

หนังดำเนินเรื่องไปอย่างอกสั่นขวัญแขวนและชวนหดหู่ เสียงเครื่องยนต์จากโรงงาน ความทึบทึมของเมือง ความเพี้ยนคลั่งของผู้คนตลอดจนเสียงเด็กร้องไห้จ้าได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ส่งให้หนังเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูในหมู่นักวิจารณ์ ลินช์ซึ่งในเวลาต่อมาย้ายไปอยู่ในลอสแองเจลิส เขียนบทนี้ขึ้นมาโดยอาศัยความรู้สึกหม่นหมองและสิ้นหวังสมัยยังอยู่ฟิลาเดลเฟีย กลั่นออกมาเป็นสคริปต์หนังความยาว 21 หน้ากระดาษ และเริ่มถ่ายทำอย่างจริงจังในคอกม้ารกร้างเพราะไม่มีเงินไปเช่าวสตูดิโอเป็นเรื่องเป็นราวอย่างคนอื่นเขา แถมตัวหนังยังเผชิญชะตากรรมหดหู่ไม่แพ้เนื้อเรื่องเพราะลินช์ต้องถ่ายๆ หยุดๆ อยู่หลายครั้ง -ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจากเงินทองและทีมงานที่เปลี่ยนตัวกันบ่อยๆ- กว่าจะเสร็จสิ้นก็กินเวลาไปร่วมห้าปี และต่อให้นักวิจารณ์หลายคนจะถูกใจกับความเซอร์แตกของมัน แต่อีกหลายคนก็ยี้หนังอย่างที่สุด

แต่ก็เพราะความคัลต์นรกแตกของมันนี่เองที่หยิบยื่นให้ลินช์ได้ทำหนังลำดับต่อไปอย่าง The Elephant Man เพราะโปรดิวเซอร์ สตวร์ต คอร์นฟีลด์ เห็นพลังงานเฮี้ยนบางอย่างในหัวคนทำหนังหนุ่มจนกรอบผู้นี้ และเสนอบทหนังที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของ โจเซฟ เมอร์ริค (รับบทโดย จอห์น เฮิร์ต) ชายยุควิคตอเรียนซึ่งป่วยเป็นโรคผิวหนังอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดก้อนเนื้อใหญ่ยักษ์ขึ้นทั่วทั้งร่าง จนเขาถูกพาไปออกเร่ในงานละครสัตว์ และถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์จนเสียชีวิตในวัยเพียง 27 ปี หนังประสบความสำเร็จสูงสุดขีดด้วยการชิงออสการ์แปดสาขา ทำรายได้ 26 ล้านเหรียญฯ เฉพาะในอเมริกาเหนือ (จากทุนเพียง 5 ล้านเหรียญฯ) และแจ้งเกิดลินช์ให้เป็นผู้กำกับหน้าใหม่น่าจับตาในทันที

และสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเสมือนแก่นสารสำคัญของลินช์นับตั้งแต่ Eraserhead คือบรรยากาศหดหู่อับเฉา และด้วยเนื้อเรื่องที่ว่าด้วยการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของเมอร์ริค ยิ่งรีดเร้นให้ความหม่นหมองทุกข์ตรมเหล่านี้ชัดขึ้นเป็นลำดับ อีกสี่ปีต่อมา ลินช์ย้ำความสำเร็จและความเซอร์แตกในหนังไซ-ไฟ Dune (1984) ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกที่เขาได้ร่วมงานกับ ไคล์ แม็คลาชแลน อันจะกลายมาเป็นนักแสดงคู่บุญของเขาในเวลาต่อมาในซีรีส์เฮี้ยน Twin Peaks

เนื้อเรื่องห่มคลุมด้วยความหวาดกลัว เพ้อฝัน ราวกับตัวละครและคนดูเดินหลุดเข้าไปในฝันร้ายของใครสักคนที่จับต้นชนปลาย หาคำตอบอันแท้จริงไม่ได้…. เพราะแท้จริงแล้วสำหรับลินช์ ชีวิตก็คือแบบนั้น

“ผมไม่คิดว่าคนจะยอมรับกันง่ายๆ หรอกว่าชีวิตมันไร้เหตุผล ความคิดแบบนี้มันทำให้พวกเขาอึดอัด เป็นเหมือนศาสนาและความลึกลับที่พวกเขาพยายามหาคำตอบและทำทุกอย่างให้เป็นเหตุเป็นผลให้ได้”

หนังของลินช์จึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของหมอกควันพิษ ความดำมืดลึกลับที่เขามองว่ามันแสนจะเปี่ยมเสน่ห์ และการทำลายความลึกลับ -ไม่ว่าจะในเรื่องเล่า ในภาพยนตร์หรืองานศิลป์อื่นๆ- นั้นเป็นความผิดมหันต์เสมอ “ภาพยนตร์เกิดขึ้นได้ก็เพราะมันทำให้เราสัมผัสประสบการณ์ที่อันตรายหรือแปลกประหลาดในชีวิตจริง เราเดินเข้าห้อง หลุดไปในห้วงฝัน ถ้าเราไม่อยากทำให้ใครอารมณ์เสีย ก็ทำหนังเกี่ยวกับการเย็บผ้าไปก็ได้ แต่นั่นก็เกิดสิ่งอันตรายขึ้นได้เหมือนกัน ถึงที่สุด ผมคิดว่าการทำภาพยนตร์คือการหาความสมดุลย์นั่นเอง

“ผมทำหนังก็แค่เพื่ออยากไปอยู่ในโลกอีกใบเฉยๆ ชอบที่ได้หลงทางในโลกใหม่ๆ และภาพยนตร์คือเครื่องมือวิเศษที่ทำให้คุณหลงไปในห้วงฝัน ทำให้คุณตกอยู่ในฝันร้าย การได้หลงทางในโลกภาพยนตร์น่ะเจ๋งจะตายไป

“ฮอลลีวูดทำแต่หนังในขนบ สร้างแต่เรื่องราวที่ผู้คนเข้าใจได้อยู่แล้ว พวกเขาต้องมานั่งกังวลว่าจะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อะไรในหนังไหมที่ทำให้คนดูทุกคนไม่เข้าใจ แต่มันเยี่ยมออกจะตายไปถ้าได้เข้าไปอยู่ในโลกเหนือจริงที่อะไรต่อมิอะไรมันไม่ได้เข้าใจได้ง่ายเหมือนเรื่องทั่วๆ ไป ทำเรื่องที่คุณเที่ยวเอาไมค์ไปจ่อปากใครในโรงหนังแล้วถามเขาไม่ได้ว่า ‘คุณเข้าใจไอ้เรื่องนี้มั้ย’ แต่มันจะสร้างห้วงอารมณ์แปลกประหลาด ความรู้สึกอัศจรรย์ที่คนดูจะสัมผัสได้ และนี่แหละที่จะเปิดประตูบางบานให้คนดูซึ่งผมเรียกว่าเป็นพลังของภาพยนตร์เลยทีเดียว”

นอกจากงานภาพยนตร์ ลินช์ยังขยันทำงานอาร์ตออกมาหลากหลายแขนง ทั้งงานถ่ายภาพที่เน้นแสงสีขาวดำตัดกันและความมึนตึงของตึกยักษ์ งานดนตรีที่เขาออกอัลบั้มอย่างจริงจังสามอัลบั้มถ้วน (ที่เสียงวิจารณ์ส่วนมากไปในทางเดียวกันว่า กลับไปทำหนังเถอะครับพี่ แต่ลินช์ก็หาได้แยแสไม่) ตลอดจนงานศิลปะชวนขนหัวลุก ที่ทำให้เราเห็นว่า ชายผู้นี้คือหนึ่งในคนที่หลงใหลในหมอกควันของฝันร้าย ความเพ้อคลั่งและเรื่องชวนหัวเสียจริงๆ

“ความไร้สาระคือสิ่งที่ผมชอบที่สุดในชีวิตเพราะมันเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน” เขาว่า “ลองถ้าคุณได้เห็นคนวิ่งชนกำแพงซ้ำๆ จนเลือดท่วม สักพักคุณก็จะหัวเราะออกมาเองแหละเพราะมันไม่มีสาระไงล่ะ”