Will Smith วิลล์ สมิธ

5 ฉากจำจาก 5 หนังฟอร์มยักษ์ ที่จะทำให้คุณ(ยิ่ง)ตกหลุมรัก วิลล์ สมิธ

Home / bioscope / 5 ฉากจำจาก 5 หนังฟอร์มยักษ์ ที่จะทำให้คุณ(ยิ่ง)ตกหลุมรัก วิลล์ สมิธ

เมื่อปี 2014 นิตยสาร Forbes จัดอันดับว่า วิลล์ สมิธ ติดอันดับนักแสดงทรงอิทธิพลที่มีรายได้มากที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยที่ผ่านมา มีหนังที่เขาแสดงนำทั้งสิ้น 21 เรื่อง และ 17 เรื่องทำเงินไปได้อย่างต่ำเฉลี่ยเรื่องละ 100 ล้านเหรียญฯ

แต่ไม่ใช่แค่รายได้หนังเท่านั้นที่ทำให้สมิธยืนหนึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมสุดเคี่ยวของฮอลลีวูด เขายังแสดงฝีมือจัดจ้านในหนังดราม่าจนเข้าชิงออสการ์สาขานำชายสองครั้งใน Ali (2001) และ The Pursuit of Happyness (2006) บวกรวมกับการนั่งแท่นผู้บริหารสตูดิโอ Overbrook Entertainment จัดจำหน่ายหนังฟอร์มยักษ์ร่วมกันกับ เจมส์ ลาสซิเตอร์ ทำให้เขาเป็นมากกว่านักแสดงในฮอลลีวูด แต่ยังร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ด้วยการทำหนังและซาวด์แทร็คด้วย

เราหลายๆ คนน่าจะเคยรับชมผลงานของสมิธผ่านหนังหลายๆ เรื่อง และนี่คือหนัง 5 เรื่องที่ทำเงินในวันเปิดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของสมิธตามลำดับ พร้อมฉากจำที่จะทำให้เราหลงรักเขาและการแสดงของเขายิ่งขึ้นกว่าเดิม (อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร Forbes)

 

Hancock (2008, ปีเตอร์ เบิร์ก)
เปิดตัว 227.9 ล้านเหรียญฯ

สมิธรับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ขี้เมาไม่เอาไหนนาม แฮนค็อค เขาคอยปกป้องเมืองอยู่เนืองๆ แต่ด้วยความเมามายแถมไม่กินเส้นกับตำรวจทำให้เขาไม่แยแสถึงผลลัพธ์ที่จะตามมานัก ผลคือแม้ผู้คนจะรอดปลอดภัยจากโจรร้ายหรืออุบัติภัย แต่ก็ยังต้องมารับมือกับซากความเสียหายอันชวนละเหี่ยที่แฮนค็อคทิ้งไว้ให้ จนถูกสาปส่งว่าเป็นยอดมนุษย์ที่ไร้หัวจิตหัวใจและน่ารังเกียจที่สุด

Hancock เป็นหนึ่งในหนังแอ็กชั่นที่แม้นักวิจารณ์หลายคนจะไม่ชื่นชอบมันนักเพราะความเซอร์แตกหลายๆ ประการ หากแต่มันกลับกวาดกลุ่มคนดูกลุ่มใหญ่แถมกำไรไปได้อย่างงดงาม จนระยะหลังๆ คนต้องถามหาว่า นอกจากฮีโร่สุดเนี้ยบในชุดยูนิฟอร์มหรูที่เราเห็นบนจอภาพยนตร์ทุกวันนี้ โลกควรจะมีฮีโร่ขี้เมาไม่ยอมอาบน้ำแบบแฮนค็อคดูบ้างนะ

ฉากจำที่ตราตรึง : หนึ่งในฉากจำที่เป็นอีกฉากขายของหนังคือเมื่อแฮนค็อคตัดสินใจปรับเนื้อปรับตัวเพื่อให้ “เป็นที่รัก” ของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง ด้วยการเข้าช่วยตำรวจปราบปรามโจรปล้นธนาคาร พร้อมความตั้งใจว่าจะหัดทำตัวดีกับคนอื่นบ้าง (แถมโกนหนวดเครามาจากบ้านเรียบร้อย) ด้วยการชมเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งก่อนนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาจลอดว่า “ทำดีมาก!” แบบฝืนๆ จนคนรอบตัวปั้นหน้ากันไม่ถูก เซอร์แตกกว่าคือเขาต้องอุ้มสาวคนเจ็บจากการปะทะและตะโกนถามแบบซื่อๆ ว่า “ขออนุญาตแตะตัวได้ไหมครับ” คนอีกฝ่ายคำรามฝ่าดงกระสุนมาว่า “เออ!” ซึ่งทำให้เห็นถึงการพยายามกลับเข้าระบบสังคม -ที่เขาเกลียดหนักหนา- อีกครั้งของแฮนด์ค็อค เพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับและรู้สึกรังเกียจโลกน้อยลง

 

Men in Black (1997, แบร์รี ซอนเนนฟีลด์)
เปิดตัว 250.7 ล้านเหรียญฯ

แฟรนไชส์ชายชุดดำไล่ปราบมนุษย์ต่างดาวลักลอบเข้าโลกมนุษย์ ซึ่งกำลังจะมีภาคแยกเตรียมออกฉายเร็วๆ นี้อย่าง Men in Black: International (2019, เอฟ แกรี เกรย์) โดยมันว่าด้วยเรื่ององค์กรลับที่มีหน้าที่ดักจับเหล่ามนุษย์ต่างดาวที่แอบลอบเข้ามาในโลกอย่างผิดกฎหมาย และพร้อมกันนั้นก็รักษาความสงบสุขโดยการปิดเรื่องมนุษย์ต่างดาวไว้เป็นความลับ สมิธรับบทเป็น เจ้าหน้าที่เจ หนุ่มน้อยไฟแรงอดีตตำรวจที่ผันตัวมาเป็นคู่หูของ เจ้าหน้าที่เค (ทอมมี ลี โจนส์) เพื่อนร่วมงานรุ่นเก๋าที่ออกไล่จับมนุษย์ต่างดาวตัวร้ายด้วยกัน

มันสร้างมาจากคอมิค The Men in Black ที่ขายสิทธิ์ให้สตูดิโอมาสร้างเป็นหนังตั้งแต่ปี 1992 แต่กว่าจะผ่านขั้นตอนการเขียนบท หาผู้กำกับ นักแสดงและทีมงาน เวลาก็ล่วงมาจนถึงกลางยุค 90 ซอนเนนฟีลด์คว้าตัวสมิธมารับบทเจ้าหน้าที่เจได้เพราะภรรยาของเขาเป็นแฟนหนังสมิธมาตั้งแต่ซีรีส์ The Fresh Prince of Bel-Air และบอกกับซอนเนนฟีลด์ว่าเขาอาจจะเหมาะกับบทเจ้าหน้าที่หนุ่มหัวร้อนนี้ก็เป็นได้ และเป็นดังนั้น เมื่อสมิธสร้างภาพจำของการเป็นหน่วยจารชนจอมแสบผู้มาพร้อมวลีแสบสันจนคู่หูต้องเวียนหัวบ่อยครั้ง ความสำเร็จของหนังส่งให้มันมีต่ออีกสองภาค โดยสมิธและโจนส์ยังคงรับบทนำอย่างสม่ำเสมอ

ฉากจำที่ตราตรึง : พ้นไปจากฉากต่อกรกับมนุษย์ต่างดาวร้ายกาจซึ่งเป็นฉากขายของหนังแล้ว เรายังประทับใจกับไหวพริบและอารมณ์ขันของเจ้าหน้าที่เจด้วย ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาในองค์กรนี้อย่างเต็มตัว เขาจำต้องเข้ารับการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ท่ามกลางคนหนุ่มคนอื่นๆ ที่ปรากฏตัวในชุดเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ กับมาดเคร่งเครียด ตัวเอกของเรากลับปรากฏตัวในชุดลำลอง แถมยังลากเอาโต๊ะกลางห้องมารองกระดาษขณะที่คนอื่นๆ วุ่นวายอยู่กับการพยายามไม่ทำให้หน้ากระดาษทะลุเป็นรูเพราะดินสอทิ่ม

 

I Am Legend (2007, ฟรานซิส ลอว์เรนซ์)
เปิดตัว 256.4 ล้านเหรียญฯ

สร้างขึ้นจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ ริชาร์ด แมตธีสัน เล่าถึงโลกที่ล่มสลายและถูกยึดครองโดยซอมบี้ที่ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดของไวรัส โรเบิร์ต เนวิลล์ (สมิธ) อดีตนักไวรัสวิทยาประจำกองทัพสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในไม่กี่่คนที่รอดชีวิตกับ แซม หมารักคู่ใจสายพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด และในโลกแล้งไร้นี้ เขาดิ้นรนมีชีวิตต่อไปอย่างโดดเดี่ยว สอดสายตาหาความหวังในการจะสร้างวัคซีนขึ้นมาเพื่อแก้ไขความพินาศเหล่านี้ จนเมื่อความโดดเดี่ยวเข้ากัดกิน เนวิลล์ตั้งคำถามว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยผีดิบนี้ หรือเขาจะเป็นคนเดียวที่ “เป็นอื่น”

เพียงเปิดตัว มันก็ทำเงินมากไปกว่าทุนสร้างซึ่งอยู่ที่ 159 ล้านเหรียญฯ อาจเพราะช่วงนั้นหนังที่ว่าด้วยซอมบี้กำลังเป็นที่นิยมสุดขีด ทั้งการมาถึงของแฟรนไชส์ Resident Evil (2002, พอล ดับเบิลยู เอส แอนเดอร์สัน), 28 Days Later… (2002, แดนนี บอยล์) เรื่อยมาจนหนังที่เข้าฉายไล่เลี่ยกันอย่าง 28 Weeks Later (2007, ฆวน คาร์ลอส เฟรส์นาดิลโล) หากแต่สิ่งที่ทำให้ I Am Legend โดดเด่นไม่เพียงแค่เส้นเรื่องที่ว่าด้วยความโดดเดี่ยวของมนุษย์เท่านั้น หากแต่ยังการต่อสู้ และการตั้งคำถามกับตัวเองในฐานะสิ่งแปลกปลอมของโลกอีกด้วย

ฉากจำที่ตราตรึง : เมื่อเนวิลล์จำต้องตัดสินใจปลิดชีพแซมที่ติดเชื้อผีดิบมาในห้องครัวเล็กแคบ สำหรับเนวิลล์แล้ว แซมไม่ใช่แค่หมาหรือเพื่อนรักเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและโลกใบเก่าที่เขารู้จัก โดยปราศจากไดอะล็อก มีแต่เพียงสีหน้าเจ็บปวดและเศร้าสร้อย สมิธแสดงฉากนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนหลายคนต้องเสียน้ำตาให้หนังซอมบี้แบบตั้งตัวไม่ติด (อย่างน้อยก็จากคนรักหมาทั้งหลาย)

 

Independence Day (1996, โรแลนด์ เอ็มเมอริช)
เปิดตัว 306.2 ล้านเหรียญฯ

นี่คือหนังที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงที่สุดตลอดกาลของสมิธ (กวาดเงินไปทั้งสิ้น 817.4 ล้านเหรียญฯ จากการฉาย) โดยมันมีหลายองค์ประกอบที่ทำให้เจ้าหนังที่ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวบุกโลก (อีกแล้ว) เรื่องนี้ประสบความสำเร็จระเบิดระเบ้อ ประการแรก พล็อตเรื่องของมันผูกโยงกับความมั่นของและความเป็นชาติของสหรัฐฯ ที่หลายคนโหยหาในเวลานั้น พร้อมฉากที่ประธานาธิบดีสปีชให้กำลังใจนายทหารกล้าออกไปต่อสู้มนุษย์ต่างดาว ประการที่สอง มันเต็มไปด้วยนักแสดงดาวรุ่งของยุคทั้งสมิธ (ที่หล่อท็อปฟอร์มสุดขีด), เจฟฟ์ โกลด์บลัม, บิลล์ พูลล์แมน และประการที่สาม มันเข้าฉายในช่วงวันชาติสหรัฐฯ (4 กรกฎาคม) พร้อมกันกับพล้อตที่ผูกความเป็นชาติไว้ ไม่แปลกเลยที่คนจะแห่ไปดูจนโรงแทบถล่มตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาย

Independence Day หรือ ID4 ว่าด้วยโลกในวันที่มนุษย์ต่างดาวมาเยือน สตีฟ (สมิธ) นายทหารที่ออกมาหยิบหนังสือพิมพ์ง่วงๆ เป็นต้องตะลึงสุดขีดเมื่อเห็นยานแม่ขนาดยักษ์ลอยอยู่เหนือหลังคาบ้านตัวเอง พร้อมจลาจลเต็มขั้นเมื่อเพื่อนบ้านหาทางอพยพกันจ้าละหวั่น และเพื่อจะหาทางกำจัดผู้มาเยือนแสนคุกคามนี้ ปธน. (พูลล์แมน) จึงเปิดรับหาหนทางจากคนนอก นำมาสู่การมาเยือนของ เลวินสัน (โกลด์บลัม) นักวิทยาศาสตร์ขี้หงุดหงิด ที่หาทางเจาะระเบิดยานยักษ์ของมนุษย์ต่างดาวได้ ด้วยการทำให้มัน “เป็นหวัด” (เอ๊ะ)

ฉากจำที่ตราตรึง : คนดูเห็นมนุษย์ต่างดาวหน้าตาประหลาด แถมยังเก่งกาจสุดขีดเสียจนไม่รู้ว่ามนุษย์จะต่อกรกับมันอย่างไร หากแต่เจ้าหน้าที่สตีฟผู้หัวร้อนสุดขีด และหงุดหงิดกับการถูกมนุษย์ต่างดาวไล่บี้มาโดยตลอด ก็หาทางคว่ำยานลูกได้ด้วยความเก่งกาจ (พร้อมสบถด่าศัตรูไปทั้งทาง) แต่ที่เจ๋งที่สุดคือการกระโดดออกมาจู่โจมของมนุษย์ต่างดาว ที่สตีฟสาวหมัดใส่หน้าดอกเดียวจนน็อค (“ยินดีต้อนรับโว้ย!”) แถมนั่งสูบซิการ์ต่อหน้าตาเฉยแล้วลากร่างหมดสติของมนุษย์ต่างดาวข้ามทะเลทรายไปพลาง บ่นเรื่องกลิ่นเหม็นนรกแตกของมันไปพลาง และอะไรจะน่าจดจำไปเสียยิ่งกว่าการได้เห็นมนุษย์น็อคมนุษย์ต่างดาวด้วยมือเปล่าได้อีกล่ะ

 

Suicide Squad (2016, เดวิด เอเยอร์)
เปิดตัว 325.1 ล้านเหรียญฯ

หนังฟอร์มยักษ์จากจักรวาลดีซี ที่ว่าด้วยการรวมตัวของเหล่าวายร้ายที่มีอำนาจพิเศษ ให้มาจัดการกับภารกิจอันตรายเพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษ และ เดดช็อต (สมิธ) คือหนึ่งในลูกทีมที่ถูกลากมาให้ร่วมภารกิจอย่างเสียมิได้ จากความสามารถในการลอบยิงที่แม่นยำยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้นของเขา พร้อมกันกับ ควินน์ (มาร์โกต์ ร็อบบี) หญิงสาวผู้เป็นคนรักของโจ๊กเกอร์ และสารพัดเพื่อนร่วมทีมที่ชิงชังกันยิ่งกว่าอะไรดี เพื่อเอาชนะศัตรูซึ่งเป็นแม่มดและมีอำนาจในการสะกดให้คนตกอยู่ในห้วงความฝันที่ปรารถนาที่สุดได้

ฉากจำที่ตราตรึง : สิ่งที่เดดช็อตปรารถนามาตลอดคือการได้หวนกลับไปอยู่กับลูกสาว และแม้ว่าเขาจะโดนนางแม่มดสะกดภาพให้เห็นลูกสาวอ้อนวอนอย่าลั่นไกใส่นาง แต่เดดช็อตก็รู้ดีอยู่แล้วว่านั่นเป็นแต่เพียงภาพมายาและตัดสินใจเหนี่ยวไก ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลปะปนไปกับน้ำตาของเขา