Freddie Highmore Good Doctor Joo Won Kento Yamazaki Savant Syndrome ซีรีส์ญี่ปุ่น ซีรีส์อเมริกัน ซีรีส์เกาหลี หมอ ออทิสติก

3 เหตุผลที่เราต้องดู Good Doctor ซีรีส์ดัง 3 เวอร์ชั่น 3 สัญชาติ

Home / bioscope / 3 เหตุผลที่เราต้องดู Good Doctor ซีรีส์ดัง 3 เวอร์ชั่น 3 สัญชาติ

ในช่วงหลายปีมานี้ หนึ่งในซีรีส์ที่เป็นที่พูดถึงอย่างน่าประทับใจทั้งจากฝั่งตะวันออกและตะวันตก ก็คงหนีไม่พ้น Good Doctor ที่มีต้นธารมาจากซีรีส์ต้นฉบับสัญชาติเกาหลีใต้ปี 2013 -อันว่าด้วยชีวิตของศัลยแพทย์หนุ่มรุ่นใหม่ผู้มีอาการออทิสติกที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง- และถูกซื้อสิทธิ์นำไปดัดแปลงอีกถึง 2 สัญชาติด้วยกันคือ อเมริกัน (ปี 2017-ปัจจุบัน – กำลังจะมีซีซั่นที่ 3 เร็วๆ นี้) และญี่ปุ่น (ปี 2018) ซึ่งก็ได้รับคำชมอย่างหนาหูในทุกเวอร์ชั่น (โดยของอเมริกาเป็นเวอร์ชั่นเดียวที่มีคำว่า The นำหน้า กลายเป็น The Good Doctor)

ว่าแต่องค์ประกอบใดบ้างหนอที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็น ‘ขวัญใจผู้ชม’ อยู่เสมอ แม้ว่ามันจะถูกสร้างมาแล้วถึง 3 ครั้ง 3 คราว!

Good Doctor เวอร์ชั่นเกาหลีใต้
1) เพราะตัวละครหลัก…ที่แม้จะเป็นออทิสติก แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างสุดความสามารถ

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าตัวละครเอกของเรื่องคือ ศัลยแพทย์หนุ่มรุ่นใหม่ผู้มีอาการออทิสติกอย่าง พัคชีอน ในเวอร์ชั่นเกาหลีใต้, ฌอน เมอร์ฟี ในเวอร์ชั่นอเมริกัน (ที่ผู้สร้างพยายามคงการออกเสียงให้ใกล้เคียงชื่อเวอร์ชั่นต้นฉบับมากที่สุด คือ ชีอน > ฌอน) และ มินาโตะ ชินโด ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ที่(ทั้งหมด)ต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านฝีมือการผ่าตัด โดยอิงจากวิธีการมองให้เห็นออกมาเป็น ‘ภาพ’ และพรสวรรค์ในการจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างแม่นยำของเขา ซึ่งเป็นผลมาจากอาการออทิสติกแบบ ซาว็องต์ ซินโดรม หรือ Savant Syndrome (ออทิสติกที่ก่อให้เกิดความสามารถพิเศษหรือถึงขั้นเป็นอัจฉริยะ) นี่เอง

และที่สำคัญ ตัวละครนี้ยังเป็นคนที่มีน้ำจิตน้ำใจและพยายามช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ แม้ว่าเขาจะ ‘ไม่เหมือนคนอื่น’ และจะต้องพบเจอกับอุปสรรคที่หนักหนาแค่ไหนก็ตาม ซึ่งนี่เองที่ทำให้เขาเป็นตัวละครที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องหลงรัก และยังช่วยสร้างความแตกต่างหลากหลายให้กับซีรีส์ในแนวทางนี้-ที่ว่าด้วยชีวิตของผู้คนในวงการแพทย์-อย่างน่าชื่นชม

The Good Doctor เวอร์ชั่นอเมริกัน

2) เพราะนักแสดงนำ…ที่ถ่ายทอดบทบาทดังกล่าวออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

แต่ตัวละครนี้จะโดดเด่นเป็นที่จดจำไม่ได้เลย หากปราศจากการแสดงอันแข็งแรงของบรรดาชายหนุ่มในแต่ละสัญชาติผู้มารับบทนี้ ซึ่งทั้ง จูวอน (เวอร์ชั่นเกาหลีใต้) -ผู้เคยรับบท อีคงโท วีรบุรุษเย็นชาในซีรีส์ Bridal Mask-, เฟร็ดดี ไฮมอร์ (เวอร์ชั่นอเมริกัน) -ผู้เคยรับบท นอร์แมน เบตส์ เด็กหนุ่มที่กลายมาเป็นฆาตกรสุดซับซ้อนในซีรีส์ Bates Motel– และ เคนโตะ ยามาซากิ (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) -ผู้เคยรับบท แอล หนุ่มอัจฉริยะบุคลิกแปลกประหลาดในซีรีส์ Death Note– ต่างก็ทำหน้าที่ของตนในฐานะของนักแสดงนำได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากการแสดงออกทางอารมณ์ในมิติต่างๆ ตามแบบฉบับของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปแล้ว พวกเขาก็ยังถ่ายทอด ‘อาการออทิสติก’ ในแบบของตัวเองออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือและน่าเห็นอกเห็นใจ เมื่อเรื่องราวในแต่ละตอนได้นำพอตัวละครของพวกเขาไปปะทะกับปัญหาต่างๆ ทั้งการผ่าตัดที่แขวนอยู่บนความเป็นความตายของผู้ป่วย, การผูกมิตรกับผู้คนรอบข้างที่ไม่ใคร่จะไว้วางใจเขาเท่าไหร่ รวมถึงการตกหลุมรักเพื่อนเพศตรงข้าม (ซึ่งของเกาหลีใต้ดูจะเน้นความกุ๊กกิ๊กในจุดนี้มากกว่าใครเพื่อน)

อ้อ นอกจากนี้ ไฮมอร์ในเวอร์ชั่นอเมริกันยังเป็นทั้งโปรดิวเซอร์ และคนเขียนบทกับผู้กำกับในบางตอนของซีซั่น 2 อีกด้วยนะเออ!

Good Doctor เวอร์ชั่นญี่ปุ่น
3) เพราะเรื่องเล่า…ที่ศรัทธาในความดีงามของมนุษย์ผู้บกพร่อง แตกต่าง และหลากหลาย

ตลอดความยาว 10-20 ของซีรีส์ในแต่ละเวอร์ชั่น ผู้ชมจะได้สัมผัสกับเรื่องเล่าอันเข้มข้นของการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองในห้องผ่าตัดของตัวละครดังกล่าว ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ผู้คนแวดล้อม-ทั้งจากตัวคนไข้เอง, ญาติคนไข้ ไปจนถึงเพื่อนหมอ/ผู้บริหารร่วมวิชาชีพ-สามารถเชื่อใจเขาได้ในฐานะของศัลยแพทย์มืออาชีพผู้มีจิตใจมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้คน แม้ว่าตัวเองจะมีความบกพร่องทางร่างกายก็ตาม เขาต้องใช้ทั้งฝีมือและความทุ่มเทในการเปลี่ยนแปลงความไม่เชื่อมั่นที่คนเหล่านั้นมีต่อตัวเขาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาการออทิสติกของตัวเอก และกรณีการรักษาอันสุ่มเสี่ยงและท้าทายต่างๆ ที่เขาต้องรับมือในซีรีส์นั้น ล้วนผ่านการหาข้อมูลวิจัยอย่างหนักหน่วงของทีมเขียนบทมาแล้วทั้งสิ้น โดยในเวอร์ชั่นอเมริกันถึงขั้นแสดงให้เห็นวิธีการรักษาอย่างละเอียดลออ และเอานักแสดงออทิสติกจริงๆ มาเข้าฉากด้วย ขณะที่เวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะมีเรื่องราวที่เน้นหนักไปยังการรักษาผู้ป่วยเด็กมากกว่า

โดยนอกจากนี้ เวอร์ชั่นอเมริกันยังพยายามที่จะดัดแปลงหลายอย่างให้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด (แม้จะมีจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วกว่าก็ตาม) ทั้งการใช้แฟลชแบ็ค (flashback) เพื่อพาผู้ชมไปสำรวจชีวิตวัยเด็กที่ถูกพ่อรังแกจนกลายเป็นปมในใจของเขา รวมถึงความผูกพันที่เขามีต่อพี่ชาย, การวาดภาพการผ่าตัดในจินตนาการ หรือโดยเฉพาะใน ‘ตอนแรก’ ที่ทั้งจังหวะการเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ไปจนถึงการพูดโน้มน้าวคณะผู้บริหารของโรงพยาบาลให้ลองให้โอกาสเขาที่จะรักษาผู้ป่วยที่เหมือนเป๊ะแบบประโยคต่อประโยคเลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นไหน เรื่องราวใน (The) Good Doctor ก็ยังคงสามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ชมได้ไม่ยาก และทำให้พวกเขาเอาใจช่วยตัวละครหมอ-ผู้ขาดพร่องแต่มีหัวใจที่ห่วงใยเพื่อนมนุษย์-คนนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง – ซึ่งนั่นน่าจะถือเป็นเสน่ห์ประการสำคัญของซีรีส์เรื่องนี้ที่มัดใจผู้ชมจากทั่วโลกได้จนถึงขั้นต้องเสียน้ำตา ไม่ว่าสัญชาติใดก็ตาม