Dark Phoenix x-men

‘X-Men Universe’ ย้อนตำนาน X-Men ก่อนปิดฉากใน Dark Phoenix

Home / bioscope / ‘X-Men Universe’ ย้อนตำนาน X-Men ก่อนปิดฉากใน Dark Phoenix

เดินทางมาถึงบทสรุปสุดท้ายแล้วสำหรับแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ภายใต้การผลิตของค่าย Fox ก่อนย้ายไปอยู่กับค่ายดิสนีย์อย่างถาวร Dark Phoenix (2019, ไซมอน คินเบิร์ก) คือหนังลำดับสุดท้ายที่มาเพื่อปิดท้ายเหล่ายอดมนุษย์ X-Men ที่เดินทางอยู่ในโลกคอมิคและโลกภาพยนตร์มานานนับทศวรรษ

X-Men ปรากฏตัวในการรับรู้ของผู้คนเป็นครั้งแรกตั้งแต่ยุค 60 เมื่อ แจ็ค เคอร์บี กับ สแตน ลี เขียนเรื่องราวของมนุษย์กลายพันธุ์ลงคอมิกของค่ายมาร์เวล (ซึ่งมีสาขาแยกเป็นจักรวาล Avengers) ก่อนที่มันจะประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการกลายมาเป็นซีรีส์ฉายทางโทรทัศน์ หนังและวิดีโอเกม โดยเรื่องราวหลักๆ ว่าด้วยเรื่องของเหล่ามนุษย์มิวแตนต์ที่เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษของยีน X และพลังของพวกเขาทำให้มนุษย์ที่ไม่มีอาวุธหวาดกลัวจนออกล่า ตลอดจนหลอกใช้เป็นอาวุธ จนเหล่ามิวแตนต์แค้นเคืองและแบ่งออกเป็นสองฝ่ายใหญ่ๆ ฝ่ายแรกนำโดย ศาสตราจารย์เอ็กซ์ หรือ ชาร์ลส์ เซเวียร์ ชายผู้มีพลังจิตในการควบคุมและอ่านใจผู้คน หากแต่อุบัติเหตุจากการต่อสู้ทำให้เขาต้องนั่งรถเข็นตลอดชีพ เขาพยายามทำทุกทางให้มิวแตนต์ได้รับการยอมรับและอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ได้อย่างสันติ ขณะที่อีกฝ่ายคือ เม็กนีโต หรือ เอริค เลห์นเชอร์ ชายผู้ควบคุมโลหะได้ตามใจนึกและเคยถูกมนุษย์ทำร้ายมาตั้งแต่ยังเด็กจนครอบครัวแตกแยก เป้าหมายของเขาคือการทำลายมนุษย์เพื่อชำระแค้นความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญมาโดยตลอด และการพยายามใช้อำนาจเพื่อทำลายมนุษยชาติของเขานั้นเป็นต้องถูกขัดขวางจากเซเวียร์ อดีตเพื่อนสนิทและเหล่านักเรียนจากโรงเรียนพลังพิเศษของเซเวียร์เสมอไป

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากคอมิก Spider-Man และเหล่ายอดมนุษย์ใน Avengers ลีก็อยากสร้างแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ขึ้นมาอีกกลุ่ม “ผมเขียนให้ตัวละครถูกแมงมุมกัดหรือโดนรังสีแกมม่าระเบิดใส่อีกไม่ได้หรอก เขียนแบบนั้นขึ้นมาอีกมันแย่เกินไป” ลีกล่าวถึงต้นกำเนิด X-Men “เลยบอกตัวเองว่า ‘ทำไมไม่เรียกพวกเขาว่าเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ล่ะ… ถ้าพวกเขากำเนิดมาพร้อมพลังพิเศษแบบนี้’ และนั่นแหละครับคือที่มา”

“ผมเขียน X-Men ขึ้นมาด้วยความเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง” เคอร์บีซึ่งร่วมสร้างสรรค์กับลีกล่าว “คุณจะทำอะไรกับมนุษย์กลายพันธุ์ที่เป็นเด็กหนุ่มเด็กสาวธรรมดาๆ กันล่ะ คุณก็สอนหนังสือเขา พัฒนาทักษะต่างๆ ของเขา ผมก็เลยสร้างคุณครูก็คือศาสตราจารย์เอ็กซ์ขึ้นมา

“ผมสร้าง X-Men ขึ้นมาในฐานะที่พลังพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่าพลังเหล่านี้อาจจะเป็นโทษหรือเป็นคุณต่อมนุษย์คนอื่นๆ ก็ได้ทั้งนั้น แต่ผมเชื่อว่าหากเราเป็นพวกเดียวกันกับเหล่ามิวแตนต์ พวกเขาจะช่วยเหลือ หรือมากกว่านั้นคืออาศัยอยู่ได้ด้วยกันอย่างสันติด้วย”

เดิมทีเรื่องราวของเหล่า X-Men เกือบจะได้สร้างเป็นหนังเสียตั้งแต่ปี 1989 กับค่าย Orion Pictures แล้ว หากแต่ติดปัญหาหลายประการจนผลัดมือมาถึงค่าย Fox ที่คว้าสิทธิ์ในการทำเป็นภาพยนตร์ และได้ตัว ไบรอัน ซิงเกอร์ ที่เพิ่งจะดังระเบิดจากหนังหักมุมระดับตำนานอย่าง The Usual Suspects (1995) และตั้งใจจะทำให้มันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีท่าทีจริงจังและดุเดือดกว่าการเป็นหนังยอดมนุษย์ที่หลายคนคาดหวังไว้ ก่อกำเนิดเป็น X-Men (2000) ออกฉายขึ้นเป็นภาคแรก ด้วยทุนสร้าง 75 ล้านเหรียญฯ มันประสบความสำเร็จใหญ่โตสุดขีดด้วยรายรับ 297 ล้าน โดยมันว่าด้วยเรื่องของโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ (แพทริก สตรว์ต) กับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในสังกัด และเม็กนีโต (เอียน แม็กเคนเล็น) ที่รวบรวมชาวมิวแตนต์มาไว้ด้วยกันเพื่อจุดประสงค์ในการทำลายล้าง เขาออกตามล่าชายไร้ความทรงจำนาม โลแกน (ฮิวจ์ แจ็คแมน) ซึ่งงอกกรงเล็บแหลมคมและฟื้นคืนร่างกายจากอาการบาดเจ็บจนได้ฉายาว่า วูล์ฟเวอรีน ฟากโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ก็หยิบยื่นข้อเสนอให้โลแกนว่าหากมาเข้าร่วมกับกลุ่มเขา และตั้งใจจะอยู่กับมนุษย์อย่างสันติ เขาจะช่วยโลแกนออกตามล่าความทรงจำให้

ความสำเร็จของหนังส่งให้มีภาคต่ออย่าง X2: X-Men United (2003, ซิงเกอร์) และ X-Men: The Last Stand (2006, แบร็ตต์ เร็ตเนอร์) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เรื่องราวในจักรวาลขมวดเข้มข้นและนำเสนอการเผชิญหน้ากันระหว่างแนวคิดทำลายล้างและสันติของสองตัวละครหลักอย่างโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์กับเม็กนีโต ก่อนจะสร้างภาคแยกเพื่อรื้อฟื้นห้วงยามในอดีตของโลแกนจาก X-Men Origins: Wolverine (2009, กาวิน ฮูด) ว่าด้วยชีวิตของโลแกนตั้งแต่วัยเด็ก (รับบทโดย ทรอย ซีวาน!) และสาเหตุที่ทำให้เขาพเนจรเจ็บปวดไร้ความทรงจำในตอนโต

Fox ตัดสินใจขยายแฟรนไชส์ขึ้นอีกขั้นโดยการหวนย้อนไปยังอดีตของโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์และเม็กนีโต รับบทโดย เจมส์ แม็กอะวอย และ ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ ตามลำดับ เส้นเรื่องหลักๆ คือเรื่องราวของเซเวียร์ที่พบว่าตัวเองมีพลังจิต เขาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเลห์นเชอร์มาก เพราะฝ่ายหลังนั้น ความเป็นยิวทำให้เขากับแม่ถูกโยนเข้าค่ายกักกัน หนำซ้ำยังถูกพรากออกจากกันจนเป็นสาเหตุแห่งการระเบิดพลังและความแค้นของเขา ทั้งคู่โคจรมาเจอกันและอยู่ด้วยกันอย่างสันติก่อนจะแตกคอกันเมื่อเลห์นเชอร์ปรารถนาจะทำลายมนุษย์อย่างรุนแรงขณะที่เซเวียร์ไม่เห็นด้วย ภายหลังการสู้รบ เซเวียร์โดนลูกหลงจากกระสุนเข้ากลางหลังจนเดินไม่ได้ เขาจึงต้องนั่งรถเข็นอย่างยาวนานนับจากนั้น ขณะที่เลห์นเชอร์ เรียนรู้ที่จะปิดกั้นการอ่านใจของเซเวียร์ได้ด้วยการสวมหมวกโลหะไว้ตลอดเวลาใน X-Men: First Class (2011, แมตทิว วอห์น)

นักวิจารณ์หลายคนลงความเห็นว่าสิ่งที่ทำให้ X-Men เป็นแฟรนไชส์ที่อยู่มาได้อย่างยาวนานและมีแฟนๆ ตามดูเสมอไม่ว่าจะสร้างภาคแยกหรือ Spin-off อีกสีกกี่ภาค ทั้ง The Wolverine (2013, เจมส์ แมนโกลด์ -เล่าเรื่องของวูล์ฟเวอรีนล้วนๆ), Deadpool (2016, ทิม มิลเลอร์ -ฮีโร่กวนโอ๊ยที่ซ่อมแซมตัวเองได้เรื่อยๆ), Logan (2017, แมนโกลด์ -ปิดตำนานวูล์ฟเวอรีน) นั่นเพราะประการแรก ตัวละครในแฟรนไชส์นี้เปี่ยมเสน่ห์เสมอ พวกเขาเป็นมนุษย์ที่เกิดมาพร้อมพลังพิเศษและบุคลิกน่าจับตา ทั้งความไม่แยแสคนของโลแกน, ความร้ายกาจแต่ก็เปี่ยมเสน่ห์ของเลห์นเชอร์, ความอ่อนโยนของเซเวียร์หรือความกวนอารมณ์ของเจ้าเดดพูล และเหล่านักแสดงที่ยิ่งขับให้บทบาทเหล่านี้น่าติดตามมากยิ่งขึ้น แต่เหนืออื่นใด เราล้วนอยากเห็นพวกเขาใช้พลังพิเศษที่ได้รับมาตั้งแต่เกิดราวกับเป็นของขวัญจากพระเจ้าต่อสู้ ห้ำหั่นและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันบนจอภาพยนตร์

และแม้ว่า Dark Phoenix จะเป็นบทสุดท้ายของแฟรนไชส์นี้ แต่มันยังมีก้าวต่อไป -ในค่ายแห่งใหม่- อย่าง The New Mutants (2020) ที่ว่าด้วยมิวแตนต์ห้าคนที่จำต้องมารวมกลุ่มกันเพื่อเอาชีวิตรอดจากการไล่ทำลายล้างของศัตรู และน่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่า การเดินทางครั้งใหม่ของมนุษย์กลายพันธุ์จะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อออกพ้นจากชายคา Fox แล้ว