Mindhunter My Friend Dahmer Once Upon a Time in Hollywood Quentin Tarantino Taxi Driver Waco Zodiac คดีฆาตกรรม ฆาตกรรม หนังฆาตกรรม

‘ขวบปีแห่งอาชญากรรมและฆาตกรต่อเนื่อง’ รู้จักความโหดยุค 60-70 ผ่านหนังโลก

Home / bioscope / ‘ขวบปีแห่งอาชญากรรมและฆาตกรต่อเนื่อง’ รู้จักความโหดยุค 60-70 ผ่านหนังโลก

นักแสดงสาวท้องแก่ คนรักของผู้กำกับหนุ่มไฟแรงแห่งยุค ถูกพบเป็นศพด้วยการกรีดร่างเธอผ่ากลาง พร้อมคว้านเต้านมทิ้ง

ฆาตกรต่อเนื่องที่สังหารเหยื่อแล้วส่งรหัสลับสี่ชุดให้แก่ทางการ ในเวลาต่อมาเขาหรือเธอถูกขนานนามว่า ‘ฆาตกรจักรราศี’

หญิงสาวและเด็กถูกลักพาตัว ก่อนจะถูกพบเป็นศพพร้อมร่องรอยการถูกชำเรา

เด็กชายหายสาบสูญ หลายปีต่อมาพวกเขาถูกพบว่า เป็นอาหารของฆาตกรต่อเนื่องนาม เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์

ฯลฯ

คดีอาชญากรรมเหล่านี้มีจุดคล้ายคลึงกันอยู่ไม่กี่ประการ นั่นคือมันล้วนกำเนิดจาก ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ที่แผลงฤทธิ์ยาวนานตลอดหลายปีในสหรัฐอเมริกาทั้งแถบชานเมืองและชุมชน ที่สำคัญที่สุด มันล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นช่วงรอยต่อระหว่างปลายยุค 60 ลากยาวมาจนต้นยุค 80 แน่นอนว่าขวบปี 1970 คือไข่แดงซึ่งเป็นพื้นที่ระหว่างกลางตรงนั้น และลองจินตนาการว่าหากคุณเป็นชาวอเมริกันที่เกิดและเติบโตในช่วงเวลานี้ ไม่แปลกเลยหากคุณจะขวัญผวาจนนอนหลับตาได้ไม่เต็มตื่น

Taxi Driver

อะไรกันที่ทำให้ยอดอาชญากรรมพุ่งสูงในห้วงเวลานั้น เราอาจต้องมองย้อนไปยังภาพรวมในอดีต ความตึงเครียดจากการเดินหน้าเข้าสู่สงครามเวียดนามของสหรัฐฯ ที่ไม่เพียงแต่ผลาญงบประมาณประเทศไปกับการต่อสู้อย่างรวดเร็ว หากแต่ยังทำให้คนหนุ่มตึงเครียดจัดจากการต้องไปออกรบในสงครามที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วม และสงครามเวียดนามนี่เองที่กลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ในจิตวิญญาณของหลายๆ คนในยุคนั้น ปรากฏในตัวละครแบบ ทราวิส (โรเบิร์ต เดอ นีโร) คนขับแท็กซี่ผู้เปล่าดายแห่ง Taxi Driver (1976, มาร์ติน สกอร์เซซี) ทราวิสกลับมาจากสงครามเวียดนามในสภาพจิตไม่ปกติและนอนไม่หลับ เพื่อจะผลาญเวลาช่วงค่ำคืน เขาจึงขับแท็กซี่ไปตามนิวยอร์คเพื่อจะได้พบความโสโครกของเมือง ทั้งอาชญากรรม เด็กผู้หญิงขายตัวและการใช้ปืนเกลื่อนกลาด และสาเหตุนี้เองที่ส่งใหเขาก่อเหตุการณ์รุนแรงในห้วงท้ายของหนัง

เราเองคงพอเห็นสภาพเศรษฐกิจเน่าเฟะของนิวยอร์คผ่านหนังของสกอร์เซซีได้ ผู้คนยากจน ห้องรูหนูที่ทราวิสอยู่ ตลอดจนชีวิตที่บีบบังคับให้หญิงสาวหันมาขายบริการอย่างไร้อนาคต ช่วงปี 1975 นิวยอร์คเข้าสู่ยุคล้มละลาย สืบเนื่องมาจากการสูญเสียประชากรที่ย้ายฐานออกจากเมืองหลวงไปยังชานเมืองจนประชากรร่อยหรอ รัฐลดสวัสดิการต่างๆ เพื่อนำเงินไปเยียวยาด้านอื่น บริษัทใหญ่ๆ เริ่มไล่คนออก นำมาสู่ความแร้นแค้นจนคนเริ่มออกปล้น

Waco

เราคงละเลยจะไม่พูดถึงประเด็นยาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในสหรัฐฯ ไม่ได้ ช่วงยุค 70 เป็นช่วงที่เฮโรอีนแพร่ระบาดไปทั้งประเทศราวกับหยิบได้จากข้างทาง และกลายเป็นสิ่งจำเป็นของหลายๆ คน จากการเสพเพื่อบรรเทาความเครียดหรือเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวทำงานหามรุ่งหามค่ำ มันได้กลายเป็นสารเสพติดที่ทำให้ผู้คนออกปล้นเพื่อนำเงินมาจับจ่ายเฮโรอีน… มันนำมาสู่ ‘ทฤษฎีหน้าต่างแตก’ (Broken windows theory) ที่ว่าด้วยความวุ่นวายของรัฐและเมืองส่งผลต่ออาชญากรรมและพฤติกรรมต้านสังคมของประชาชน โดยนักจิตวิทยานำรถไม่มีป้ายทะเบียนจอดทิ้งไว้ในย่านบร็องซ์ ซึ่งเป็นย่านที่เกิดคดีอาชญากรรมบ่อยที่สุดย่านหนึ่งในเวลานั้น ไม่นานนักรถคันดังกล่าวถูกทุบกระจกแหลกละเอียด ผู้ใหญ่ถอดชิ้นส่วนรถไปขาย จากนั้นจึงมีเด็กๆ มุดเข้าไปเล่นในรถ พวกเขาสรุปว่าอาชญากรรมนั้นเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมและความไร้เสถียรภาพของสังคม

เหล่านี้มีส่วนส่งให้ความหวั่นไหวทางห้วงอารมณ์และสภาพจิตใจของประชากรดิ่งลงเหว ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านทางสังคมหลายประการ ส่งผลให้เกิดลัทธิความเชื่อเพี้ยนประหลาดมากมาย ทั้งกลุ่ม Heaven’s Gate ของ บอนนี เน็ตเทิลส์ ที่พาคน 39 รายฆ่าตัวตายด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไปหาพระเจ้าซึ่งเป็นมนุษย์ต่างดาว โดยมันถูกนำมาทำเป็นสารคดีฉายทางโทรทัศน์ในชื่อ Heaven’s Gate Cult Documentary, กลุ่ม The Branch Davidians ของนาย เดวิด โคเรช ซึ่งเชื่อว่าเขาติดต่อกับพระเจ้าได้ และยืนกรานว่าโลกกำลังจะมาถึงจุดจบก่อนจะโน้มน้าวให้คนนับร้อยย้ายออกไปอยู่ในเท็กซัสกับเขา (พร้อมเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 10 ขวบภายใต้การดูแล) จนในเวลาต่อมา ทีม FBI บุกเข้าจับกุมโคเรชฐานต้มตุ๋นและหลอกลวงผู้คน เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต รวมถึงตัวโคเรชที่ถูกพบว่ามีลูกกระสุนฝังอยู่ในศีรษะ เรื่องราวของเขาถูกนำไปสร้างเป็นสารคดี Waco: The Rules of Engagement (1997, วิลเลียม กาเซ็กกิ) และมินิซีรีส์ฉายทางโทรทัศน์ Waco (2018) ที่ เทย์เลอร์ คิตช์ รับบทเป็นโคเรช

Zodiac

หากแต่คดีอื้อฉาวมากที่สุดหนีไม่พ้นฆาตกรต่อเนื่องนาม ‘ฆาตกรจักรราศี’ ที่เที่ยวสังหารผู้คนพลางหย่อนจดหมายทิ้งปริศนาให้ตำรวจคาใจจนถึงปัจจุบัน มันถูกนำไปสร้างเป็นหนังฟอร์มเล็กในชื่อ The Zodiac Killer (1971, ทอม ฮันสัน) และ Zodiac (2007, เดวิด ฟินเชอร์) ตลอดจนเรื่องราวกระฉ่อนของ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์

ในศตวรรษที่ 20 เกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญในอเมริกา เพราะไม่เพียงแต่บรรดาเหยื่อ-ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กหนุ่ม-จะถูกข่มขืนและฆ่าอย่างโหดร้ายแล้ว ยังมีหลักฐานว่าฆาตกรตัดชิ้นส่วนของร่างกายพวกเขาไปเป็นอาหาร พบว่าช่วงปี 1978-1991 ดาห์เมอร์ข่มขืน ฆ่า และหั่นอวัยวะเด็กผู้ชายไปถึง 17 รายด้วยกัน นอกจากนี้ยังพบว่าเขานิยมกินเนื้อคนและเก็บสะสมกะโหลกมนุษย์ไว้ที่บ้าน เรื่องราวชีวิตของฆาตกรต่อเนื่องแห่งศตวรรษที่ 20 กำลังถูกสร้างเป็นหนังในชื่อ My Friend Dahmer กำกับโดย มาร์ก เมเยอร์ส (Harvest, How He Fell in Love) โดยเน้นไปที่ชีวิตของดาห์เมอร์ในช่วงวัยรุ่นก่อนที่เขาจะลงมือฆ่า(และกิน)คน (กรี๊ด!) และได้นักแสดงหนุ่ม รอสส์ ลินช์ มารับบทเป็นดาเมอร์ในวัยเรียนที่เป็นเด็กเงียบๆ เข้ากับเพื่อนไม่ได้ในครอบครัวที่บิดเบี้ยว จนเป็นแรงผลักใหญ่ให้เขากลายเป็นฆาตกรที่โหดที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา โดยเมเยอร์สสร้าง My Friend Dahmer จากโนเวลกราฟิกชื่อเดียวกันของ เดิร์ฟ แบ็คเดิร์ฟ นักเขียน-นักวาดที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นกับดาห์เมอร์ตั้งแต่สมัยเรียน หนังสือของเขาจึงเป็นการมองดาห์เมอร์ในฐานะเพื่อนนั่นเอง ดาเมอร์มักกล่าวว่า เขารู้สึกเปี่ยมสุขอย่างเหลือจะกล่าวขณะทอดร่างนอนลงบนร่างของเด็กหนุ่มที่ตายแล้วเหล่านั้น และมีความสุขยิ่งกว่าเมื่อได้มีเซ็กซ์กับศพ “ความปรารถนาที่เขาอยากเติมเต็มความพึงพอใจของตัวเองนั้นมันมากมายเกินกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปแล้ว” แพทริค เคนเนดี นักสืบที่ทำคดีของดาห์เมอร์กล่าว (แม้ว่าจะเข้าคุกไปแล้ว แต่ผู้คุมก็บอกว่า ดาห์เมอร์มักหยอกล้อกับผู้คุมที่เดินเข้ามาใกล้ๆ ว่า “ฉันจะกัดแก” จนผู้คุมกระโดดหนีตัวโยน และดาห์เมอร์มักหัวเราะชอบใจเสมอ)

My Friend Dahmer
Mindhunter

เช่นเดียวกับซีรีส์ Mindhunter ของฟินเชอร์ที่เล่าถึงเหล่าอาชญากร ทั้งที่มีตัวตนอยู่จริงและเรื่องแต่ง กับคู่หูตำรวจที่พยายามควานหาคำตอบถึงสาเหตุการเป็นฆาตกรของคนเหล่านั้น เอ็ดมันด์ เคมเปอร์ ฆาตกรโหดที่เคยให้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เมื่อเขาลงมือข่มขืนผู้หญิง-ซึ่งนับเป็นการ ‘ทรมาน’ เหยื่ออย่างหนึ่ง-เขารู้สึกเขาประสบความสำเร็จและสุขใจ รวมทั้งการชำเราศพแม่ก็นับเป็นการแก้แค้นอันแสนหวานอย่างหนึ่งของเขา เหล่านี้คือคดีโหดที่ทำให้ชาวอเมริกันในห้วง 70 นอนไม่หลับและขวัญผวาอยู่บ่อยครั้ง … และเราคงไม่กล่าวถึง แมนสันแฟมิลี่ ไม่ได้หากมาถึงตรงนี้แล้ว

Once Upon a Time … in Hollywood

หลังจากที่ Once Upon a Time … in Hollywood (2019, เควนติน ทารันติโน) ออกอาละวาดในเทศกาลหนังเมืองคานส์และกวาดเอาคำชมกลับมาอย่างล้นหลาม เรื่องราวที่ว่าด้วยฮอลลีวูดยุค 70 ที่มีเรื่องราวของ ชาร์ลส์ แมนสัน เป็นองค์ประกอบสำคัญ ชื่อของแมนสันนั้นไม่ใช่ชื่อที่ห่างไกลจากการรับรู้ของชาวสหรัฐฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวงฮอลลีวูดนัก เมื่อครั้งหนึ่งเขาสังหาร ชารอน เทต ภรรยาของคนทำหนัง โรมัน โปลันสกี ขณะที่เธอตั้งท้องแก่อย่างโหดเหี้ยม ( อ่านเรื่องราวสะเทือนขวัญได้ ที่นี่ ) จนเขากลายเป็นหนึ่งในซับเจ็กต์ที่ฮอลลีวูดเอามาขยับขยายเป็นสารคดีหรือภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดคือ Charlie Says (2018, แมรี ฮาร์รอน) ที่จับจ้องไปยังคำให้การของแมนสัน (รับบทโดย แม็ตต์ สมิธ) ภายหลังถูกจับกุมและ Manson, My Name Is Evil (2009, เรจินัลด์ ฮาร์เคมา) ที่กล่าวถึงชายคนหนึ่งที่ดันไปตกหลุมรักสมาชิกลัทธิแมนสันแฟมิลี่!

ยังมีภาพยนตร์และสารคดีอีกหลายเรื่องที่อธิบายภาพรวมของอาชญากรรมยุค 70 และสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบของหนังเหล่านี้คือการฉายให้เห็นสภาพแวดล้อมชวนหดหู่ กับสังคมไร้เสถียรภาพ อันเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมทั้งในทางตรงและทางอ้อม