Clint Eastwood คลินต์ อีสต์วูด

‘กำกับพวกเขาเหมือนที่เราอยากถูกกำกับ’ ทำหนังด้วยชีวิตแบบ คลินต์ อีสต์วูด

Home / bioscope / ‘กำกับพวกเขาเหมือนที่เราอยากถูกกำกับ’ ทำหนังด้วยชีวิตแบบ คลินต์ อีสต์วูด

นับเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในสังเวียนฮอลลีวูดมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษสำหรับปู่ คลินต์ อีสต์วูด นับตั้งแต่ที่เขาแจ้งเกิดในฐานะไอ้คาวบอยรูปงาม บลอนดี แห่งหนังร่วมสามสัญชาติ (อิตาลี-สเปน-เยอรมนีตะวันตก) อย่าง The Good, the Bad and the Ugly (1966, เซร์เกียว ลีโอเน -ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นคนทำหนังชาวอิตาลีที่อีสต์วูดให้ความเคารพอย่างหมดหัวใจ เรื่องตลกนิดหน่อยก็คือ การทำงานกับซีเกลนั้นขลุกขลักมากเพราะเขาพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ “เขาตลกมากเลย แต่แค่ไม่ค่อยพูดอังกฤษเท่านั้นแหละ เราเลยต้องพูดภาษาสเปนกันเยอะหน่อย แต่มาคิดๆ ดู เขาก็ไม่ค่อยคล่องภาษาสเปนอีกน่ะแหละ”) อีสต์วูดอายุได้ 33 ปีและดังระเบิดจนภาพลักษณ์คาวบอยร่างสูงติดตัวเขาไปอีกนาน มิหนำซ้ำ เขายังแสดงในหน้าหนังตะวันตกที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กันใน Hang ‘Em High (1968, เท็ด โพสต์), Coogan’s Bluff (1968, ดอน ซีเกล) และ Two Mules for Sister Sara (1970, ซีเกล)

แต่สิ่งที่ทำให้อีสต์วูดได้รับการยกย่องอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในเวลาต่อมา เขาขยับความสนใจในศาสตร์ภาพยนตร์ของตัวเองไปสู่การกำกับครั้งแรกในปี 1971 จาก Play Misty for Me หนังธริลเลอร์ที่ว่าด้วยชายหนุ่ม (อีสต์วูด) กับแฟนสาวที่สติแตกด้วยเรื่องน่าสะพรึงกลัวซึ่งพวกเขาอธิบายไม่ได้ และจากนั้นมา ชื่อของคลินต์ อีสต์วูด ก็ไม่เคยห่างหายไปจากงานกำกับและงานแสดงเลย เขาปรากฏตัวในจอภาพยนตร์อย่างสม่ำเสมอแทบจะทุกปีและกลายเป็นนักแสดงสัญลักษณ์ยุค 60-70 ในทันที

“คุณจะบอกว่าผมโชคดีก็ได้” เขาเล่า “แต่หลายคนไม่รู้เลยว่ามีช่วงเวลานานแค่ไหน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือนๆ ที่ผมไม่ถูกฮอลลีวูดว่าจ้างให้มาทำงานน่ะ”

ก็อาจจะเป็นดังนั้น เพราะก่อนที่จะมาดังในหนังของเลโอเน อีสต์วูดรับบทเป็นนักแสดงสมทบในซีรีส์ฉายทางโทรทัศน์หรือหนังฟอร์มเล็กโดยไม่ได้แม้แต่การลงชื่อท้ายเรื่องด้วยซ้ำไป ไม่มีใครรู้จักหรือจดจำเจ้าหนุ่มร่างสูงโย่งที่ยืนอยู่ริมๆ จอ อีสต์วูดจึงต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก ทั้งการแคสติ้งที่สุดท้ายแล้วก็แทบไม่เคยถูกเรียกตัว หรือความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าบทหนังสักเรื่องที่เขาไปรับเชิญนั้นจะลงชื่อเขาในเครดิตท้ายเรื่องบ้าง

“มันไม่มีใครมาสอนคุณให้แสดงได้หรอก จะมีก็แค่หนทางในการสอนให้ตัวเองเรียนรู้การแสดง เรื่องมันก็แค่นั้น ลองคุณได้รู้เคล็ดลับการแสดงเล็กๆ น้อยๆ สักครั้งแล้ว คุณคงจะพบหนทางการแสดงด้วยตัวเองในเวลาต่อมานั่นแหละ” เขาเล่าอย่างสบายอารมณ์

ภายหลังจาก Play Misty for Me อีสต์วูดกำกับหนังอย่างสม่ำเสมอ หลายเรื่องค่อยๆ ฉายแวว ‘ลายเซ็น’ ในการทำหนังของเขา นั่นคือหนังของอีสต์วูดมักเป็นหนังดราม่าหน้าตาจริงจัง เล่าถึงชีวิตมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งในสังคมที่เขาหรือเธอถูกมองข้าม และสำคัญที่สุด ส่วนมากแล้วมันสร้างมาจากชีวิตจริงของใครคนใดคนหนึ่งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ Bird (1988 -ชีวิตบัดซบของนักดนตรีแจ๊ซซ์ คาร์ลี ‘เบิร์ด’ ปาเกอร์) และ White Hunter Black Heart (1990, ผู้กำกับนาม จอห์น วิลสัน ที่ออกเดินทางล่าสัตว์ในแอฟริกา) แต่หนังที่ส่งให้เขามีชื่อเสียงสุดๆ ในฐานะคนทำหนัง ทั้งยังคว้าออสการ์ได้เป็นครั้งแรกคือ Unforgiven (1992) อีสต์วูดกำกับและรับบทเป็น บิลล์ คาวบอยชราที่ตั้งใจจะทำงานชิ้นสุดท้ายก่อนวางมืออย่างถาวร มันคือการหวนกลับมายังสิ่งที่ก่อร่างสร้างเขามาโดยตลอดอย่างหนังสไตล์ตะวันตก และอาจเป็นสิ่งที่อีสต์วูดอยู่ด้วยมาโดยตลอด มันชิงออสการ์เก้าสาขา และคว้ากลับมาได้สี่สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและกำกับยอดเยี่ยม

แน่ล่ะว่ามันเป็นหนังคาวบอยเลือดเดือดก็จริงอยู่ หากแต่นัยยะของมันกลับซ่อนถึงการต่อต้านความรุนแรงและการใช้ปืนอย่างแนบเนียนและงดงาม “ตอนนั้นผมกังวลเรื่องการใช้ความรุนแรงในภาพยนตร์มากๆ ตอนกำกับ Unforgiven ที่ว่าด้วยการต่อต้านความรุนแรงและการใช้ปืน จำได้ว่า จีน แฮ็คแมน (นักแสดงในเรื่อง คว้าสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้) กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน” อีสต์วูดว่า “เราถึงขั้นต้องมาจับเข่าคุยกันเลยล่ะว่าตอนนั้นความรุนแรงในหนังมันเพิ่มขึ้นมามากแค่ไหนนับตั้งแต่ Dirty Harry (1971, ซีเกล -ว่าด้วยมือปราบที่กราดยิงทุกคนไม่ไว้หน้าซึ่งอีสต์วูดนำแสดง) และหนังอีกหลายๆ เรื่องที่ผมกำกับ

“แต่ว่านะ เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มคิดถึงผลลัพธ์ของหนังหรือคาดหวังว่าคนดูควรรู้สึกอะไร แปลว่าคุณอาจจะมาผิดที่ผิดทางละ ผมแค่ทำงานในแบบของผมและแก้ปัญหาไป อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เรียนรู้ว่าถ้ามันได้ผล มันก็ดีไป ถ้ามันไม่เวิร์ค ก็แค่เปลี่ยนวิธีใหม่แค่นั้น

“ตัวผมน่ะชอบกำกับนักแสดงแบบเดียวกับที่อยากถูกกำกับ”

“ผมชอบความรู้สึกที่เมื่อตกเย็น เราเดินทางกลับบ้านพร้อมความรู้สึกว่าได้ทำบางอย่างลุล่วงไปแล้วด้วยดี ในทางกลับกันคือผมไม่ชอบนักกับการมาทำงานไปวันๆ แล้วกลับบ้านไปตอนหกโมงตรงแบบนั้น”

Mystic River (2003) คือหนังลำดับต่อมาที่อีสต์วูดกำกับ หนังดราม่าเข้มข้นที่ตอนจบหักมุมจนหลายคนอ้าปากค้าง เรื่องของเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเด็กสามคน และเมื่อพวกเขาโตขึ้น ชีวิตกับโบยตีกันและกันจนนำมาสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด หนังชิงรางวัลออสการ์หกสาขา (รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและกำกับยอดเยี่ยม) ก่อนที่สองนักแสดงนำอย่าง ฌอน เพ็นน์ และ ทิม ร็อบบินส์ จะคว้านำชายและสมทบชายตามลำดับ ตามมาด้วย Million Dollar Baby (2004) ที่ว่าด้วยนักมวยหญิง แม็กกี (ฮิลารี สแวงค์) กับชะตากรรมที่กว่าจะทำให้เธอคว้าชัยบนสังเวียนได้ สแวงค์คว้ารางวัลออสการ์สาขานำหญิงยอดเยี่ยมสมกับที่แสดงแบบถวายชีวิต (เธอได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าอย่างรุนแรงและจำต้องเข้าโรงพยาบาลเร่งด่วน แต่เธอเก็บความลับนี้ไว้และไม่ยอมบอกอีสต์วูดเพราะเชื่อว่า ถ้าแม็กกีมีตัวตนอยู่จริงๆ หากเธอบาดเจ็บสาหัส ก็คงไม่บอกโค้ชอย่าง แฟรงกี -รับบทโดยอีสต์วูด- เหมือนกันนั่นแหละ)

หนังเรียกน้ำหูน้ำตาคนดูได้อย่างมหาศาล มันตีแผ่ชีวิตนักกีฬาหญิง ในโลกที่แสนจะผู้ชายอย่างนักมวย และชีวิตต้องสู้แบบที่แม้แต่อีสต์วูดเองยังต้องออกปากว่า “เรื่องแบบใน Million Dollar Baby เป็นโศกนาฏกรรมแบบที่มีอยู่ในตำนานกรีกหรือเขียนโดยเช็คสเปียร์เท่านั้นแหละ”

อีสต์วูดหวนกลับมาทำหนังที่สร้างจากชีวิตจริงๆ ของผู้คนอีกครั้งใน Flags of our Fathers (2006 -หกเรื่องของหกชีวิตที่แบกธงไปปักในอิโมจิมะ และเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามโลกครั้งที่สอง) กับ Letters from Iwo Jima (2006 -ว่าด้วยสงครามในอิโวจิมะอีกเช่นกัน หากแต่เปลี่ยนมุมการเล่าจากฝั่งจักรวรรดิญี่ปุ่น)

หลังๆ เราจะเห็นได้ว่าอีสต์วูดนั้นกำกับหนังที่มาจากเรื่องราวจริงๆ ของผู้คนบ่อยครั้ง ที่สำคัญคือดูเหมือนจะเน้นย้ำไปทาง ‘วีรบุรุษ’ ที่มาจากคนธรรมดาอย่าง J. Edgar (2011 -ทนายที่กัดฟันสู้ยิบตาทุกวิถีทาง รับบทโดย ลีโอนาร์โด  ดิคาปริโอ), American Sniper (2014, -คริส มือปืนสไนเปอร์ประจำกองทัพสหรัฐฯ ระหว่างออกรบและปลดประจำการ ส่ง แบรดลีย์ คูเปอร์ ชิงนำชายออสการ์), Sully (2016 -กัปตันที่นำเครื่องบินลงจอดฉุกเฉินอย่างปลอดภัยท่ามกลางสายตาไต่ถามถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น) และมาเหนือชั้นใน The 15:17 to Paris (2018) หนังที่ได้รับคำวิจารณ์ไม่ดีนักเพราะอีสต์วูดเล่าถึงวีรบุรุษสามนายที่กู้สถานการณ์เลวร้ายบนรถไฟมาทำเป็นหนัง โดยให้ทั้งสามคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงมาแสดงนำ! (เอ่อ…) จนมาถึง The Mule (2018) ที่อีสต์วูดกู้ชื่อเสียงทั้งในฐานะนักแสดงนำและผู้กำกับ โดยเล่าเรื่องสมมติของอดีตทหารจากสงครามเกาหลีที่ผันตัวไปเป็นคนส่งยา

และในปี 2019 นี้ อีสต์วูดยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะแสดงหรือทำหนังเรื่องไหนเป็นพิเศษ หากแต่เชื่อใจได้ว่า คุณปู่วัย 89 ปียังฟิตเปรี๊ยะกับโปรเจ็กต์ต่อๆ ไปอย่างแน่นอน