Boyd Holbrook Narcos บอยด์ โฮลบรูค

บอยด์ โฮลบรูค นายแบบผู้ผันตัวมาเป็นดาวร้ายดวงใหม่ในฮอลลีวูด

Home / bioscope / บอยด์ โฮลบรูค นายแบบผู้ผันตัวมาเป็นดาวร้ายดวงใหม่ในฮอลลีวูด

ไม่แน่ใจว่าคุณเริ่มจดจำ บอยด์ โฮลบรูค ได้จากหนังเรื่องไหน หรืองานถ่ายแฟชั่นปกอะไร แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้อดีตนายแบบจากรัฐเคนตักกี้รายนี้กำลังจะกลายเป็นนักแสดงที่น่าจับตาอีกคนของฮอลลีวูด หลังกวาดคำวิจารณ์แง่บวกมากราวใหญ่จากซีรีส์ Narcos ในฐานะนายตำรวจที่ออกปราบปรามการค้ายาแบบถึงลูกถึงคนในเม็กซิโก, วายร้ายเลือดเย็นใน Logan (2017, เจมส์ แมนโกลด์) เรื่อยมาจนอดีตนายทหารที่ต้องเผชิญหน้ากับนักล่าของจักรวาล The Predator (2018, เชน แบล็ค)

โฮลบรูคอาจเพิ่งถูกจับตาในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็จริงอยู่ แต่เขาไม่ใช่หน้าใหม่ในแวดวงแฟชั่น ก่อนนี้เมื่อราวสิบปีก่อนเขาคือนายแบบที่ฟาดปกนิตยสารเกือบทุกปก

จากเด็กชายตัวสูงเก้งก้างจนหัวโผล่พ้นเด่นออกมาในหมู่เพื่อนๆ หมกมุ่นอยู่กับการวาดภาพและงานเขียน เล่นกีตาร์และแบนโจกับกลุ่มเพื่อน ไปได้สวยกับการเป็นนักบาสเก็ตบอลของโรงเรียนแต่ก็ไม่ได้ดีพอขนาดจะคว้าทุนเรียนต่อ (“ผมกระโดดได้ไม่สูงขนาดนั้นแฮะ”) ชะตากรรมก็พาเขามาสู่สปอร์ตไลต์เมื่อเขาถูกชักชวนให้ไปแสดงในงานละครเวทีเล็กๆ แต่ประสบการณ์แสดงละครเวทีแถวบ้านเกิดไม่ได้เอื้อให้เขาเข้าสู่อุตสาหกรรมการแสดงได้สักกี่มากน้อย “ตอนผมอายุ 16 ผมดูหนังเรื่องนึงที่ประทับใจมากๆ มันคือ Slam (1998, มาร์ก เลวิน) มันว่าด้วยเพลงแร็ปและบทกวีที่ ซอล วิลเลียมส์ แสดงนำ” โฮลบรูคว่า “ในหนัง เขาถูกยัดเข้าคุกแต่เขาก็ยังไม่หยุดความฝันที่จะเป็นนักกวี ขณะที่นักเลงสองแก๊งใหญ่ก็เตรียมจะห้ำหั่นกัน สิ่งที่เขาทำก็แค่ร่ายบทกวีออกมาเท่านั้น! และนั่นแหละที่ผมรู้เลยว่าผมตกหลุมรักแม่งเข้าให้แล้ว ผมอยากรู้สึกแบบนั้นบ้าง

“ผมอยากเป็นนักแสดงและผู้กำกับมาตลอดแหละ แต่ว่าตอนนั้นจนกรอบ แถมคิดว่าตัวเองบ้านนอกเกินกว่าจะไปทำงานแสดงอะไรแบบคนอื่นเขาได้” โฮลบรูครำลึกความหลัง “พอดีกับคนมาเสนอให้ลองไปเป็นนายแบบในนิวยอร์คผมก็คิดว่า ‘โชคดีฉิบ!’ เพราะผมอยากไปนิวยอร์คตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

โฮลบรูครูปร่างสูงและผอมบาง เขาจึงกลายเป็นนายแบบเนื้อหอมของอุตสาหกรรมแฟชั่นทันที ปี 2001 เขาเซ็นสัญญากับค่าย Elite Models และถ่ายแบบ เดินแบบให้แบรนด์ยักษ์อย่าง กุชชี, ฮูโก้ บอส, คาลวิน ไคลน์ และ มาร์ก จาค็อบส์ ทั้งปีนั้นอีกนั่นแหละที่เขาได้รับการจดจำครั้งใหญ่ด้วยการขึ้นปก 615 Jefferson Avenue ของช่างภาพแฟชั่น เดวิด อาร์มสตรอง มันเป็นหนังสือภาพที่อาร์มสตรองบันทึกภาพเพื่อน, คนรักและเหล่านายแบบของยุคต้นศตวรรษ 2000 โดยใช้แสงธรรมชาติ และรวมเอานายแบบชั้นนำอย่าง ลุค วอร์เรลล์, โคล มอห์, เอเจ อะรารับ และมีโฮลบรูคซึ่งกัดผมเป็นสีชมพูอ่อนขึ้นปก มันได้กลายเป็นหนึ่งในงานถ่ายแบบที่ผู้คนจดจำมากที่สุดในทันที หากแต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับงานภาพปี 2005 ที่เขากับนางแบบสาว โอมาห์รา โมตา (ภายหลังร่วมแสดงในหนัง X-Men: The Last Stand, 2006) ถ่ายแบบร่วมกันในชื่อ Omahyra & Boyd งานภาพวาบหวิวแถมยังขับความต่างทางเพศออกมาอย่างแจ่มชัดด้วยโมตาที่มีลักษณะเหมือนเด็กผู้ชาย ขณะที่โฮลบรูคเองมีภาพของความบอบบางซุกซ่อนอยู่ มันจึงยิ่งเป็นงานถ่ายแบบที่ส่งให้เขากลายเป็นหนึ่งในนายแบบแถวหน้าของอุตสาหกรรมทันที

ไปพร้อมกันนี้ โฮลบรูคยังหล่อเลี้ยงทักษะการแสดงที่เขามีสมัยแรกรุ่นในบ้านเกิดด้วยการลงเรียนการแสดงอย่างจริงจัง ทั้งการแอ็กติ้งและการออกเสียง เพื่อพยายามผลักดันตัวเองเข้าสู่การแสดง แต่ก็เช่นเดียวกับการข้ามสายงานของอีกหลายคน มันไม่ง่ายและไม่ประสบความสำเร็จนัก เขารับบทสมทบเล็กจิ๋วใน Milk (2008, กัส แวน แซงต์ “ในหนัง ผมต้องเข้าฉากกะ ฌอน เพนน์ เลยนะโว้ย!”) และไปโผล่สมทบในซีรีส์อีกสองสามเรื่อง แต่กว่าเขาจะมาเฉิดฉายจริงๆ ก็ปาเข้าไปปี 2014 ในหนังทำเงิน Gone Girl (2014, เดวิด ฟินเชอร์) ในบทเล็กๆ เป็นชายโฉดที่โผล่มาคุกคามตัวละครหลัก และ Little Accidents (2014, ซารา โคแลนเจโล) โดยโฮลบรูครับบทเป็นตัวละครหลักที่โดดเดี่ยวตัวเองออกจากสังคมเพราะให้อภัยตัวเองจากเรื่องราวในอดีตไม่ได้ และ The Skeleton Twins (2014, เคร็ก จอห์นสัน) ซึ่งเขาแสดงเป็นตัวละครชาวออสเตรเลียและเปลี่ยนสำเนียงตัวเองใหม่หมดจนหลายๆ คนเข้าใจว่า เจ้านักแสดงหนุ่มไม่คุ้นหน้าคนนี้คือชาวออสเตรเลีย (ซึ่งหลายคนประทับใจมากเพราะใน  Little Accidents เขาใช้สำเนียงทางใต้ที่เป็นสำเนียงบ้านเกิด แล้วเปลี่ยนเป็นสำเนียงอื่นใหม่หมดจดในหนังอีกเรื่องที่ถ่ายทำเวลาไล่เลี่ยกัน) และนั่นแหละที่เป็นเวลาที่เขาเริ่มฉายแสงอย่างจริงๆ

โฮลบรูคอาจจะเข้าข่ายที่ว่า “ไม่เลือกงานไม่ยากจน” เพราะเขารับเล่นสารพัดบททั้งในหนังฟอร์มเล็กฟอร์มใหญ่ เป้าหมายหลักอาจไม่ใช่การแจ้งเกิดแต่เป็นการเพิ่มประสบการณ์ตัวเองเพื่อจะได้ ‘ดีพอ’ ในหนังอีกหลายๆ เรื่อง “ผมพลาดมาเยอะ แต่ผมมองว่าตัวเองเหมือนไอ้ตุ๊กตากระต่ายอีเนอร์ไจเซอร์ (ตุ๊กตากระต่ายสีชมพูตีกลอง เดินได้ด้วยถ่าน) ถ้าล้มปุ๊บก็พร้อมลุกขึ้นมาปั๊บ!”

ปีถัดมา เขารับบทเป็นนายตำรวจสุดห้าวในซีรีส์ Narcos ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงมาโดยตลอด และดูเหมือนนั่นจะเป็นแรงกดดันที่เขาจำต้องผ่านไปให้ได้ “แบบว่า คุณทำแม่งพังไม่ได้อะ” เขาหัวเราะ “ในซีรีส์ตอนนั้นมันพูดถึงว่าบริษัทค้ายาของ ปาโบล เอสโกบาร์ ทำเงินได้มหาศาลจนพวกเขาไม่รู้จะเอาเงินไปไว้ไหนดีเลยตั้งใจจะฝังเงินซะ เงินสดสัก 27 ล้านเหรียญฯ ได้น่ะคุณ แต่ดันห่อเงินไว้ไม่ดีพอ แกะมาอีกทีแม่งก็เปื่อยแล้ว”

และนั่นจึงเป็นเสมือนแรงระเบิดที่ส่งให้โฮลบรูคเนื้อหอมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทันที และยิ่งเพิ่มพูนเมื่อเขาปรากฏตัวในฐานะ เพียรซ์ อาชญากรใจโหดในหนัง Logan ที่ตามจองล้างจองผลาญวูล์ฟเวอรีน (จนถูกแซวว่า หลังจากตามล่าเอสโกบาร์แล้วนี่พี่ยังไปล่าโลแกนอีกเหรอ!) “ผมไปออดิชั่นแล้วสามเดือน ทีมงานถึงโทรศัพท์มาบอกว่าผมคว้าบทได้ แล้วตอนนั้นผมถ่าย Narcos อยู่ที่โคลอมเบีย” โฮลบรูคเล่า “ผมยังตอบพวกเขาไปเลยว่า เซอร์ไพรซ์ชะมัด เกือบลืมไปแล้วว่าเคยไปออดิชั่นไว้!

“ผมชอบที่ได้แสดงเป็นพวกตัวร้ายนะ แต่ก็อย่างว่า เรารับบทเป็นตัวร้ายไปตลอดไม่ได้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ”

ก็คงจริงดังนั้น เพราะบทต่อมาที่ส่งสุดๆ คือการเป็น ควินน์ อดีตนายทหารเจ้าสำราญที่ต้องรบรากับพรีเดเตอร์ นักล่าสุดโหดแห่งอวกาศใน The Predator “ผมทุ่มเททุกอย่างให้ตัวละครล่าสุดที่ผมแสดงไปเสมอ พอมารับบทเป็นตัวละครใหม่ๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกสนุกอยู่ดี แต่แน่นอนครับว่ามันคนละประสบการณ์กันเลย”

จนถึงตอนนี้ จากการปรากฏตัวในหลายบทบาทก็ทำให้เขาถูกจดจำได้เสียที ความสำเร็จนั้นมาพร้อมการทำงานหนักและทำให้เหินห่างบ้านจนเขาจำไม่ได้แล้วว่าได้กลับไปนอนเตียงครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ แถมตอนนี้เขายังมีโปรเจ็กต์หนังอีกเพียบ ทั้งที่รอฉายในปีนี้และปีถัดๆ ไป จนเชื่อได้ว่าเราจะได้เห็นเขาบนจอภาพยนตร์ไปอีกระยะหนึ่งเลยทีเดียว