Chernobyl HBO บทซีรีส์

ความจริง ดราม่า …หรือคำลวง? : Chernobyl กับบทมินิซีรีส์ที่ ‘น่าสะพรึงที่สุด’ ของปี 2019

Home / bioscope / ความจริง ดราม่า …หรือคำลวง? : Chernobyl กับบทมินิซีรีส์ที่ ‘น่าสะพรึงที่สุด’ ของปี 2019

ในขณะที่ซีรีส์ขวัญใจคนทั่วโลกของ HBO อย่าง Game of Thrones ได้รับคำวิจารณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนักในซีซั่นสุดท้ายที่เพิ่งปิดฉากไปไม่นาน มินิซีรีส์ชื่อหลอนอย่าง Chernobyl ของช่องเดียวกันกลับขึ้นแท่น ‘ซีรีส์ที่ดีที่สุดของปีนี้’ จากนักวิจารณ์หลายสำนักไปแทน จนเกิดเป็นกระแสให้คนแห่ตามมารับชมกันอย่างล้นหลาม และผู้ชมหลายคนก็ดูจะเห็นพ้องต้องกันกับคำกล่าวนั้นอยู่ไม่น้อย

Chernobyl เป็นมินิซีรีส์ความยาว 5 ตอนจบที่เล่าถึงเหตุการณ์แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิดที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในเมืองปริปยัตเมื่อเวลาราวตีหนึ่งกว่าของวันที่ 26 เมษายน 1986 ที่ปล่อยกัมมันตภาพรังสีจนส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างตลอด 33 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความพยายามในการปกปิดความผิดพลาดเกี่ยวกับการออกแบบระบบปฏิบัติการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียต (พื้นที่เกิดเหตุในปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูเครน) ที่นำมาซึ่ง ‘คำลวง’ ระดับชาติ – ซึ่งความดีงามของมินิซีรีส์ชุดนี้ ก็คือการที่ตัวบทสามารถถ่ายทอดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและผลกระทบของมันออกมาเป็น ‘ภาพ’ ได้อย่างน่าสะพรึงนี่เอง

และแม้ว่าจะมีข้อถกเถียงท้วงติงเรื่องข้อมูลความถูกต้องทางประวัติศาสตร์จากหลายฝ่าย ทว่า Chernobyl ก็ยังคงเป็นมินิซีรีส์ที่ควรค่าแก่การศึกษาในแง่ของการสร้างสรรค์ ‘เรื่องเล่า’ อย่างที่เราไม่อาจปฏิเสธได้

ค้นคว้าให้หนัก สร้างตัวละครให้ชัด ยึดธีมไว้ให้มั่น

“ผมแค่อยากรู้ว่า ‘ทำไม’ มันถึงเกิดขึ้นมาได้?” ผู้สร้างและคนเขียนบทอย่าง เคร็ก มาซิน (คนเขียนบท The Hangover Part II และ III) พูดถึงหมุดหมายในการเล่าถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์-อันเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์เอง-ที่เคยเป็นคำถามวนเวียนอยู่ในใจเขามานาน มาซินจึงตัดสินศึกษาค้นคว้าเหตุการณ์นี้เพื่อสร้างเป็นซีรีส์มาตั้งแต่ปี 2014 ทั้งจากหนังสือ, บันทึกของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และรายงานของภาครัฐจำนวนมาก-ที่ตีพิมพ์ทั้งในและนอกโซเวียต โดยเฉพาะระบบการทำงานของปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ RBMK, ผลกระทบด้านสุขภาพจากการรับกัมมันตภาพรังสี -ทั้งในระดับเข้มข้นและเบาบาง- และความเป็นอยู่ของพลเมืองโซเวียตในปี 1986 เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เขาจำเป็นต้องเล่าออกมาให้ใกล้เคียง ‘ความเป็นจริง’ มากที่สุด

นอกจากความสมจริงแล้ว อีกเป้าหมายหนึ่งของมาซินก็คือการเล่าถึงเรื่องของผู้คนจำนวนมากที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์แห่งความเป็นความตายครั้งนี้ “ผมอยากเล่าเรื่องของคนที่ต้องใช้ชีวิตผ่านมันไปให้ได้ คนที่ต้องทนทุกข์ หรือต้องเสียสละเพื่อช่วยคนที่พวกเขารัก – ช่วยคนในประเทศ ช่วยเหลือทั้งทวีป และทำมันต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน” เขาจึงสร้างตัวละครมนุษย์ในหลายฝั่งฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ขึ้นมา จากระดับบริหาร ปฏิบัติการ ไปจนถึงกลุ่มผู้ได้รับผลจากกัมมันตภาพรังสี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง (เช่น จาเร็ด แฮร์ริส และ สเตลแลน สการ์สการ์ด ในบทของ วาเลรี เลกาซอฟ -รองผู้อำนวยการสถาบันนิวเคลียร์- กับ บอริส เชอร์บีนา -รองประธานคณะมนตรีบริหาร- คู่กัดรุ่นใหญ่ที่ต้องจำใจช่วยกันแก้ไขวิกฤตเชอร์โนบิลตามคำสั่งของรัฐ) และบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น ‘ภาพแทน’ ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (เช่น ตัวละคร อุลานา คอมยุค ของ เอมิลี วัตสัน ที่แทนกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ออกมาให้ความช่วยเหลือ และตัวละคร ปาเวล เกรมอฟ ของ แบร์รี คีโอแกน ที่แทนกลุ่มทหารอาสาที่จำเป็นต้องเข้ามาเคลียร์พื้นที่อันตรายด้วยการไล่ฆ่าหมาแมวที่โดนรังสี จนได้รู้ซึ้งถึงผลกระทบอันเลวร้ายน่าหดหู่ใจของมัน) ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความน่าติดตาม-แต่ก็ยังน่าเชื่อถือ-ให้แก่เรื่องเล่า ผ่านการบรรลุภารกิจและการปะทะอารมณ์/ความเชื่อระหว่างกันของตัวละคร

และเมื่อมาซินสนใจกับคำถามที่ว่า ‘ทำไมเหตุระเบิดที่เชอร์โนบิลถึงเกิดขึ้นมาได้?’ ซึ่งนำไปสู่การเล่าถึงความผิดพลาดของรัฐที่เจ้าตัวพยายามปกปิดหลังจากนั้น ประโยคคำถามที่ว่า “อะไรคือราคาที่เราต้องจ่ายจากคำหลอกลวง?” จึงกลายมาเป็นธีม (Theme) ที่ถูกเน้นย้ำอยู่บ่อยครั้งใน Chernobyl ผ่านกลุ่มตัวละครหลักของแฮร์ริส, สการ์สการ์ด และวัตสันที่แม้จะทำงานให้กับภาครัฐ แต่พวกเขาก็ค่อยๆ ตั้งคำถามกับ ‘การปกปิดความจริงของรัฐ’ ในระดับที่แตกต่างกันไป จนก่อให้เกิดเป็นการตัดสินใจต่างๆ ที่ช่วยนำพาให้เรื่องเล่านี้ดำเนินไปข้างหน้าอย่างลุ้นระทึก – ซึ่งนี่เองคือหัวใจหลักในการเล่าเรื่องที่ทำให้ Chernobyl นั้นน่าสะพรึง ไม่ใช่เพียงแค่การถ่ายทอดโศกนาฏกรรมอันน่าหวาดหวั่น หากแต่ยังรวมถึงการทดสอบ ‘ขีดความเป็นมนุษย์’ ของแต่ละตัวละครอย่างบีบคั้นหัวใจผู้ชมอีกด้วย

แปลงบทอันเข้มข้น ให้กลายเป็นภาพอันเข้มแข็ง

สำหรับการถ่ายทอดบทให้ออกมาเป็นภาพ มาซินและผู้กำกับอดีตนักร้อง/นักแต่งเพลงชาวสวีดิชอย่าง โยฮัน เรนค์ (เขาเคยกำกับมิวสิกวิดีโอล้ำๆ ให้ศิลปินดังๆ อย่าง บียอนเซ และ มาดอนนา รวมถึงกำกับหนังซันแดนซ์ Downloading Nancy เมื่อปี 2008) ต้องเดินทางไปสำรวจพื้นที่กักกันบริเวณเชอร์โนบิลของจริง เพื่อให้ได้ ‘ภาพในหัว’ ที่ตรงกันในเบื้องต้น ก่อนที่พวกเขาจะถ่ายทำกันในลิธัวเนีย-ซึ่งมีบรรดาสิ่งปลูกสร้างที่ยังคงบรรยากาศแบบสหภาพโซเวียตในยุคนั้นเอาไว้ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ร้างอิกนาลินาที่มีหน้าตาและตัวปฏิกรณ์ละม้ายคล้ายของเชอร์โนบิล-ตั้งแต่เมื่อกลางปี 2018 โดยนอกจากจะใช้งานสร้าง (การจำลองเชอร์โนบิลที่ถูกระเบิดออกมาได้อย่างน่าขนลุก), ซีจี (ภาพไฟลุกไหม้ที่สวยงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน รวมถึงบรรยากาศย้อนยุค), การแต่งหน้าเอฟเฟ็กต์ส (ที่แสดงภาพร่างกายมนุษย์ที่เสื่อมถอยจากผลกระทบของกัมมันตภาพรังสีได้อย่างน่าขนพองสยองเกล้า) และมุมกล้อง (ภาพกว้างที่สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์ และภาพแคบที่แสดงสภาวะกดดันบนใบหน้าของตัวละคร) ในการมอบอารมณ์บีบคั้นให้แก่ผู้ชมแล้ว ก็ยังมีการออกแบบ ‘ระดับเสียงที่ถูกเร่งขึ้นทีละนิด’ จากเครื่องวัดค่ากัมมันตภาพรังสีในทุกครั้งที่ตัวละครเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงอันตราย เพื่อเพิ่มเติมบรรยากาศน่ากดดันให้มากขึ้นตามสภาวะความตึงเครียดของตัวละครนั้นๆ อีกด้วย

ที่สำคัญ Chernobyl ยังได้นักแสดงฝีมือดีหลากรุ่นมาร่วมถ่ายทอดความสมจริงดังที่กล่าวไปแล้วด้วย ทั้งแฮร์ริส, สการ์สการ์ด, วัตสัน และคีโอแกน โดยพวกเขาทั้งหมดไม่จำเป็นต้องพูดสำเนียงรัสเซียหรือยูเครน แต่มาซินและเรนค์ยินยอมให้นักแสดงใช้สำเนียงประจำตัวของแต่ละคนไปเลย เพื่อป้องกันไม่ให้บทสนทนาออกมาฟังดูน่าขันหากนักแสดงออกสำเนียงผิดไป และยังช่วยให้การแสดงออกมาเป็นธรรมชาติมากกว่าด้วย แถมนักแสดงหลายคนที่รับบทบุคคลที่มีตัวตนตามประวัติศาสตร์ ก็ยังถูกแคสต์ออกมาให้เหมือนกับตัวจริงมากที่สุด โดยเฉพาะสามหนุ่มผู้บริหารและวิศวกรประจำเชอร์โนบิลอย่าง บรูคานอฟ, ฟอมิน และ ดีอัตลอฟ ที่ถูกตัดสินว่ามีส่วนผิดในเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้

เล่าเรื่องจริง, แค่ผสมดราม่า …หรือว่าเป็นอีกหนึ่งคำลวง?

ดังที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่า ถึงแม้ Chernobyl จะถูกสร้างออกมาจนเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ชม ทว่าเมื่อเหตุการณ์หลักของเรื่องเล่าอ้างอิงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยหากจะมีอีกหลายฝ่ายออกมาโต้แย้งถึงข้อเท็จจริงในมินิซีรีส์เรื่องนี้

ข้อโต้แย้งมีตั้งแต่ตัวละครนักวิทยาศาสตร์ของวัตสันที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นตัวเปิดโปงความจริงเรื่องระบบปฏิกรณ์ที่บกพร่องนั้น ไม่มีความจำเป็น (เพราะนักวิทยาศาสตร์สายนิวเคลียร์ของโซเวียตทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบมีปัญหา) / ฉากชาวเมืองไปยืนดูแสงไฟจากการระเบิดของปฏิกรณ์บนสะพานและเสียชีวิตทั้งหมดในเวลาต่อมา (จนสะพานนั้นถูกเรียกว่า ‘สะพานแห่งความตาย’) เป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปากที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง / ฉากที่ช่างประปาสามคนอาสาเข้าไปหมุนวาล์วระบายน้ำออกจากแท้งค์ด้วยมือในเขตต้องห้ามเพื่อป้องกันการระเบิดซ้ำนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริง และถึงเป็นจริง พวกเขาก็ไม่มีทางอยู่รอดปลอดภัยไปอีกหลายปีตามที่มินิซีรีส์กล่าวอ้าง / ไปจนถึงการที่สหภาพโซเวียตถูกทำให้กลายสภาพเป็น ‘ตัวร้าย’ ของมินิซีรีส์แบบเกินจริง ตั้งแต่การพยายามปิดข่าวเรื่องการระเบิด การไม่ยอมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของกัมมันตภาพรังสีสู่สาธารณชน ไปจนถึงการไม่ยอมรับถึงข้อบกพร่องของระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์-อันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุระเบิดครั้งร้ายแรง

นอกจากนี้ มาซินและเรนค์ยังโดนตำหนิเรื่องความไม่สมจริงในรายละเอียดอีกหลายอย่าง อาทิ รูปแบบหน้าต่างของอาคารในฉากต่างๆ ที่ดูทันสมัยเกินยุคนั้น หรือการที่เฮลิค็อปเตอร์ไม่สามารถบินจากมอสโคว์ไปเชอร์โนบิลได้ เป็นต้น Chernobyl ถ่ายทำสวยงาม ตัดต่ออย่างมืออาชีพ และทำซีจีได้เยี่ยมยอดก็จริง แต่มันไม่ได้ใกล้เคียงกับการสะท้อนความจริงเลย …ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ถูกนำเสนอในนั้น มันไม่จริงเอาเสียเลย” โอเลก วัวนอฟ โปรดิวเซอร์ที่เคยทำสารคดีเกี่ยวกับเชอร์โนบิลชี้ ขณะที่นักวิจัยด้านนิวเคลียร์ตัวจริงจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์อย่าง ดร.แคลร์ ค็อร์คฮิลล์ กลับเห็นต่าง “ฉันว่าพวกเขาก็ทำได้ดีนี่คะ ที่สามารถอธิบายวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจง่าย และยังรักษาความซื่อสัตย์ต่อเรื่องราวที่พวกเขาเล่าได้ถึงขนาดนี้”

แต่กระนั้น ด้วยการเล่าเรื่องอย่างทรงพลังภายใต้เวลาเพียง 5 ชั่วโมงกว่าของ Chernobyl ก็ยังคงทำให้ผู้ชมอย่างเราได้ร่วม ‘รู้สึกรู้สา’ ไปกับโศกนาฏกรรมในอดีตครั้งนี้อีกครา และอาจถึงขั้นย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง(และสังคมรอบข้าง)ในทุกวันนี้ว่า พวกเราปฏิบัติต่อกัน-ในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน-ดีพอแล้วหรือไม่ และ “อะไรคือราคาที่เรา-ตั้งแต่ผู้มีอำนาจไปจนถึงประชาชน-ต้องจ่ายจากคำหลอกลวง” เพื่อหลบเลี่ยงจากการรับผิดชอบต่อความบกพร่อง/ความผิดพลาดที่เราไม่กล้าจะยอมรับหรือแก้ไข จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและนำมาซึ่งความเสียหายที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ

“บทเรียนจาก Chernobyl ไม่ใช่เรื่องที่ว่าพลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่อันตรายร้ายแรงหรอกครับ” มาซินกล่าวสรุป “แต่มันคือ การโกหกหลอกลวงกัน ความทะนงตน และการไม่ยอมถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่างหากที่อันตรายอย่างถึงที่สุด”