animation anime Ghost in the Shell Manga การ์ตูน

Ghost in the Shell (1995) อนิเมะไซ-ไฟ/ปรัชญาสะเทือนโลก

Home / bioscope / Ghost in the Shell (1995) อนิเมะไซ-ไฟ/ปรัชญาสะเทือนโลก

โดย บดินทร์ เทพรัตน์

 

Ghost in the Shell อนิเมะแนวไซ-ไฟปี 1995 ของ มาโมรุ โอชิอิ ซึ่งดัดแปลงมาจากมังงะในชื่อเดียวกันของ มาซามูเนะ ชิโระ อาจเป็นหนังที่ล้มเหลวด้านรายได้ในตอนเข้าฉายที่ญี่ปุ่นครั้งแรก แต่ต่อมา มันกลับสั่งสมความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และยังคงได้รับการพูดอยู่ถึงจนทุกวันนี้

ด้วยความที่หนังมีประเด็นที่เป็นสากล ร่วมสมัยและทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอินเตอร์เน็ต, ไซเบอร์สเปซ, ปัญญาประดิษฐ์, ไซบอร์ก, อวัยวะเทียม, การก่อการร้ายทางข้อมูล, ความจริงเสมือน ฯลฯ (ซึ่งน่าทึ่งเมื่อคิดว่าอนิเมะเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นตอนที่อินเตอร์เน็ตเพิ่งตั้งไข่) บวกกับประเด็นชวนขบคิดอย่างเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อสังคม, จิตกับร่างกาย, ความเป็นมนุษย์, ตัวตนในโลกดิจิตอล, การปลูกฝังความทรงจำ, ความเหลื่อมล้ำของสังคม ฯลฯ

จนอาจกล่าวได้ว่า Ghost in the Shell ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอนิเมะยุคใหม่ และส่งอิทธิพลต่อภาพยนตร์ในยุคหลังอย่างมหาศาล

 

มังงะเรื่อง Ghost in the Shell เป็นผลงานของมาซามูเนะ ชิโระ-อันเป็นนามปากกาของ มาซาโนริ โอตะ นักเขียนการ์ตูนแนวไซ-ไฟ ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกใน Young Magazine ระหว่างปี 1989-1990 ด้วยจำนวนเพียง 11 ตอน โดยเนื้อเรื่องของมันเกิดขึ้นในปี 2029 เมื่อเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าจนสามารถสร้าง ‘ร่างกายเทียม’ แบบไซบอร์กเพื่อเปลี่ยนถ่ายให้กับมนุษย์ได้ รวมถึงมีการสร้าง ‘สมองไซเบอร์’ ที่สามารถนำข้อมูลในสมองมนุษย์ไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์คและสื่อสาร/รับส่งข้อมูลกับคนอื่นได้ผ่านสายยูเอสบีหรือไวร์เลสส์ โดยตัวเอกของเรื่องได้แก่ผู้พัน มาโตโกะ คุซานางิ มนุษย์ที่ร่างกายถูกเปลี่ยนเป็นไซบอร์กทั้งตัว และอยู่ในองค์กร Public Security Section 9 ซึ่งเป็นหน่วยติดอาวุธที่มีหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้ายในโลกไซเบอร์

แม้จะเป็นมังงะ แต่เนื้อหาในเล่มก็ไม่เหมาะสำหรับเด็กสักเท่าไหร่ เพราะมีภาพบางส่วนที่รุนแรงและล่อแหลมทางเพศ บวกกับเนื้อหาซับซ้อนเข้าใจยาก ด้วยความที่ผู้เขียนใส่แง่มุมทางสังคม, เทคโนโลยี, จิตวิทยา, ปรัชญา ฯลฯ เข้าไปเต็มสูบ อีกทั้งยังใส่บทพูดที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค (ซึ่งบางคำก็เป็นศัพท์ที่ชิโระคิดขึ้นมาเอง) และเชิงอรรถอธิบายแบบยาวเหยียด จนหลายคนบอกว่าอ่านยากเสียยิ่งกว่าตำราเรียน “ผมเป็นคนที่สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์อย่างมากและมักจะใส่แง่มุมดังกล่าวลงไปในผลงานด้วย โดยพยายามทำให้มันไม่ออกมาเรียบง่ายหรือซับซ้อนเกินไป” ชิโระกล่าว “Ghost สื่อถึงจิตวิญญาณมนุษย์ส่วน Shell คือร่างกายที่เป็นเปลือกนอก ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ถ้าร่างกายถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องจักร สิ่งใดที่จะทำให้เรายังเป็นมนุษย์อยู่”

หลังมังงะวางแผงได้ไม่นาน สตูดิโอแอนิเมชั่นอย่าง I.G. ก็ได้ขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อมาสร้างเป็นหนังอนิเมะ โดยร่วมทุนกับ มังงะ เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทจัดจำหน่ายหนังในอังกฤษ และได้มาโมรุ โอชิอิ (จากซีรีส์อนิเมะหุ่นยนต์ Patlabor) มากำกับ ซึ่งชิโระก็ให้อิสระโอชิอิในการดัดแปลงและใส่สไตล์ของตัวเองลงไปได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น แม้เนื้อหาและตัวละครของฉบับอนิเมะจะยังคงอ้างอิงจากมังงะเป็นหลัก แต่ก็มีการดัดแปลงให้ซับซ้อนน้อยลงและตัดเทคนิคข้อมูลเชิงลึกออกไปเพื่อให้หนังเข้าใจง่ายขึ้น โดยโอชิอิกล่าวว่า “ผมต้องการให้หนังก้าวข้ามผู้ชมเฉพาะกลุ่มอย่างคอหนังไซ-ไฟหรือคนที่สนใจคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์คไปสู่กลุ่มผู้ชมวงกว้างที่สามารถสนุกไปกับหนังได้โดยที่เรายังคงประเด็นเรื่องอนาคต เทคโนโลยี การเมืองเอาไว้อยู่” นอกจากนั้น เขายังตัดอารมณ์ขันร้ายๆ ของฉบับมังงะออกไป เพื่อให้เกิดโทนที่นิ่งและเย็นชามากขึ้นด้วย

เรื่องราวหลักๆ ถูกดึงมาจากมังงะสองตอนสุดท้ายว่าด้วยช่วงเหตุการณ์ที่ผู้พันมาโตโกะต้องร่วมมือกับคู่หูไซบอร์กร่างใหญ่อย่าง บาโตะ และผู้ช่วยที่เป็นมนุษย์อย่าง โทงุสะ ไขคดีที่เกิดจากแฮ็คเกอร์ปริศนาอย่าง The Puppetmaster (นักเชิดหุ่น) ซึ่งแฮ็คสมองมนุษย์แล้วบงการให้สร้างความวุ่นวายหลายครั้ง จนสุดท้าย พวกเขาได้พบว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของนักเชิดหุ่นนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อล้วงความลับจากประเทศต่างๆ แต่โปรแกรมกลับหลุดจากการควบคุมแล้วหันมาโจมตีรัฐบาลเสียเอง ขณะที่เมืองนิวพอร์ตซิตี้-อันเป็นฉากหลังของเรื่อง-ก็ถูกปรับเปลี่ยนจากเมืองในมังงะที่มีลักษณะเป็นโลกอนาคตดิสโทเปียทั่วไป ไปเป็นเมืองในอนิเมะที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับ ‘ฮ่องกง’ ซึ่งเต็มไปด้วยแสงไฟนีออนและมีฝนตกตลอดเวลา เนื่องจากโอชิอิอยากได้เมืองที่มีความหลากหลายมีอารยธรรมใหม่กับเก่าปะปนกันจนแยกไม่ออก และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร

เมื่อออกฉาย แม้ตัวเลขรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศจะไม่สู้ดีนัก แต่ Ghost in the Shell ก็ยังได้รับเสียงชื่นชมอย่างหนาหู ทั้งเนื้อหาที่สื่อสารประเด็นลึกซึ้ง, จินตนาการสุดล้ำ (ที่สามารถทำนายโลกในอนาคตได้อย่างแม่นยำ), การผสมผสานแนวทางแอ็กชั่นสืบสวนเข้ากับเนื้อหาเชิงปรัชญาได้อย่างลงตัว รวมถึงโปรดักชั่นด้านงานภาพและการออกแบบตัวละคร/ฉากหลัง (ถือเป็นหนังอนิเมะเรื่องแรกๆ ที่ใช้เทคนิคการวาดด้วยมือผสมคอมพิวเตอร์กราฟิก) จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในแอนิเมชั่นที่ดีที่สุดตลอดกาลจากหลายสำนักในเวลาต่อมา ซึ่งผู้กำกับ เจมส์ แคเมอรอน ถึงกับกล่าวว่า “มันเป็นหนังแอนิเมชั่นสำหรับผู้ใหญ่เรื่องแรกจริงๆ ที่ก้าวไปถึงจุดที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมทั้งงานภาพและความเป็นวรรณกรรม”

ความสำเร็จของ Ghost in the Shell ถือเป็นการตอกย้ำให้คอหนังทั่วโลกได้รู้จักกับอนิเมะญี่ปุ่นมากขึ้น และยังเป็นการย้ำให้เห็นว่า อนิเมะนั้นไม่ได้เป็นแค่สื่อสำหรับเด็ก แต่มันสามารถเล่าประเด็นหนักๆ อย่างวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และการเมืองได้เช่นกัน และ Ghost in the Shell ก็น่าจะสามารถส่งต่ออิทธิพลไปยังคนทำหนังไซ-ไฟทั่วโลกได้อีกแสนนาน ตราบใดที่เทคโนโลยีและโลกไซเบอร์สเปซยังมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และตราบใดที่ ‘ความเป็นมนุษย์’ ยังเป็นประเด็นซับซ้อนที่ทำให้เราต้องถกเถียงและตั้งคำถามกันต่อไปอย่างไม่จบสิ้น-ดังเช่นทุกวันนี้

ตัดทอนบางส่วนมาจากบทความในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 187