BNK48 Where We Belong Where we belong 'ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า' คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า พานการเมือง มิวสิค BNK48 มิวสิค แพรวา เจนนิษฐ์ BNK48 เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ แพรวา สุธรรมพงศ์

คุยประเด็น ‘พานการเมือง’ และ ‘เรื่องของวัยรุ่น’ กับคงเดช จาตุรันต์รัศมี และ เจนนิษฐ์ – มิวสิค BNK48

Home / bioscope / คุยประเด็น ‘พานการเมือง’ และ ‘เรื่องของวัยรุ่น’ กับคงเดช จาตุรันต์รัศมี และ เจนนิษฐ์ – มิวสิค BNK48

หนังของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี นั้นมีกลิ่นอายคล้ายคลึงกันบางประการ ข้อแรก มันเต็มไปด้วยความละเมียดละไมทางการเล่าเรื่อง ข้อสอง มันพูดถึงคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม และข้อสาม มันมักมีประเด็นทางการเมืองโอบล้อมในหนังอยู่เสมอ -ทั้งอย่างจางๆ และเข้มข้น- Where we belong ‘ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า’ คือหนังยาวลำดับล่าสุดของคงเดช

เรายังไม่ได้ดูหนัง ยากจะเดาว่ามันเป็นหนังที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายบรรยากาศบ้านเมืองหรือเปล่า หากแต่ถ้าเราใช้เกณฑ์จากหนังลำดับก่อนๆ ของคงเดช ตลอดจนเหล่าตัวละครที่เป็นเด็กสาวธรรมดา ที่หาตำแหน่งแห่งหนของตัวเองในสังคมนี้ไม่ได้ พวกเขาต้องเติบโตต่อไปในเมืองที่ดูเหมือนจะทอดทิ้งพวกเขาไกลออกไปทุกที ซึ่งในโลกความจริง มันสะท้อนผ่านประเด็นร้อนระอุในเวลานี้อย่างการทำ ‘พานไหว้ครู’ -ที่เราละเว้นเรื่องการที่ตัววัฒนธรรมเองอาจเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจนิยมไว้ก่อน- เพื่อมุ่งไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่า พานพุ่มของเหล่านักเรียนนั้น ล้วนเต็มไปด้วยนัยยะทางการเมือง ทั้งแอบแฝงและโจ่งแจ้ง ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนความคิดของพวกเขาที่มีต่อประเทศนี้

การจับเข่าคุยกับคงเดช คนทำหนังที่แทรกประเด็นการเมืองในเรื่องราวของตัวเองเสมอ กับสองนักแสดงนำ กระเต็น – เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ และ มิวสิค – แพรวา สุธรรมพงษ์ ที่เป็นเยาวชนในไทย ว่าพวกเขามองความบอบบางและอ่อนไหวของเหล่าผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้อย่างไรกัน

 

มองประเด็นเรื่องพานการเมืองกันยังไงบ้าง

คงเดช – (หันมองหน้านักแสดง) อยากรู้เหมือนกัน (หัวเราะ)

มิวสิค – (คิด) เดี๋ยวนี้สังคมมันก็เปิดกว้างมากๆ เนาะ สิคเองก็เป็นคนที่ตอนเรียนมัธยม เราเรียนสายสังคม มันจะมีพวกวิชากฎหมาย รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ซึ่งคนไม่ค่อยรู้ว่ามี เรารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้สังคมมันเปิดกว้าง อินเตอร์เน็ตมันก็เปิดโลก ติดต่อกันได้ง่าย มันมีหลายๆ ครั้งเลยที่สงสัยอะไรแล้วก็เสิร์ชหา มันก็จบแล้ว มันไม่ได้เสิร์ชแค่ในประเทศ บางทีคำตอบมันอยู่ที่ต่างประเทศก็มี เราเลยรู้สึกว่า มันเปิดกว้างในเรื่องความคิดเห็นมากขึ้น เยาวชนเขาเลยกล้าออกมาวิเคราะห์ มาพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น

แต่สำหรับหนู ไม่ใช่แค่เด็กนะ แต่เราทุกคนควรจะมีสิทธิแสดงความเห็นของเราสิ มันไม่ได้มีความเห็นไหนผิดนี่ มนุษย์คิดได้ เราแค่พูดมันออกมา แต่บางทีมันติดจรรยาบรรณหรือติดเรื่องโน้นเรื่องนี้ อะไรสักอย่าง แต่หนูว่ามันไม่ผิดเลยที่เราจะแสดงความคิดเห็น

เจนนิษฐ์ – อย่างหนูจะเป็นพวกแกนนำพาเพื่อนเรียกร้องสิทธิของตัวเอง (มิกสิคหัวเราะ) เหมือนแค่เรื่องเล็กๆ เมมเบอร์เขาก็ไม่กล้าพูดกับผู้ใหญ่กัน เกรงใจ แต่เส้นบางๆ มันอยู่ระหว่างการเกรงใจกับการถูกเอาเปรียบ เราก็จะบอกว่า ไม่ได้สิ นี่มันงานของเรานะ คราวหลังต้องบอก ถ้าไม่บอกออกไปสุดท้ายเราก็เสียใจ เราจะเป็นพวก ‘ทำสิทำ’ พูดเลยอะไรแบบนี้

 

เคยโดนคนที่โตกว่าเบรคเราไหม

เจนนิษฐ์ – ยังค่ะ อาจจะมีก็ได้นะ แต่ตอนนี้ยัง

อย่างสมมติถ้าเป็นเรื่องพานอย่างนี้ ถ้าคุณครูเราเป็นพวกขวาจัดๆ แล้วเรารู้ว่าถ้าเราไปบอกเขา เขาจะไม่ให้ทำพานการเมืองแน่นอน หนูก็จะบอกเพื่อนเลยว่าทำเถอะแล้วค่อยไปโดนด่าทีหลัง (คงเดชหัวเราะ) อย่าไปบอกเขาสิ เราก็ทำไปเลย แล้วโดนด่าทีหลังก็ค่อยว่ากัน แต่สุดท้ายก็ถือว่าฉันได้แสดงจุดยืนแล้วนะ ฉันได้ทำมันออกมาแล้ว ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่ผิดมาก หรือเดือดร้อนอะไรขนาดนั้น ถ้ามันแค่เรื่องทำพานแล้วเรามีไอเดียแบบนี้ๆ ก็อยากทำนะ

มิวสิค – ครูที่สอนรัฐศาสตร์หนูเขาก็จะประมาณนี้นะ เหมือนเขาพร้อมจะแลกเปลี่ยนความคิดกับเด็กเสมอ เพราะบางทีสิ่งที่เราคิด ทำออกมา เขาเข้าใจเรามาก ไม่ค่อยปฏิเสธสิ่งที่เราเป็น แต่ถ้าอันไหนที่มันผิด เขาก็มาเตือน เขาก็เหมือนประกบดูแลเราทุกขั้นตอน แต่ก็ดูแลและให้อิสระทางความคิดเรา หนูอยากทำอะไรหนูก็ทำไปเลย

ยังไงดีล่ะ เหมือนเขาไม่ได้คิดว่าความคิดสร้างสรรค์มันเป็นสิ่งผิดเสมอไป ปล่อยเด็กให้ใช้จินตนาการของตัวเอง แล้วมาย้อนดูว่าสิ่งที่เด็กทำนั้น มันไม่สมควรหรือเด็กแค่พูดในสิ่งที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่กำลังเป็นอยู่ แค่นั้นเองค่ะ


พี่คงเดชแคสต์มาเฉียบจริงๆ

คงเดช – (ยิ้มกว้าง หันมาคุยกับ BIOSCOPE) เข้าใจแล้วใช่มั้ย

เจนนิษฐ์ – อย่างเรื่องจารีต ประเพณี หนูว่ามันก็ดีของมันแล้ว แต่ถามว่ามันเปลี่ยนได้ไหม มันก็ควรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยน่ะ ไม่ใช่ว่าเราทำให้มันหายไป แต่ทุกอย่างมันเปลี่ยนตลอดเวลาอยู่แล้ว จะให้เป็นเหมือนเดิมตลอดก็คงไม่ได้ โชคดีที่หนูอยู่ในโรงเรียนที่เขารับครูฝึกสอนเข้ามาบ่อยๆ ซึ่งก็จะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เด็กจะชอบมากเพราะพูดตรงไปตรงมากับครูได้

คงเดช – เราว่ามันค่อนข้างเห็นชัด การที่เด็กเขาทำพานออกมา มันแสดงว่าเขารู้สึก แน่นอนว่าคุณปิดกั้นข้อมูลไม่ได้ เด็กได้รับข้อมูลและแสดงสิ่งนี้ออกมา มันคือการแสดงความรู้สึกของเขา ฉะนั้น ประเด็นคือว่า การพยายามเข้าไปครอบงำแต่เราก็ยังอยู่ในประเทศที่บอกว่าตัวเองเปิดกว้างอยู่ มันก็เลยมีความกลับไม่ได้ไปไม่ถึง ถ้าสมมติเราอยู่ในประเทศที่ควบคุมสื่อเบ็ดเสร็จ มันก็เป็นอีกเรื่องนึง แต่นี่มันเป็นประเทศที่บอกว่าเรามีเสรีภาพ ซึ่งจริงๆ เราก็ต้องยอมรับแหละว่าการที่เด็กแสดงออกออกมานั้นแปลว่าเขารู้สึก

ที่เราห่วงคือ ทำยังไงไม่ให้พวกเด็กๆ พวกนี้รู้สึกผิดหวังกับประเทศ ไอ้เราจะผิดหวังน่ะไม่เป็นไรหรอกเพราะเราโตแล้ว เดาได้บ้างอยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้เราผิดหวังมามากมายแล้ว แต่เด็กที่จะใช้ชีวิตในประเทศนี้ต่อไปอีกนานกว่าเรามากๆ ทำยังไงให้เขาไม่ผิดหวัง ไม่สิ้นหวังไปก่อน เอ๊ะ ไอ้เลือกตั้งที่ผ่านมานี่ฉันได้เลือกไปแล้วหรือยัง มันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า มันจะแย่มากถ้าเขาผิดหวังจนเลิกจะคิดและแสดงความเห็นออกมา ขณะที่การเคลื่อนไหวที่ฮ่องกงนี่ยิ่งใหญ่มาก

เจนนิษฐ์ – โคตรสตรอง!

มิวสิค – เขาทำได้ยังไง เขาสามารถรวมตัวกันได้ยังไงนะ

คงเดช – เราว่ามันเป็นการมองภาพรวมของชาติต่างกันจากเรา

Where we belong ‘ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า’ ว่าด้วยเรื่องของ ซู (เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ) ผู้อดทนกับความกดดันและย่ำแยของครอบครัว สังคมไม่ไหว จนหาทางหลีกหนีไปจากที่แห่งนี้ด้วยการหาทุนไปเรียนต่อยังฟินแลนด์โดยไม่หันหลังกลับมาอีก แม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่เธอต้องละทิ้งครอบครัว สังคม และเพื่อนฝูงไปก็ตาม โดยเฉพาะ เบลล์ (แพรวา สุธรรมพงษ์) เพื่อนรักที่คอยช่วยเหลือดูแลเธอเสมอ ซึ่งการตั้งใจเดินทางอันแน่วแน่ของซูนั้นสั่นคลอนด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนผู้มาช่วยเธอเก็บกระเป๋าครั้งสุดท้าย ที่อาจจะหมายความถึงการออกเดินทางไกลและไม่ได้พบกันอีกตลอดกาลของทั้งสอง