‘ผมทำหนังสารคดีเพื่อจะตีแผ่ความห่วยของประเทศ!’ ทำหนังสารคดีการเมืองให้เถื่อนระห่ำแบบ ไมเคิล มัวร์

Home / bioscope / ‘ผมทำหนังสารคดีเพื่อจะตีแผ่ความห่วยของประเทศ!’ ทำหนังสารคดีการเมืองให้เถื่อนระห่ำแบบ ไมเคิล มัวร์

ถ้าคุณชอบดูหนังสารคดี คงน่าจะเคยดูหนังที่เล่าถึงการเมืองและสังคมของอเมริกันด้วยท่าทีจริงจังทว่าก็กวนโอ๊ยของ ไมเคิล มัวร์ มาบ้างไม่มากก็น้อย นับตั้งแต่ Roger & Me (1989) ที่สำรวจความเสื่อมถอยของฟลินต์, มิชิแกน บ้านเกิดของมัวร์ผ่านผู้บริหาร โรเจอร์ บี สมิธ อย่างแสบสันต์และทะลุทะลวงด้วยการระดมทุนจากเหล่าเพื่อนบ้านจากการเล่นเกมบิงโก เอามาสร้างเป็นหนังสารคดีที่เล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายหากแต่เปี่ยมอารมณ์ขัน(ขื่น)จนมันสร้างชื่อให้เขาเป็นคนทำหนังสารคดีหน้าใหม่ที่น่าจับตาทันที

นับจากนั้น ถนนหนทางของอดีตนักศึกษาวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน-ฟลินต์นามไมเคิล มัวร์ ก็เข้าสู่สนามการทำหนังอย่างเต็มตัว เขาโดดเข้ามาทำหนังป้อนโทรทัศน์อยู่อีกพักใหญ่ แถมด้วยมิวสิกวิดีโอเพลง Sleep Now in the Fire โดยวง Rage Against the Machine ที่ประท้วงการเคลื่อนไหวเรื่องทุนของวอลล์ สตรีตจนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบหลังเขาพยายามถ่ายทำนักดนตรีและชาวเมืองที่บุกขึ้นอาคารวอลล์ สตรีตโดยไม่ได้รับอนุญาต (…)

และปี 2004 นั่นเองที่มัวร์แจ้งเกิดสุดขีดในฐานะคนทำหนังสารคดีสุดเดือดดาลและบ้าระห่ำ ทั้งยังเปี่ยมอารมณ์ขันแบบบ้าบอสุดๆ อย่าง Fahrenheit 9/11 –ส่งมัวร์คว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์- ที่ใช้ทุนสร้าง 6 ล้านเหรียญฯ และกวาดรายได้เฉพาะสัปดาห์เปิดตัวที่ 23 ล้านเหรียญฯ เฉพาะในบ้านเกิด (ยอดรวมการฉายทั้งโลกอยู่ที่ 119 ล้านเหรียญฯ) โดยมันสำรวจสภาพสังคมและความหวาดกลัวของประชากรชาวอเมริกันหลังเกิดเหตุระเบิดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในวันที่ 11 กันยายน 2001 ตลอดจนหนังลำดับล่าสุด Fahrenheit 11/9 (2018) -ที่แน่นอนว่าตั้งชื่อแซวหนังแจ้งเกิดของตัวเอง- ว่าด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางความเหวอแตกและงุนงงของผู้คนที่เชื่อว่าคู่แข่งอย่าง ฮิลารี คลินตัน น่าจะคว้าชัยมากกว่า และบทสำรวจในครั้งนี้ก็เฉียบคมและแทงใจทั้งฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครต

“ตอนผมถ่ายหนัง ผมนึกเสมอแหละว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในเบาะหนังสักแห่งในโรงหนัง ผมเคารพความคิดที่ว่าคนทำงานเหนื่อยมาตลอดทั้งสัปดาห์และมาดูหนังช่วงวันหยุด ก็อยากได้รับความบันเทิงเหมือนกัน” มัวร์สาธยาย “การเมืองในหนังของผมจึงต้องแข็งแรงและบันเทิงคนดูได้ด้วย

“เอาจริงๆ เราต้องการคนทำหนังสารคดีอีกเยอะๆ เพื่ออะไรน่ะเหรอ ก็เพื่อจะตีแผ่ไอ้ความห่วยแตกของประเทศนี้ไงเล่า!”

และการจะทำหนังสารคดีที่ ‘จี๊ด’ ถึงสมองแบบมัวร์ได้นั้น เขาเคยแนะเคล็ดลับไว้ดังนี้

 

อย่าทำสารคดี แต่จงทำหนัง” (ห๊ะ)

แน่นอนว่าผลงานของมัวร์นั้นถูกจัดเป็นสารคดีหรือ non-fiction เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหนำซ้ำสิ่งที่ปรากฏบนจอก็ไม่ใช่การแสดงบทบาท หากแต่น้อยมากที่มัวร์จะเล่าเรื่องด้วย talking heads หรือการนั่งสัมภาษณ์แล้วคุยใส่กล้อง ตรงกันข้าม มันคือหนังที่เต็มไปด้วยฟุตเตจและบทสนทนาสุดเหวอ (ส่วนมากก็มาจากความกวนประสาทและอารมณ์ขันของมัวร์เอง) ทั้ง Fahrenheit 11/9 ที่ดั้นด้นไปสัมภาษณ์ผู้คนในมิชิแกนกับภาพฟุตเตจข่าวที่เอามาเรียงร้อยอย่างลงตัว หรือสารคดีปั่นประสาทสุดฮา Where to Invade Next (2015) แซวการทำตัวเป็นมหาอำนาจของอเมริกาที่สวัสดิการสังคมแพ้ประเทศแถบยุโรปหลุดลุ่ยจนดูราวกับความยิ่งใหญ่แบบลุงแซมนั้นไม่มีอยู่จริง

“คุณเป็นผู้กำกับคุณก็ต้องทำหนังดิ!” มัวร์ให้คำแนะนำอย่างครื้นเครง “คนดู -ซึ่งคือเหล่าประชากรที่ทำงานหนักมาทั้งสัปดาห์- ดิ่งมาที่โรงหนังในคืนวันศุกร์ พวกเขามาที่โรงหนังก็เพราะอยากดูหนัง อยากดูอะไรสักอย่าง ไม่ได้สนใจด้วยว่าคุณจะทำเขาร้องไห้ได้ไหม หัวเราะเสียงดังหรือเปล่า สิ่งที่พวกเขาไม่อยากได้คือการเทศนาแบบโต้งๆ โว้ย พวกเขาไม่ได้อยากถูกชี้แนะจากเรา พวกเขาแค่อยากดูอะไรที่บันเทิงๆ แค่นั้นแหละ”

 

อย่าเทศนาคนดู”

 

สืบเนื่องจากคำแนะนำข้อก่อนหน้า สำหรับบางคน สารคดีคือการอบรมความรู้ชุดใหญ่ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แถมยังพ่วงมากับความรู้สึกจริงจังจนชวนให้หลับเอาได้ง่ายๆ แต่คนทำหนังอย่างไมเคิล มัวร์ไม่เคยทำให้คนดูง่วงนอนระหว่างดูหนังของเขาเลย แม้ว่าหนังทั้งหมดของเขาจะว่าด้วยเรื่องหนักๆ อย่างการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งหมดถูกเล่าด้วยท่าทีเปี่ยมสีสัน อารมณ์ขันและความโปกฮาแบบที่น้อยคนจะเลียนแบบได้ Capitalism: A Love Story (2009, ชิงสิงโตทองคำจากเทศกาลหนังนานาชาติเวนิส) ที่วิจารณ์ระบบทุนนิยมของอเมริกาแบบถึงลูกถึงคน หรือ Sicko (2007) สำรวจระบบสาธารณสุข -ที่แสนจะใจร้ายกับประชาชน- ของอเมริกา ด้วยหัวข้อที่ฟังดูน่าง่วงขนาดนี้แต่มัวร์ก็หาทางเล่ามันออกมาได้อย่างน่าสนใจและเฉียบคมเสมอ

“ถ้าคุณอยากสปีชอะไรทางการเมืองเจ๋งๆ ก็ไปเข้าร่วมพรรคการเมือง อยากให้โอวาทก็ไปเป็นนักบวช ถ้าอยากสอนคนอื่นก็ไปเป็นครู แต่ถ้าคุณเลือกจะทำหนังก็เล่ามันเป็นภาพยนตร์ซะสิ” มัวร์กล่าว “พวกกลุ่มปัญญาชนฝ่ายซ้ายบางคนนี่ชอบเหลือเกิ๊นเอาแต่แพล่มอยู่ฝ่ายเดียวเนี่ย ทำตัวสำเร็จความใคร่ในการเที่ยวไปเทศนาทฤษฎีให้คนอื่นฟัง

“ในชีวิตนี้ ผมอยากเปลี่ยนแปลงการเล่าเรื่องที่ว่า ผมไม่มีเวลามานั่งเอื่อยเฉื่อยฟังพวกแม่งแพล่มหรอกนะ!”

 

ทำประเด็นที่ตัวเองสนใจ”

“คุณต้องทำหนังที่คุณอยากจะทำจริงๆ เชื่อมั่นในประเทศที่มีประชากร 320 ล้านคนดิ ไอ้ 319 ล้านคนอาจจะเกลียดหนังคุณ แต่ไอ้ล้านคนที่เหลืออาจจะชอบก็ได้ แค่คนหนึ่งล้านเท่านั้นเองที่เข้าไปดูหนังที่คุณกำกับในตอนสัปดาห์เปิดตัว คุณก็ได้ตังค์ 50 ล้านเหรียญฯ แล้วใช่ปะ เพราะงั้นก็ช่างแม่งเหอะว่าใครจะไม่ชอบ ทำไอ้หนังที่คุณอยากทำก็พอแล้วเว่ย!”

ใครจะกล่าวประโยคนี้ไปได้ดีกว่าลูกพี่เขาอีกล่ะ เพราะลำพังการแจ้งเกิดด้วยหนังเรื่องแรกอย่าง Roger & Me ก็พูดเรื่องสภาพสังคมที่ตัวเองเติบโตมาล้วนๆ จนแม้แต่เรื่องล่าสุด ก็ยังขุดรากถอนโคนถิ่นเกิดและปัญหาคอร์รัปชั่นในพื้นที่จนไม่รู้ว่านักการเมืองต้องหน้าชาไปกี่คน แถมยังไม่ไว้หน้าพรรคเดโมแครตที่เขาถือหางด้วยเพราะกระซวกเต็มแรงว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งความขัดแย้งและการขึ้นดำรงตำแหน่งของทรัมป์ ล้วนมีสาเหตุมาจากความง่อนแง่นแถมประนีประนอมจนเกินขีด

BIOSCOPE Theatre

เสาร์ที่ 15 มิถุนายน
Where to Invade Next (2016, ไมเคิล มัวร์)

วันเสาร์ รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: one or more people and text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre มิถุนายน 2019