I Don’t Want to Sleep Alone Tsai Ming Liang ไฉ้หมิงเลี่ยง

ไฉ้หมิงเลี่ยง ในวันที่การแต่งงานเพศเดียวกันถูกกฎหมายในไต้หวัน

Home / bioscope / ไฉ้หมิงเลี่ยง ในวันที่การแต่งงานเพศเดียวกันถูกกฎหมายในไต้หวัน

สัมภาษณ์โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์ / เรียบเรียงโดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์

ดังที่หลายๆ คนคงทราบแล้วว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไต้หวันได้กลายมาเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่คู่รักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเทศกาลภาพยนตร์ LGBTQ+ ไต้หวัน 2019 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-15 มิถุนายน ก็ถือว่ามาอย่างประจวบเหมาะพอดีกับชัยชนะของการต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมสำหรับนักดูหนังชาวไทยในการเปิดตาเปิดใจรับชมภาพยนตร์หลากรสจากไต้หวันที่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของชีวิต การยอมรับความแตกต่าง และความซับซ้อนของเพศสภาพมนุษย์

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของเทศกาลหนีไม่พ้นหนังปิด I Don’t Want to Sleep Alone (2006) ผลงานของผู้กำกับมือฉมังชาวไต้หวันอย่าง ไฉ้หมิงเลี่ยง (TSAI Ming-liang) ที่มาร่วมพูดคุยหลังเสร็จสิ้นการฉายด้วย โดยนอกจากเขาจะมาบอกเล่าความเป็นมาของหนังเรื่องนี้ แง่คิดในการทำหนัง และเกร็ดข้อมูลความเป็นมาของแวดวงภาพยนตร์ไต้หวันให้ผู้ชมได้ฟัง (ทั้งยังเล่าพอหอมปากหอมคอด้วยว่ากำลังถ่ายโปรเจ็กต์หนังเรื่องล่าสุดอยู่ในกรุงเทพฯ!) แน่นอนว่า BIOSCOPE ย่อมไม่พลาดโอกาสในการพูดคุยกับคนทำหนังมากฝีมือผู้นี้ แม้เป็นเพียงการคุยกันในระยะเวลาสั้นๆ แต่มันก็เผยให้เราได้เข้าใจมากขึ้นถึงเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมในไต้หวัน และทัศนะในการทำหนังว่าด้วยความหลากหลายทางเพศของไฉ้หมิงเหลียง

ก่อนอื่นเลย ขอแสดงความยินดีด้วยที่ไต้หวันเพิ่งผ่านกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันได้สำเร็จ

ขอบคุณมาก!

 

คุณรู้สึกหรือมีความเห็นอย่างไรบ้างกับการผ่านกฎหมายนี้

มันเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะไต้หวันเป็นสังคมคนจีน ผมเลยรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมายเสียที ผมนึกย้อนไปถึงวันที่มีการลงคะแนนเสียงในรัฐสภา ตอนนั้นผมกำลังขายตั๋วหนังใหม่ของตัวเองเรื่อง Your Face อยู่ในไทเปแต่ในใจก็ยังคิดอยู่ตลอดว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในรัฐสภาบ้าง ผมได้ข้อความอัปเดตอยู่เรื่อยๆ ว่าตอนนี้มาตรานี้ผ่านแล้ว… ตอนนี้มาตรานี้ผ่าน… ตอนนี้มาตรานี้ผ่าน…

มันเป็นวันที่ฝนตกหนักมากแต่ผมก็คิดว่าผมต้องไปที่หน้ารัฐสภาให้ได้เพื่อไปหาเพื่อนของผมที่ชื่อ ฉีเฉียเหวย (CHI Chia-wei) เขาเป็นหนึ่งในแอ็กติวิสต์คนสำคัญที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิ LGBTQ ในไต้หวันมามากกว่า 30 ปี ผมยังจำได้ว่าสมัยก่อนเคยเห็นเขาต้องไปยืนเรียกร้องบนถนนให้คนไปโหวตผ่านกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันอยู่เลย มาถึงตอนนี้ผมเลยรู้สึกว่าคนไต้หวันน่ารักมากที่ร่วมกันทำให้การแต่่งงานของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมายได้

 

มีอะไรที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะของสังคมไต้หวันหรือเปล่าที่ทำให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ผ่านกฎหมายนี้

สิ่งที่สำคัญมากคือประชาธิปไตย ไต้หวันมีประชาธิปไตยที่แข็งแรงมาก การผ่านกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันจะเกิดขึ้นได้แค่ในสังคมประชาธิปไตยเท่านั้นแหละ

 

คุณคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้บ้างหรือเปล่า ประชาธิปไตยของเราอาจจะไม่ได้แข็งแรงเท่า แต่เราก็เคยมีการพูดคุยหรือผลักดันเรื่องนี้กันอยู่บ้างในช่วงของรัฐบาลทหาร

ก็ไม่รู้สินะ (หัวเราะ)

ตอบได้ดีมาก อีกอย่างที่เราสังเกตคือไต้หวันเป็นประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ คุณคิดว่าหนังเหล่านี้ส่งผลหรือช่วยอะไรต่อการต่อสู้เพื่อสิทธิ LGBTQ บ้างหรือเปล่า

แน่นอน ภาพยนตร์สามารถส่งผลต่อความคิดที่ผู้คนมีต่อเรื่องความหลากหลายทางเพศได้ ผมนึกถึงเมื่อ 10 ปีก่อนที่ผมไปชิคาโกแล้วได้เจอกับนักข่าวจากสิงคโปร์คนหนึ่งที่มาสัมภาษณ์ผม เธอเป็นเลสเบี้ยนและเธอก็เล่าเรื่องชีวิตของเธอให้ผมฟัง ผมเลยถามเธอว่าพ่อแม่รู้มั้ยว่าเป็นเลสเบี้ยน เธอบอกว่ารู้ ผมเลยถามต่อว่ารู้ได้ไง เธอบอกว่าเพราะพ่อเธอดูหนังเรื่อง The Wedding Banquet มันเป็นหนังของหลี่อัน (LEE Ang) ที่ออกฉายเมื่อปี 1992 เกี่ยวกับชีวิตคนไต้หวันในอเมริกาและชีวิตคนที่เป็นเกย์ พ่อของเธอดูหนังเรื่องนั้นจบแล้วก็เลยนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวคงเป็นเกย์เหมือนกันนั่นแหละ (หัวเราะ) บางทีหนังมันก็ทำงานแบบนั้นและมีพลังในทำนองนั้นน่ะ คือมันเผยให้เห็นชีวิตผู้คน

 

ที่เราถามแบบนี้ก็เพราะบางทีก็มีหนังหรือซีรีส์หลายเรื่องเหมือนกันที่ต่อให้เล่าเรื่อง LGBTQ ก็จริง แต่ก็ปั้นให้ทุกอย่างสวยงามโรแมนติกเกินไปจนไม่สร้างประเด็นถกเถียงอะไรให้กับสังคมทีนี้เวลาที่เราพูดถึงภาพยนตร์ที่ว่าด้วย LGBTQ คุณคิดว่าเราควรเรียกมันด้วยคำว่าหนังเกย์” “หนังเควียร์หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่า

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะพูดถึงมันจากมุมไหน อย่างหนังของผมที่มีเนื้อหา LGBTQ อยู่ข้างใน ผมก็ไม่เคยไปเน้นมันตรงจุดนั้น เพราะผมไม่รู้สึกว่าเราจำเป็นต้องให้น้ำหนักแค่เฉพาะส่วนนี้

เวลาที่เราพูดถึงประเด็นความหลากหลายทางเพศ เราสามารถแบ่งมันออกเป็นได้สองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือส่วนของการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งแน่นอนว่าเน้นเรื่องสิทธิของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในขณะที่อีกส่วนคือส่วนของการสร้างสรรค์งานศิลปะ สำหรับผม ผมเป็นผู้สร้างงานในส่วนนี้ สิ่งที่ผมแสดงในหนังคือทัศนะหรือมุมมองที่ตัวผมเองมีต่อความหลากหลายทางเพศ นั่นคือผมมองมันในฐานะของสิ่งที่ปกติธรรมดามากๆ จนไม่จำเป็นต้องไปเน้นย้ำถึง ดังนั้นเวลาถ่ายหนังผมจึงถ่ายสิ่งที่ปรากฏ ผมต้องการแสดงให้เห็นความจริงในชีวิตของ LGBTQ ไม่ใช่แสดงให้เห็นสิ่งที่เกินความจริงเหมือนในหนังบางเรื่อง ในหนังของผม ผมอยากแสดงให้เห็นการมีอยู่ของ LGBTQ ในฐานะเรื่องปกติทั่วไป

 

แล้วข้อจำกัดหรือสถานการณ์ทางการเมืองเคยส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการทำหนังของคุณบ้างหรือเปล่า

ผมไม่ค่อยพูดเรื่องการเมืองเท่าไหร่หรอกเพราะผมไม่ได้เข้าใจมันมากนัก แต่แน่นอนว่าตอนที่ถ่ายหนัง เราสามารถเผยบางสิ่งที่สะท้อนให้เห็นความจริงของสังคมได้ การทำหนังแบบนี้จะเปิดให้คนดูได้ครุ่นคิดมากกว่าโดยไม่ป้อนคำตอบที่เป็นขาว-ดำให้กับคนดูโดยตรง