Where We Belong Where we belong 'ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า' คงเดช จาตุรันต์รัศมี มิวสิค BNK48 เจนนิษฐ์ BNK48 เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ แพรวา สุธรรมพงศ์

Where We Belong ความเปราะบางของเด็กสาว ในสายตา คงเดช จาตุรันต์รัศมี

Home / bioscope / Where We Belong ความเปราะบางของเด็กสาว ในสายตา คงเดช จาตุรันต์รัศมี

“เข้มข้นหน่อยนะเธอ” เป็นประโยคที่ คงเดช จาตุรันต์รัศมี หันไปบอกสองนักแสดงนำจาก Where We Belong ‘ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า’ อย่าง กระเต็น – เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ และ มิวสิค – แพรวา สุธรรมพงษ์ เด็กสาวทั้งสองพยักหน้ารับ อันเป็นจุดหมายแรกที่เข้าใจได้ว่า บทสนทนาที่ว่าด้วยหนังลำดับที่สิบเรื่องนี้ของคงเดช จะพิเศษเช่นไรสำหรับพวกเธอ

และบทสนทนานี้ก็เช่นเดียวกับหนังของคงเดช มันเข้มข้น และลึกซึ้งหากแต่มันได้รับการถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม เรื่องราวความสัมพันธ์ของเด็กสาวเมื่อ ซู (เจนนิษฐ์) ได้ไปเรียนต่อที่ฟินแลนด์ เธอจึงต้องจัดการเรื่องค้างคาต่างๆ โดยมี เบลล์ (แพรวา) เพื่อนรักคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง เพื่อจะใช้เวลาโมงยามสุดท้ายก่อนอีกฝ่ายออกเดินทางไกล

สิ่งที่น่าสนใจคือมันเป็นหนังที่แทบจะว่าด้วย ‘เด็กสาว’ ซึ่งมันถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของคงเดช ผู้เคยทำหนังที่ว่าด้วยนักเรียนชายใน ‘ตั้งวง’ (2013) ทั้งตัวเขาเองยังจบมัธยมมาจากโรงเรียนชายล้วนด้วย การเพ่งมองความสัมพันธ์และการเติบโตของเด็กสาวจึงเป็นการมองจากมุมของพ่อคนที่มีลูกสาวฝาแฝดวัย 14 ปีของเขา

“เรารู้สึกว่า drive จากชีวิตเรามันย้ายจากตัวเองไปสู่ลูกสาวมากขึ้น ที่ผ่านมาแรงขับเคลื่อนต่างๆ ของเรามันเป็นเรื่องในชีวิต คำถามที่เรามี แต่พอมาช่วง 3-4 ปีหลังเรารู้สึกว่าเราอยู่กับลูกเยอะ แล้วความสนใจในชีวิตเราก็จะค่อนข้าง concerned ชีวิตของเขามากขึ้น” คงเดชเล่า “ลูกแฝดเรานี่เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็รักกัน แต่ก็กอดกันทุกวัน

“แล้วเราก็สนใจความสัมพันธ์แบบเด็กสาว ในแบบที่เด็กผู้ชายเองจะไม่มีประสบการณ์หรอก การที่เดี๋ยวก็กอดกัน เดี๋ยวก็จูงมือกันไปซื้อไอติม สำหรับผู้ชายนี่จะมาแตะตัวกันโดยไม่มีเหตุผล กูต่อยเอานะ” เป็นคำตอบจากคนที่เรียนจบสวนกุหลาบ “แต่สำหรับเด็กผู้หญิง การสัมผัสทางร่างกายกันมันไม่ได้เป็นเรื่องทางเพศ แต่มันเป็นเรื่องความไว้ใจ เป็นความอุ่นใจ เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่เห็นเขาทำอะไรกันแบบนี้มันเหมือนว่าพวกเขาอยากอุ่นใจ เด็กผู้ชายมันไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ เฮ้ยกูอยากอุ่นใจว่ะ ขอจับมือหน่อย มันไม่ได้ แต่ผู้หญิงทำสิ่งนี้เป็นประจำแล้วทำให้เขารู้สึกปลอดภัย”

ดูเหมือนมิวสิคจะเข้าใจประเด็นนี้ดี ประการแรก เธอจบมาจากโรงเรียนหญิงล้วนอย่างโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ประการที่สอง เธออยู่ในวงไอดอลเด็กสาวอย่าง BNK48 ร่วมกันกับเจนนิษฐ์และเหล่านักแสดงสมทบมากมายในหนังเรื่องนี้

“หนูก็ชอบซบเพื่อนนะ” เธอเล่า “กับเมมเบอร์ BNK48 หนูก็เป็นนะ บางทีเวลาตอบคำถามแล้วไม่มั่นใจว่าหนูตอบดีหรือเปล่า หนูจะเริ่มวิ่งไปกอดแล้ว อย่างปัญ (ปัญสิกรณ์ ติยะกร สมาชิกวง BNK48) ก็จะโดนหนูกอดบ่อย เอาคางไปซบไหล่เขาเพราะมันรู้สึกเซฟขึ้น เหมือนมีเพื่อนคอยคุ้มกันเราแบบนี้ เอาเพื่อนเป็นโล่ เจนนิษฐ์ก็โดน คือหนูรู้สึกอุ่นใจขึ้น มันทำไปโดยอัตโนมัติ อย่างเวลาอยู่กับเพื่อนคนนี้เราสบายใจ เราจะชอบวิ่งไปกอดเขา มันทำให้เรารู้สึกอุ่นใจเป็นพิเศษ” (ส่วนคงเดชเสริมความเป็นเธอสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้าสิคเขาเป็นสายโคอาล่า”)

“ตอนแคสต์น้องมาเรารู้แล้วว่าน้องเคยเรียนโรงเรียนหญิงล้วน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักที่แคสต์น้องมาหรอก” ผู้กำกับเล่า “เหตุผลหลักๆ คือสิ่งที่น้องเป็นนี่แหละ ซึ่งก็อาจจะมีผลจากโรงเรียนด้วย แต่เรารู้สึกว่าเป็นคาแร็กเตอร์ที่เราชอบ จริงๆ ซูกับเบลล์ ถ้าเอาคาแร็กเตอร์เลยก็ไม่ได้ตรงกับนักแสดงทั้งสองคนนะ อย่างมิวสิคเนี่ยจริงๆ ค่อนข้าง introvert (มิวสิคหันมาพยักหน้า) แต่เวลาเพอร์ฟอร์มเขาจะสุดตัวมาก เราเลยสนใจ แต่จริงๆ คืออินเนอร์ของทั้งคู่มันค่อนข้างตรง เรารู้สึกว่าอินเนอร์มันสำคัญกว่า เรื่องคาแร็กเตอร์มันเป็นเรื่องภายนอก มันปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกันได้ แต่ข้างใน ความเชื่อ ความรู้สึก วิธีที่เขาคิดเวลาเจอปัญหาต่างๆ ทัศนคติ มันใช่ อย่างเจนนิษฐ์นี่ตรงกับตัวละครเขามาก เพียงแต่ซูมันอินดี้กว่า อย่างการอยู่ในวง BNK48 มันมีเรื่องที่ต้องแคร์และต้อง depend เยอะมาก แต่ซูมันไม่มีสิ่งนั้น ส่วนในแง่อินเนอร์ ทัศนคติ ความพลุ่งพล่านมันมีอยู่ในทั้งคู่”

ซูคือเด็กสาวที่หาทางออกจากบ้านเพื่อหนีความอึดอัดจากครอบครัวและเรื่องวุ่นวายทั้งมวล เธอจึงสมัครไปเรียต่อที่ฟินแลนด์ทั้งที่ไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศในแถบยุโรปแห่งนี้แม้แต่นิด และหากมองย้อนกลับไปยังหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา ก็คงไม่ผิดจากนั้นนักถ้าเราจะบอกว่า การเมืองคือองค์ประกอบและบรรยากาศสำคัญในหนังของคงเดช ที่ผ่านมาเขามักบันทึกยุคสมัยและผลกระทบทางการเมืองผ่านสายตาของตัวเองมาโดยตลอด ทั้ง ‘ตั้งวง’ ที่ว่าด้วยกลุ่มเด็กหนุ่มที่รวมตัวกันแก้บน ท่ามกลางความสับสนทางการเมือง และ Snap (2016) ชีวิตผู้คนหลังรัฐประหารปี 2557 หากแต่ Where We Belong กลับยักย้ายถ่ายเทมุมมองจากคนทำหนังวัยผู้ใหญ่ไปสู่สายตาของเด็กสาวที่จำต้องใช้ชีวิตต่อไปในประเทศนี้ แม้เธอบางคนจะหาทางหลีกหนีไปจากมันให้ได้ไกลที่สุดก็ตาม

“ลูกสาวเราเคยไปใช้เวลาช่วงสั้นๆ อยู่ที่ต่างประเทศ เวลาเขากลับมาไทยจึงมีคำถามกับประเทศเรามากๆ” คงเดชขยายความ “เราคิดว่าเด็กรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเลย ไม่ได้รู้สึกเป็นเด็กไทยขนาดนั้นแล้ว เขารู้สึกเป็นพลเมืองโลกมากกว่า โลกมันแคบลงแล้ว ทุกวันนี้เรารับข่าวสารจากทั่วโลก มันมากองตรงหน้าแล้วทำให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าโอกาสอะไรของเขามันจะมีอยู่เท่านี้

“ปีสองปีที่ผ่านมาลูกสาวเราเขากำลังเปลี่ยนผ่าน เพราะเราพาเขาออกจากโรงเรียนมาทำระบบ homeschool เองในปีสองปีที่ผ่านมาเลยเห็นอะไรหลายๆ อย่างโดยเฉพาะคำถาม และสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ รุ่นถัดๆ ไปต้องเผชิญว่ามีอะไรบ้าง ตัวพวกเขาเองก็เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมและแสดงทัศนคติออกมา เราเองก็อยู่ในบ้านที่คุยกันเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ มันเลยค่อนข้างมีผลกับเด็กรุ่นใหม่ เหมือนตอนนี้เวลาเราคิดอะไร เราจะไม่ได้คิดแค่ว่าตัวเองรู้สึกยังไงแล้ว แต่คิดไปถึงว่าลูกสาวรู้สึกยังไง เพราะพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนานกว่าเรากับสภาพพวกนี้

“อย่างการไปของซูมันเป็นความคิดแบบ ideal น่ะ แบบว่าที่ที่น่าจะดีกว่าที่นี่” คงเดชวกกลับมาที่ตัวหนัง “แล้วพวกเขาเป็นเด็กธรรมดา เรารู้สึกว่าเขาเข้าถึงข้อมูลทุกระดับ เราไม่รู้สึกว่าต้องเป็นเด็กชนชั้นกลางเท่านั้นถึงจะรู้สึกขัดขืน ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นได้กับทุกคน และมีคนที่รู้สึกแต่ไม่รู้จะทำยังไง หรือไม่ก็ไม่ขัดขืนเลย เราอยากให้เห็นว่าคนทั่วๆ ไปก็รู้สึกและเข้าถึงข้อมูลไม่ต่างกัน”

ในหนัง ซูเตรียมหาข้อมูลมากมายเพื่อจัดกระเป๋าก่อนออกเดินทางไกล ถามถึงชีวิตจริง หากมีสักอย่างที่คงเดชจะแนะนำลูกสาวผู้กำลังเติบโตในสังคมแห่งนี้ น่าจะเป็นคำว่าอะไร?

“หนีไป!” เป็นคำตอบ พร้อมเสียงหัวเราะดังลั่นปิดท้ายของผู้กำกับ

อ่าน คุยประเด็น ‘พานการเมือง’ และ ‘เรื่องของวัยรุ่น’ กับคงเดช จาตุรันต์รัศมี และ เจนนิษฐ์ – มิวสิค BNK48