Good Time High Life Life Robert Pattinson The Lost City of Z The Rover โรเบิร์ต แพตตินสัน

5 บทบาทของ โรเบิร์ต แพตตินสัน ว่าที่แบตแมนคนใหม่ที่พิสูจน์ว่าเขาเป็นมากกว่าดาราขายหล่อ

Home / bioscope / 5 บทบาทของ โรเบิร์ต แพตตินสัน ว่าที่แบตแมนคนใหม่ที่พิสูจน์ว่าเขาเป็นมากกว่าดาราขายหล่อ

กลายเป็นที่ฮือฮาแกมกังขามากๆ หลังมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า โรเบิร์ต แพตตินสัน นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษจะมารับบทเป็น แบตแมน แห่งจักรวาลดีซีคนต่อไป นั่นเพราะบท บรูซ เวย์น มหาเศรษฐีผู้เร้นเงาอีกด้านเป็นซูเปอร์ฮีโร่นั้นเป็นบทบาทที่แฟนค่ายดีซีรัก ทั้งมันยังเป็นบทที่ถูกถ่ายทอด บอกเล่าโดยนักแสดงหลากหลายรุ่น ทั้งป๋า ไมเคิล คีตัน ผู้สวมปีกค้างคาวใน Batman (1989, ทิม เบอร์ตัน) และ Batman Returns (1992, เบอร์ตัน) จนเป็นหนึ่งในบทบาทที่หลายคนจดจำ, คริสเตียน เบลล์ ในไตรภาคมนุษย์ค้างคาวที่กระชากเอาระบอบศีลธรรมของมนุษย์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อยมาจนถึง เบน แอ็ฟเฟล็ค ในมหากาพย์ซูเปอร์ฮีโร่ผู้เคยประมือกับซูเปอร์แมน (เฮนรี คาวิลล์) มาแล้วอย่างไม่เกรงกลัว

บทแบตแมนได้รับการบอกเล่าจากนักแสดงและคนทำหนังหลากหลายคน หลากหลายรุ่น จนตกมาถึงมือของแพตตินสันใน The Batman (2021) งานกำกับของ แม็ตต์ รีฟส์ (Cloverfield, Dawn of the Planet of the Apes) ท่ามกลางเสียงชื่นชมปะปนไปจนถึงสงสัยในตัวของแพตตินสัน ว่าเหมาะสมกับการเป็นยอดมนุษย์รัตติกาลคนใหม่หรือไม่ (ขณะที่นักแสดงชิงดำบทนี้กับเขาคือ นิโคลัส โฮลต์)

ที่น่าสนใจคือ ในระยะทศวรรษที่ผ่านมา แพตตินสันปรากฏตัวทั้งในหนังบล็อคบัสเตอร์ ทั้งในฐานะบทกระชากใจสาวๆ ใน Harry Potter and the Goblet of Fire (2005, ไมค์ นีเวลล์) ด้วยการเป็น เซดริก ดิกกอรี พ่อมดหนุ่มน้อยแห่งบ้านฮัฟเฟิลพัฟที่ลงการแข่งขันประลองเวทไตรภาคี หรือการเป็นแวมไพร์รูปหล่อจากไตรภาค Twilight ไปพร้อมๆ กับที่ไปอยู่ในฟนังฟอร์มเล็กกับบทท้าทายมากมาย ทั้งการเป็น ซัลวาดอร์ ดาลี วัยหนุ่มใน Little Ashes (2008, พอล มอร์ริสสัน) และมหาเศรษฐีสติหลุดในหนังของคุณปู่ เดวิด โครเนนเบิร์ก Cosmopolis (2012) ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าแพตตินสันได้พิสูจน์ตัวเองผ่านหลังหลากหลายรูปแบบ และจนวางใจได้ว่า บทแบตแมนในมือของเขาและรีฟส์ซึ่งเป็นผู้กำกับนั้น น่าจะออกมาเป็นที่พอใจของแฟนๆ ไม่มากก็น้อย

“หลังถ่ายทำไตรภาค Twilight จบ ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงการรับบทแบบนี้อีก” แพตตินสันเล่า “มันก็ตั้งสามภาคแล้วถูกไหมฮะ จนบางทีมันทำให้ผมแทบไปรับบทอื่นๆ ไม่ได้เลย”

และเพื่อจะหลีกหนี ‘ภาพจำ’ แพตตินสันจึงดิ้นรนออดิชั่นสารพัดบทที่ฉีกออกจากบทบาทเดิมๆ นี่คือ 5 บทบาทที่ช่วยยืนยันว่า แพตตินสันนั้นมีดีมากกว่าการเป็นดาราขายหล่อ และขยับไปสู่การเป็น “นักแสดง” มากฝีมือมาตั้งนานแล้ว

 

The Rover (2014, เดวิด มิโชด)

หนังชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังซิดนีย์ ว่าด้วยเรื่องโลกล่มสลายในอนาคต เศรษฐกิจและรัฐบาลโลกพังทลาย เหลืออยู่เพียงความแล้งไร้ว่างเปล่า อีริก (กาย เพรียซ) ชายโฉดที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียวกับรถกระป๋องหนึ่งคัน ออกตามล่าคนที่บังอาจขโมยรถและ ‘ของท้ายรถ’ อันล้ำค่าไปจากเขา บังเอิญให้ไปเจอกับ เรย์ (แพตตินสัน) ชายหนุ่มที่มีอาการทางสมองและเชื่อว่าเดี๋ยวพี่ชายก็มาช่วยเขาจากสถานการณ์บัดซบที่กำลังเผชิญ

แพตตินสันสลัดคราบแวมไพร์จาก The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part 2 (2012, บิลล์ คอนดอน) อย่างหมดคราบและอยู่ในหนังทั้งเรื่องด้วยสภาพฝุ่งเขรอะ แววตาสับสนและหวาดกลัวกับการคุกคามของอีกริก ชายแปลกหน้าที่ตั้งใจจะล่าตัวพี่ชายซึ่งหายลับไปของเขา มันนับเป็นบทแรกๆ ที่กล้องไม่ได้จับแพตตินสันในฐานะชายหนุ่มหน้าตาดีหรือตัวละครอันเป็นที่รัก กลับกัน มันว่าด้วยความเปราะบางแหละแหลกละเอียดของชีวิตคนในโลกล่มสลายซึ่งแพตตินสันถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม กลายเป็นหนุ่มเอ๋อที่เดินหลงทางเคว้งอยู่กลางทะเลทราย กับสถานที่ถ่ายทำอุณหภูมิสูงลิ่วที่ 45 องศาเซลเซียลจนมิโชดหวั่นใจว่าเหล่านักแสดงนำของเรื่องน่าจะขาดใจตายเพราะร้อนจัดเสียก่อนจะถ่ายทำจบกลางเมืองแอดิเลด “เรย์เป็นคนที่สิ้นศรัทธาในตัวเองไปแล้วโดยสิ้นเชิง ถูกรังแกแถมยังไม่รู้ตัวด้วยว่าตัวเองโดนแกล้ง” แพตตินสันเล่าถึงตัวละคร “จากนั้นเขาก็ไปเจอกับตัวละครหัวรุนแรงของกาย เพรียซ และแม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว แต่ในที่สุดมันก็ได้ทำให้ตัวละครนี้เริ่มศรัทธาในตัวเองมากขึ้น

“นั่นเพราะตัวละครของกายรับฟังในสิ่งที่เขาพูด ต่อให้ตัวละครของผมจะถูกถามว่า ‘เอาไงต่อวะไอ้บื้อ’ ก็ตามทีเถอะ แต่เรย์ก็เปี่ยมสุขแล้วที่ถูกถามความเห็นและติดตามตัวละครของกายต้อยๆ ยังกับหมาเลย

“ผมกินแต่ขนมปังกะบาร์บีคิวสักหกสัปดาห์ติดได้ละมั้ง” แพตตินสันเล่า “ทุกวันอะ แต่ปัญหาจริงๆ อย่างเดียวคือแมลงครับ มีแมลงเป็นฝูงๆ ในแถบนั้น นอกนั้นทิวทัศน์ก็สวยดีฮะ”

 

Life (2015, แอนตัน คอร์บิจน์)

เดนนิส สต็อค (แพตตินสัน) คือช่างภาพหนุ่มจากนิตยสาร LIFE ที่ถ่ายภาพตามติดชีวิตของยอดนักแสดงโคตรขบถของยุคสมัย เจมส์ ดีน (เดน เดอฮานน์) และแม้บรรณาธิการนิตยสารจะไม่เห็นด้วยนักกับการทุ่มเทถ่ายภาพของดีน แต่ภายหลังก็เป็นที่ปรากฏว่าชุดภาพนั้นทรงพลังและเป็นหนึ่งในชุดภาพที่ถ่ายทอดความเป็นดีนออกมาได้ดีที่สุด หนำซ้ำการได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในชนบท คลุกคลีและแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างช่างภาพกับนักแสดงดัง ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่งดงามระหว่างตัวสต็อคกับดีนในที่สุด ก่อนที่ดีนจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ภายหลังจากนั้นไม่นาน

นักวิจารณ์หลายคนลงความเห็นว่า Life ออกจะช้าและเจาะไปถึงแก่นของมิตรภาพชายหนุ่มทั้งสองได้ไม่ดีนัก หากแต่การแสดงของเดอฮานน์และแพตตินสันก็สร้างเคมีที่ดีให้แก่กันอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะแพตตินสันที่กลายร่างเป็นช่างภาพหนุ่มผู้พร้อมจะไฟต์กับทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ จนนำมาสู่ความเปราะบางทางความสัมพันธ์เมื่อดีนรู้สึกว่าเขาเป็นแค่เพียงซัปเจ็กต์ในภาพของสต็อคเท่านั้น มิหนำซ้ำ ตัวแพตตินสันเองก็รับบทนี้เพราะสนใจในเนื้อตัวของสต็อค หากแต่ก็ไม่ได้ปลาบปลื้มอะไรเขานัก

“สต็อคอาจจะบอกตัวเองว่าเขาสละทุกอย่างได้เพื่องานก็จริง แต่ผมคิดว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่หรอก เขาไม่เคยนึกถึงลูกชายตัวเองเว้นก็แต่เวลาที่ยกขึ้นมาเป็นข้อแก้ต่างในเรื่องบางเรื่อง และนี่แหละเป็นวิธีที่ผมเข้าถึงตัวละครนี้” แพตตินสันว่า “หมอนี่คือคนที่ไม่ได้รักลูกตัวเอง เป็นแค่คนที่รอจังหวะเวลาที่จะสร้างปรากฏการณ์สำคัญในชีวิต แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย เขาจึงเป็นตัวละครที่น่ากลัวมากๆ

“ช่วงต้นๆ คุณคงสัมผัสได้ว่าสต็อคไม่ได้เรียนรู้อะไรในชีวิต จนอายุสัก 80 ก็ยังพูดอยู่นั่้นแหละว่าตัวเองโด่งดังแค่เพราะถ่ายภาพของเจมส์ ดีนทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นชุดภาพที่ทำเงินให้เขามากที่สุดด้วยซ้ำ อันที่จริงผมไม่ได้อยากพูดถึงเขาในทางลบหรอกนะ แต่ผมไปเจอลูกชายเขา -ร็อดนีย์- ซึ่งบอกว่าสต็อคเป็นพ่อที่ห่วยแตกชะมัด แต่จะไปเอาอะไรกับคนที่ไม่ได้รักแม้กระทั่งลูกตัวเองล่ะครับ คนเกลียดคุณก็เพราะแบบนี้ เพราะคุณรักแต่ตัวเองไง”

 

The Lost City of Z (2016, เจมส์ เกรย์)

สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของคณะนักสำรวจชาวอังกฤษ ที่บุกป่าแอมะซอนเมื่อปี 1920 เพื่อค้นหาบุคคลสูญหายนามนายพัน เพอร์ซิวัล ฟาวเซ็ตต์ (ชาร์ลี ฮันแนม) โดยสร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันของ เดวิด กรานน์ หนังเล่าย้อนไปถึงขวบปี 1905 ที่เพอร์ซิวัล -เจอเมืองที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองในป่าลึก- แต่ไม่มีใครเชื่อเขา เพอร์ซิวัลจึงกลับไปอีกครั้งและหายตัวไปจนคณะสำรวจต้องออกตามหา โดยแพตตินสันรับบทเป็น เฮนรี คอสติน ผู้ช่วยหนุ่มของฟาวเซ็ตต์ที่ต้องรับมือและดูแลข้อเท็จจริงที่ฟาวเซ็ตต์มอบไว้ให้ มิหนำซ้ำยังต้องเผชิญหน้ากับความกดดันเมื่อมาเยือนต่างถิ่นที่ใครต่างก็ไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง

เบื้องหลังการถ่ายทำนั้นชวนชุลมุนเล็กน้อยเพราะฮันนัมออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า แพตตินสันพูดกับเขา ‘น้อยมาก’ แม้จะไม่เคยได้มีปัญหาอะไรกันก็ตาม “เราคุยกันได้ไม่ถึงสิบคำเองมั้ง ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นงั้นอยู่แล้วหรือแค่เพราะไม่ชอบผม” ฮันนัมเล่าอย่างตรงไปตรงมา ส่วนแพตตินสันนั้นไม่เอ่ยถึงประเด็นนี้ อย่างไรก็ดี การถ่ายทำนั้นสมบุกสมบันพอสมควรเพราะพวกเขาต้องไปออกกองกันถึงในป่าที่โคลอมเบีย ตัวแพตตินสันเองปรากฏตัวในสภาพหนวดเคราเฟิ้มรุ่มร่าม ทั้งยังดูอ่อนแรงเกือบตลอดเวลา “มันมีฉากที่ผมต้องเจอหนอนหล่นใส่หน้าแล้วต้องกินมันเข้าไป เราใช้หนอนจริงๆ กันนะแต่สุดท้ายแล้วฉากนี้ก็โดนตัด” เขาว่า แพตตินสันรู้ว่าเกรย์จะสร้างหนังเรื่องนี้มานานหลายปีและกระบวนการสร้างนั้นกินเวลานานมาก เสียจนครั้งแรกเมื่อเกรย์เอ่ยปากถึงการสร้างหนังเรื่องนี้ให้เขาฟัง เขาเข้าใจว่าตัวเองต้องไปรับบทเป็นลูกชายของเพอร์ซิวัล (รับบทโดย ทอม ฮอลแลนด์)

“เจมส์ให้หนังสือผมมาอ่านเล่มนึง ผมว่ามันก็สนุกดีแต่ก็สงสัยว่า แล้วไงอะ ผมต้องแสดงส่วนไหน” เขาหัวเราะ “ตอนนั้นผมยังเด็กมากๆ ผมว่าเขาคงอยากให้ผมแสดงบทลูกชายแหละ แต่พอดีว่ากระบวนการสร้างมันกินเวลานานมากๆ เท่านั้นเอง”

 

Good Time (2017, พี่น้องซาฟดี)

ด้วยความจนตรอกของชีวิต คอนนี (แพตตินสัน) ชายหนุ่มตัดสินใจชวนน้องชายซึ่งมีปัญหาทางสมองอย่าง นิค (เบนนี ซาฟดี -รับหน้าที่ทั้งกำกับร่วมกับ จอช พี่ชายๆ และแสดงนำด้วย) ออกปล้นธนาคารแต่ดันปล้นไม่สำเร็จ แถมความบรรลัยที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มเท่านั้นเมื่อนิคถูกจับติดคุก คอนนีจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวน้องชายออกมาสู่โลกภายนอกให้ได้ ก่อนที่นิคจะถูกคนกระทืบตายคาห้องขัง

หนังส่งสองพี่น้องซาฟดีชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์และเทศกาลหนังนานาชาติโลการ์โน ส่วนแพตตินสันถูกส่งชื่อชิงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนัง Independent Spirit และรางวัลหนังก็อตแธม เพราะเขาต้องรับบทเป็นคนฉ้อฉล ที่ทำทุกทางเพื่อเอาตัวรอดในสังคมที่บีบคั้น จนเราเกลียดคอนนีเข้าไส้หากแต่ก็ไม่วายเห็นใจและเอาใจช่วยในสิ่งที่เขาพยายามทำเพื่อน้อง หนังมีหลายฉากที่ปล่อยให้แพตตินสันโชว์ของทั้งความหวั่นกลัวที่จะถูกเจ้าหน้าที่จับ ความตึงเครียดที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิดยามต้องฉอเลาะเอาใจสาวที่ตัวเองไม่ได้รักเพื่อเอาเงิน ตลอดจนความเสียสติที่ไล่กวดมาเรื่อยๆ เมื่อชีวิตดูจะเดินมาถึงทางตัน

แพตตินสันสนใจหนังของพี่น้องซาฟดีมาตั้งแต่ Heaven Knows What (2014 -ชีวิตสติแตกของสาวติดเฮโรอิน) และหาทางร่วมงานกับสองพี่น้องมานับแต่นั้น โดยการส่งอีเมลไปหาพร้อมบอกว่า “ผมอยากร่วมงานด้วยครับ” แม้จะไม่เคยพบหน้าทั้งจอชและเบนนีเลยก็ตามที มากไปกว่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะทำหนังเรื่องไหนต่อจาก Heaven Knows What หรือไม่ แล้วจากนั้นจึงเข้าไปออดิชั่นเพื่อบทนี้กับสองพี่น้อง

“ถ้าผมต้องเล่าไอ้พล็อตเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟัง คงบอกว่า ‘มันเป็นเรื่องของไอ้บ้าคนนึงที่มีปัญหาทางจิต แล้วหมอนี่ก็พยายามลักพาตัวน้องชายที่ป่วยทางจิตเหมือนกัน แล้วก็พยายามไปปล้นธนาคาร’ อะไรทำนองเนี้ย” แพตตินสันเล่าอย่างอารมณ์ดี

 

High Life (2018, แคลร์ เดอนีส์)

หนังร่วมห้าสัญชาติ (สหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศส-เยอรมนี-โปแลนด์-สหรัฐอเมริกา) จากผู้กำกับหญิงแกร่งอย่างเดอนีส์ หนังของเธอโดดเด่นที่การจับจ้องไปยังความสัมพันธ์อันเปราะบางในครอบครัว ทั้งพี่ชายและน้องสาวท้องแก่ที่หวนกลับมาเจอกันอีกครั้งใน Nenette and Boni (1996), อิซาเบลล์ อูแปร์ ที่แสดงแบบถวายชีวิตในบทหญิงที่พยายามทำทุกทางเพื่อกอบกู้ความเป็นอยู่และครอบครัวของเธอจาก White Material (2009) และ 35 rhums (2008) ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาวที่สั่นคลอนเมื่อไอ้หนุ่มหน้าหล่อเข้ามามีบทบาทระหว่างทั้งสอง

High Life เองก็เช่นกัน หนังชวนสติแตกที่ว่าด้วย ม็องเต (แพตตินสัน) ชายหนุ่มที่ลอยเคว้งอยู่กลางอวกาศและเลี้ยงดูลูกสาวตัวน้อย ท่ามกลางการจับตาดูอย่างใกล้ชิดของเหล่านักวิทยาศาสตร์และทีมงาน ความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มและลูกสาวเป็นไปอย่างแปร่งประหลาด ทั้งคู่มีแค่กันและกัน ทว่าก็โดดเดี่ยวและแปลกแยกสุดขีด ซึ่งเดอนีส์ทำให้หนังหน้าตาไซ-ไฟที่ใช้แสงเหลืองและแดงเรื่อเรือง กับหมวกนักบินอวกาศ กลายสภาพไปเป็นหนังธริลเลอร์ชวนขนลุกได้อย่างน่าประทับใจ

“หนังมันมีความแปลกบางอย่างอยู่ครับ คือมันว่าด้วยข้อห้ามมากมายของคน แล้วหมอนี่ก็ต้องอยู่กับเด็กหญิงคนหนึ่งทั้งเรื่อง” แพตตินสันว่า “มันเลยเต็มไปด้วยความรู้สึกแปร่งๆ ราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องที่ฝ่าฝืนข้อห้างบางประการ สังหรณ์ว่าจะเกิดสิ่งเพี้ยนสุดกู่ขึ้นแต่คุณก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร เป็นสังหรณ์แบบไหน ผมชอบมากเลยที่ได้แสดงอะไรแบบนี้ เพราะนี่เป็นตัวละครและเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้บอกอะไรคนดูสักนิดว่าพวกเขากำลังจะเจอกับอะไร เป็นโลกแบบไหนที่ในหนังกล่าวถึง!”