I Am Not Your Negro Malcolm X Martin Luther King Jr Medgar Evers SELMA

ฉันไม่ใช่ ‘ไอ้มืด’ ของพวกนายนะ! : รู้จัก 3 นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนผิวสี ผ่านสายตาของ เจมส์ บอลด์วิน

Home / bioscope / ฉันไม่ใช่ ‘ไอ้มืด’ ของพวกนายนะ! : รู้จัก 3 นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนผิวสี ผ่านสายตาของ เจมส์ บอลด์วิน

โดย กฤตนัย จงไกรจักร

 

วันที่ 1 มกราคม 1863 เอบราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีสหรัฐได้ประกาศให้สิทธิเสรีภาพแก่ ‘ทาส’ ใน 10 รัฐ โดยการที่คนผิวสีได้รับอิสรภาพและความเท่าเทียมกันกับคนผิวขาว ส่งผลให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเกิดความไม่พอใจ พวกเขาและกลุ่มอดีตนายทาสเก่าจึงรวมตัวกันเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยที่จะให้ทาสหรือก็คือ ‘คนผิวสี’ เท่าเทียมกับคนผิวขาวอย่างพวกเขา ต่อเนื่องยาวนานมาอีกนานนับศตวรรษ จนถึงขั้นจัดตั้ง คลู คลักซ์ แคลน (Klu Klax Klan) ที่นิยมใช้วิธีการอันรุนแรงในการกวาดล้างคนผิวสีขึ้นมา

พลเมืองในประเทศจึงเริ่มตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมที่ดูเหมือนจะ ‘ไม่มีอยู่จริง’ ในสังคม – การประกาศอิสรภาพของลินคอล์นได้ผลจริงหรือ? เพราะสุดท้ายแล้ว การกดขี่เหยียดเชื้อชาติและสีผิวยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่จบสิ้น ผู้คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมยังคงออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับอยู่ตลอดเวลา ความลักลั่นเหล่านี้ส่งผลให้ เจมส์ บอลด์วิน นักเขียนผิวสีชาวอเมริกันผลิตงานเขียนออกมาเพื่อสะท้อนความจริงของอเมริกาให้โลกได้ประจักษ์

เจมส์ บอลด์วิน

เพราะแม้เขาจะเป็นคนผิวสีที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสมาตลอดชีวิต (บอลด์วินเกิดที่อเมริกาแต่ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย) และไม่เคยร่วมชุมนุมเรียกร้องสิทธิเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า งานเขียนของบอลด์วินนั้น มีคุณค่าต่อพลเมืองผิวสีชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก งานเขียนของเขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังในเรื่องสิทธิและเสรีภาพอย่างต่อเนื่อง-แม้ตัวเขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ผลงานมากมายถูกไปดัดแปลงไปเป็นหนังสือ งานวิจัย ตำรา ดนตรี รวมไปถึงภาพยนตร์ ยกตัวอย่างเช่น If Beale Street Could Talk (2018, แบร์รี เจนกินส์) ที่งานเขียนของบอลด์วินไปปรากฏอยู่ในนั้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น

นอกจากนี้ หนึ่งในงานเขียนของบอลด์วินอย่าง Remember This House -ที่มีเพียง 30 หน้า และเป็นเรื่องที่ยังเขียนไม่จบเนื่องจากเขาได้เสียชีวิตไปก่อน- ก็ถูกหยิบมาทำเป็นหนังอย่าง I Am Not Your Negro (2016, ราอูล เพ็ค) ซึ่งบอกเล่าถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวสีในอเมริกันผ่านนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญต่ออเมริกาถึง 3 คน ดังรายชื่อต่อไปนี้ :

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (1929-1968)

“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง แม้แต่ในรัฐมิสซิสซิปปี รัฐที่ร้อนระอุไปด้วยความอยุติธรรม ร้อนระอุไปด้วยการกดขี่ทาส จะกลับกลายเป็นโอเอซิสแห่งเสรีภาพและความยุติธรรม

“…ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง ลูกเล็กทั้ง 4 ของข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่ในชาติที่พวกเขาจะไม่ถูกตัดสินด้วย ‘สีผิว’ ของพวกเขา แต่ด้วยชื่อเสียงของสิ่งที่พวกเขาทำ”  

นี่คือตอนหนึ่งจากสุนทรพจน์ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have A Dream) อันทรงพลังและโด่งดังของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่สะท้อนถึงแนวคิดต่อต้านการถูกกดขี่ของคนผิวสี และสะกดให้ผู้ฟังในครั้งนั้นที่มีกว่า 250,000 คนได้ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง จนกลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อประเด็นความเท่าเทียมของคนทุกสีผิวในสังคมอเมริกา

แต่ทุกความสำเร็จย่อมมีที่มา หากจะถามว่า เหตุใดคิงถึงออกมาพูดเพื่อเรียกร้องสิทธิเช่นนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในปี 1955 เมื่อ โรซา พาร์คส์ หญิงผิวสีชาวอเมริกันถูกจับกุมเนื่องจากปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถเมล์เมืองมอนต์โกเมอรีให้กับชายผิวขาว คดีการจับกุมดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำไปถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงความชอบธรรมของคนผิวสี และส่งผลให้คิงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิให้กับชาวผิวดำอย่างจริงจัง เพื่อบอกเล่าถึงความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมในขณะนั้น และยังช่วยปลุกใจให้ผู้คนเริ่มออกมาต่อต้านกับระบบของรัฐด้วยการคว่ำบาตรระบบรถขนส่งมวลชน เป็นเวลานานถึง 381 วัน จนสุดท้ายในวันที่ 20 ธันวาคม 1956 ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า การแบ่งแยกที่นั่งตามสีผิวบนรถเมล์เป็นเรื่องที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวสี และเป็นเครื่องยืนยันว่า ‘การประท้วงแบบไร้ความรุนแรง’ ของคิงได้ผลอย่างแท้จริง

ชัยชนะในครั้งนั้นส่งผลให้คิงเป็นที่จดจำในฐานะของนักต่อสู้สิทธิพลเมืองคนสำคัญของประเทศ เขาเริ่มออกเดินทางไปสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าถึงปัญหาอีกมากมายที่ยังไม่ถูกพูดถึงผ่านสุนทรพจน์, หนังสือ 5 เล่ม และบทความอีกมากมาย คำพูดของเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดของคนผิวสีในอเมริกาอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ยังยอมให้เขาเข้าพบเป็นการส่วนตัว, นิตยสาร TIME ยกย่องให้เขาเป็น ‘บุคคลแห่งปี’ ในปี 1963 รวมถึงได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1964

แน่นอนว่าการออกมาเป็นปากเสียงและวิพากษ์วิจารณ์สังคมเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งที่เป็นอันตรายต่อตัวเขาเองด้วย คิงถูกคุมขังจากการออกมาพูดสุนทรพจน์ไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง, เคยถูกแทงที่หน้าอก, บ้านเคยถูกวางระเบิด แถมทั้งเขาและครอบครัวยังเคยโดนทำร้ายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เรื่องเลวร้ายเหล่านี้ก็ไม่สามารถหยุดยั้งอุดมการณ์อันแรงกล้าของเขาได้แต่อย่างใด แม้ว่าสุดท้าย วันที่น่าเศร้าก็มาถึง เพราะในขณะที่คิงกำลังนำการเดินขบวนประท้วงเพื่อปกป้องสิทธิของคนงานขนขยะที่สไตรค์หยุดงานในเมืองเมมฟิสเมื่อปี 1968 พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจที่มีชื่อว่า “ข้าพเจ้าได้ไปถึงยอดเขา” (I’ve Been to The Mountain Top) บนระเบียงชั้นสองหน้าห้องที่โรงแรมลอร์เรน เขาก็ถูกลอบยิงจนเสียชีวิต …มันจึงกลายมาเป็นสุนทรพจน์สุดท้ายในชีวิตของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ที่ช็อคคนผิวสีทั้งอเมริกา

 

เรื่องราวของเขาที่ปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ

The Witness: From the Balcony of Room 306 (2008, อดัม เพอร์ตอฟสกี) : สารคดีสั้นความยาว 32 นาทีที่พาเราไปสัมภาษณ์ ซามูเอล บิลลี  ไคล์ส พยานใกล้ตัวในช่วงเวลาที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองหน้าห้อง 306 ที่โรงแรมลอร์เรนก่อนที่จะถูกลอบยิงและเสียชีวิต ซึ่งตัวหนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา ‘หนังสารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม’ ในงานออสการ์ปี 2009 อีกด้วย

Selma (2014, เอวา ดูเวอร์เนย์) : หนังดราม่ากึ่งประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของคิงในเหตุการณ์ที่เขาเป็นผู้นำการเดินเพื่อเรียกร้องสิทธิ์การออกเสียงเลือกตั้งของคนผิวสี โดยใช้เวลาเดินเท้ายาวนานถึง 3 สัปดาห์ในปี 1965 เริ่มจากเมืองเซลมาไปยังเมืองมอนต์โกเมอรีในรัฐอลาบามา เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ลีนดอน บี จอห์นสัน เซ็นชื่อในร่างกฎหมาย เพื่อให้คนผิวดำได้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง

 

มัลคอล์ม เอ็กซ์ (1925-1965)

มัลคอล์ม เอ็กซ์ มีชื่อเดิมว่า มัลคอล์ม ลิตเทิล เกิดในปี 1925 ที่รัฐเนบราสกา เขาคือเด็กผิวสีที่เติบโตขึ้นมาผ่านความเจ็บปวดจากลัทธิเหยียดสีผิว และไม่ได้รับการสนับสนุนทางการศึกษาจากครูที่โรงเรียน เพียงเพราะเขาเป็นคนผิวสี มิหนำซ้ำ พ่อของเขายังถูกฆาตกรรมเนื่องจากความขัดแย้งทางสีผิว ส่วนแม่ของเขาก็เสียชีวิตหลังจากถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการทางประสาท มัลคอล์ม เอ็กซ์จึงต้องใช้ชีวิตวัยเด็กในบ้านเลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่ก็ไม่ได้ดูแลเขาดีเท่าที่ควรนัก ซึ่งนั่นทำให้เขาเริ่มมีพฤติกรรมที่นอกลู่นอกทางและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การทำเรื่องผิดกฎหมาย สุดท้าย ชีวิตของมัลคอล์ม เอ็กซ์ในวัย 20 ปีจึงต้องอาศัยอยู่ที่เรือนจำในที่สุด

ทว่านั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้รู้จักกับ ‘ศาสนาอิสลาม’ เป็นครั้งแรกในนามของ Nation of Islam หรือ NOI ซึ่งเป็นกลุ่มชาวมุสลิมผิวสีในอเมริกาช่วงนั้นที่นำโดย วอลเลซ ฟาร์ด มูฮัมมัด และถูกปลูกฝังต่อๆ กันมาว่า “คนผิวสีคือเผ่าพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก” ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากความคิดความเชื่อของอิสลามโดยทั่วไป ซึ่งคำสอนนี้เองส่งผลให้เหล่ามุสลิมผิวสีในกลุ่มต้องการที่จะแบ่งแยกตัวเองออกจากคนผิวขาวโดยสิ้นเชิง มัลคอล์ม เอ็กซ์เริ่มเข้ามามีบทบาทภายในกลุ่ม และสามารถไต่เต้าขึ้นเป็นหัวหน้าได้ในเวลาต่อมา

ในปี 1964 เขามีโอกาสเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย การเดินทางในครั้งนั้นทำให้เขาได้เข้าใจถึงหลักอันเป็นแก่นแท้ของศาสนาอิสลามที่แท้จริงที่ว่า “อิสลามเป็นศาสนาของคนทั้งโลก อิสลามไม่มีการแบ่งแยกสีผิวหรือเชื้อชาติใดๆ อิสลามถือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน มาตรฐานวัดระดับความเป็นคนของอิสลามจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเปลือกนอกที่ห่อหุ้มร่างกาย หากแต่คือเนื้อแท้ คือจิตใจของแต่ละบุคคล” ซึ่งก็ทำให้มัลคอล์ม เอ็กซ์เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วก้าวสู่เส้นทางแห่งอิสลามที่แท้จริง

การใช้ชีวิตในช่วงเวลาของการปฏิบัติศาสนกิจทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า แท้จริงสิ่งที่กลุ่ม NOI ของเขาเชื่อถือกันมาตลอด-อย่างการเชื่อว่าชาติพันธุ์ของตนดีที่สุดและของคนอื่นไม่ใช่นั้น-เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความจริงที่ศาสนาอิสลามสอน โดยเริ่มจากการเปลี่ยนนามสกุลของตัวเขาเองจาก ลิตเทิล มาเป็น เอ็กซ์ (X) ซึ่งแสดงถึงการไม่บ่งบอกเชื้อชาติของตน เพื่อแสดงความเท่าเทียมต่อมนุษย์ทุกคนบนโลก

มาตรการต่อมาคือ การพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดของคนผิวสีในสังคมให้ยอมรับว่า คนเชื้อชาติอื่นล้วนมีความเป็นคนทัดเทียมกับพวกเขา ซึ่งแนวคิดนี้เองส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในอเมริกาช่วงปี 1960 โดยมีผลงานชิ้นสำคัญคือสุนทรพจน์ “เลือกตั้งหรือลูกปืน” (The Ballot or the Bullet) ที่เรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำได้อย่างทรงพลัง – อย่างไรก็ดี ความพยายามเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนในสังคมผิวสีของเขาดูจะไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่ Nation of Islam เท่าใดนัก …จนสุดท้ายเขาต้องถูกลอบสังหารในปี 1965 ด้วยน้ำมือของคนในกลุ่มที่เขาเคยนับถือราวกับเป็นพี่น้อง

 

เรื่องราวของเขาที่ปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ

Death of a Prophet (1981, วูดี คิง จูเนียร์) : หนังทางทีวีว่าด้วยเรื่องราวหลังจากที่ มัลคอล์ม เอ็กซ์ (รับบทโดย มอร์แกน ฟรีแมน) แตกหักกับกลุ่มของ Nation of Islam และหันไปนับถือศาสนาอิสลามที่แท้จริง โดยหนังเรื่องนี้ยังได้นำเสนอช่วงเวลา 24 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเสียชีวิตของเขา เพื่อเล่าถึงมุมมองที่เปลี่ยนไป และเป้าประสงค์ในฐานะนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนผิวสีของเขาด้วย

Malcolm X (1992, สไปค์ ลี) : หนังชีวประวัติของเขาที่นำแสดงโดย แดนเซล วอชิงตัน และเล่าเรื่องราวชีวิตทั้งหมดของมัลคอล์ม เอ็กซ์ตั้งแต่ช่วงที่อาศัยอยู่ในคุกและได้รู้จักกับกลุ่ม Nation of Islam จนเปลี่ยนมายึดถือคำสอนที่แท้ของศาสนาอิสลาม รวมไปถึงวาระสุดท้ายอันแสนหดหู่ของเขาด้วย

 

เมดการ์ เอเวอร์ส (1925-1963)

ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถมีชีวิตที่ดีในสังคมได้นั้น คงหนีไม่พ้น ‘การศึกษา’ แต่ทว่าในช่วงยุค 1950 คนผิวสียังคงถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงการศึกษาอยู่ ด้วยเหตุนี้ เมดการ์ เอเวอร์ส คนหนุ่มผิวสีจึงออกมาผลักดันให้รัฐบาลอเมริกันยอมรับว่า การศึกษาคือเรื่องที่จำเป็นสำหรับพลเมืองทุกเชื้อชาติ

เอเวอร์สเกิดในครอบครัวเกษตรกรรมที่รัฐมิสซิสซิปปี โดยหลังจากปลดประจำการจากกองทัพสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเวียดนาม หนุ่มหัวดีอย่างเขาก็ได้เข้ามาศึกษาต่อสาขาวิศกรรมเครื่องกลในระดับมหาวิทยาลัย และมีแผนที่จะเรียนกฏหมายต่อด้วย ทว่าในปี 1954 เอเวอร์สกลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนในโรงเรียนกฏหมายของมหาวิทยาลัยมิซซิสซิปปี เพียงเพราะเขาเป็นคนผิวสี เขาจึงต้องก้มหน้ายอมรับมัน แม้จะรู้สึกคับแค้นและฝังใจต่อความไม่เป็นธรรมดังกล่าวก็ตาม เขาล้มเลิกแผนการเรียนต่อและเริ่มทำงานเป็นพนักงานขายประกัน ในช่วงเวลานั้นเองที่เขาได้รู้จักกับ National Association for the Advancement of Colored People (NAACP) ที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองต่างๆ ให้คนผิวสี แน่นอนว่าเอเวอร์สตัดสินใจเข้าร่วมโดยไม่ลังเล และที่สำคัญ มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวงการศึกษาครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

ด้วยความร่วมมือของ NAACP ทำให้เอเวอร์สเริ่มออกมาแถลงสุนทรพจน์เพื่อผลักดันให้รัฐบาลร่างกฎหมายให้คนผิวสีสามารถเข้ารับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้ โดยการต่อสู้ของเขาเป็นไปอย่างรุนแรงดุเดือด มีครั้งหนึ่งในการประท้วงเพื่อสิทธิในการศึกษา กลุ่มผู้ประท้วงถูกรัฐบาลเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากถึง 2 ราย แต่สุดท้ายด้วยความช่วยเหลือจาก NAACP และศาลฎีกาทำให้หนุ่มผิวสีรุ่นน้องอย่าง เจมส์ เมเรดิธ สามารถเข้าเรียนกฎหมายในมหาวิทยาลัยมิซซิสซิปปี และสำเร็จการศึกษา กลายเป็นนักศึกษาผิวสีคนแรกของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการปฏิรูปวงการศึกษาเพื่อคนผิวสีอย่างใหญ่หลวง

แต่แม้จะผลักดันให้คนอื่นได้รับความชอบธรรม ทว่าเส้นทางชีวิตของเอเวอร์สเองกลับยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม เขาถูกขู่ฆ่าอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งถูกลอบสังหารด้วยกระสุนปืนในปี 1963 โดย ไบรอน เดอ ลา เบควิธ ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มผิวขาวหัวรุนแรงที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนโดยตรง

 

เรื่องราวของเขาที่ปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ

Ghosts of Mississippi (1996, ร็อบ ไรเนอร์) : เล่าถึงเรื่องราวหลังจากที่เมดการ์ เอเวอร์สถูกลอบสังหาร จนกลายเป็นคดีความระดับชาติ แต่เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในขณะนั้น ส่งผลให้คดีความดังกล่าวไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าใดนัก จึงเป็นหน้าที่ของ เมอร์ลี เอเวอร์ส (แสดงโดย วูปี โกลด์เบิร์ก) ผู้เป็นภรรยาที่ต้องร่วมต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อทวงความเป็นธรรมคืนให้แก่สามีของเธอให้จงได้

 

/////////////////////////////////

BIOSCOPE Theatre

เสาร์ที่ 22 มิถุนายน
I Am Not Your Negro (2016, ราอูล เพ็ค)

ทุกวันเสาร์ รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre