สียามา

Home / หนังใหม่ / สียามา

มันผู้ใด หมายมุ่ง มารุกราน ข้ามศพข้า ทั้งหมู่บ้าน ค่อยผ่านไป

หนึ่งตำนานของผู้กล้า ที่ถูกซ่อนไว้ในหน้าประวัติศาสตร์

พ.ศ. 2307 ครานั้นดวงเมืองแห่งกรุงศรีอยุธยา ตกอยู่ใต้อิทธิพลของดวงดาวแห่งสงคราม  ผู้รุกรานเดินทัพมุ่งตัดกำลังอยุธยาจากทุกด้าน ทางหนึ่ง มังมหานรธา เป็นแม่ทัพ ตีหัวเมืองทางทวาย กาญจนบุรี สุพรรณบุรี เข้าล้อมพระนคร อีกทางหนึ่ง เนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพ ตีหัวเมืองทางเหนือ แล้วรุดลงใต้เป็นทัพกระหนาบพิชิตอยุธยา

บ้าน สียามา อันสงบสุข กำลังเข้าสู่ภาวะสงครามเช่นกัน แม้ไม่อยู่ในเส้นทางเดินทัพของผู้รุกราน แต่ก็กลับกลายเป็นสมรภูมิระหว่างชาวบ้านผู้กล้าแห่งบ้านสียามา กับกองทะลวงฟันของผู้รุกรานที่เดินทัพหลงออกนอกเส้นทาง และต้องการเดินทัพตัดผ่านเพื่อไปสบทบกับทัพใหญ่ที่กำลังเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาให้เร็วที่สุด

ในระหว่างการต่อสู้ จู่ ๆ เกวียนประหลาดก็โผล่ขึ้นมา โดยมี อาณา, โบ๊ต และ กิ๊ฟ นั่งอยู่ ทั้งหมดประหลาดใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และขับเกวียนหนีเข้าไปทางหมู่บ้านสียามา โดยมี ปราย เป็นผู้นำทั้ง 3 ไปกราบหลวงปู่โทน พระอาจารย์ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสียามา ผู้ให้คำตอบว่าเหตุใดคนทั้ง 3 จึงเข้ามาอยู่ที่นี่

พวกเขาคือกลุ่มผู้ที่มีความสามารถและจะเป็นกำลังสำคัญให้กับหมู่บ้านสียามา

การต่อสู้ ทั้งที่รู้ว่าจุดจบที่กำลังจะมาถึง คืออะไร
ทั้งหมดเผชิญกับการตัดสินใจด้วยความกล้าหาญ…
เหตุการณ์นี้จึงทำให้เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า
“เราทำอะไรเพื่อแผ่นดินอันเป็นที่รักแล้วหรือยัง?”


เหตุการณ์ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา
พม่าล้อมกรุงครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2307-2310)

พ.ศ. 2307 มังระ พระราชโอรสองค์ที่ 2 ในพระเจ้าอลองพญา ซึ่งได้เสวยราชสมบัติสืบต่อจาก มังลอก พระเชษฐา มีนิสัยชอบการสงครามเหมือนพระราชบิดา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ มังมหานรธาเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกทัพพม่าเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ตีเมืองกาญจนบุรี เมืองสุพรรณบุรี ล้อมกรุงศรีอยุธยา และให้เนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกทัพเข้าโจมตีไทยฝ่ายเหนือ เริ่มตั้งแต่เชียงใหม่ แล้วรุดหน้ามาทางใต้เข้าล้อมอยุธยา เป็นทัพกระหนาบ ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเอกทัศ แห่งกรุงศรีอยุธยา

พม่าล้อมและระดมตีไทยอยู่ครั้นนั้นเป็นเวลา นานถึง ๑ ปี ๒ เดือน ถึงวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ เวลา ๒๐.๐๐ น. ก็เข้าเมืองได้ เป็นอันสิ้นสุดอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจไทยมา 417 ปี เกี่ยวกับเรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งกล่าวว่า

“ฝ่ายเนเมียวแม่ทัพค่ายโพธิ์สามต้น จึงให้พลพม่าเข้ามาจุดเพลิงเผาปราสาทที่เพนียดนั้นเสีย แล้วให้ตั้งค่ายลงที่เพนียด และวัดพระเจดีย์แดง วัดสามพิหาร วัดมณฑป วัดกระโจม วัดนางชี วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์ เผาเหย้าเรือนอาวาส และพระราชวังทั้งปราสาทราชมณเฑียร และเพลิงสว่างดังกลางวันแล้วเทียวไล่จับผู้คนค้นริบเอาทรัพย์เงินทองสิ่งของทั้งปวงต่างๆ แล้วพม่าก็เอาเพลิงสุมหลอมเอาทองคำซึ่งแผ่หุ้มองค์พระพุทธรูปผืนใหญ่ในพระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชรดารามนั้น ขนเอาเนื้อทองคำไปหมดสิ้น

หลังจากนั้นพม่าค้นหาผู้คนและทรัพย์สมบัติอยู่ 10 วัน ได้ทรัพย์สมบัติไปเป็นอันมากแล้วยกกองทัพกลับ ตั้งให้สุกี้เป็นแม่ทัพผมมพล 3,000 คน อยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น เพื่อค้นหาสมบัติและส่งผู้คนไปยังพม่าต่อไป


ขยายความอย่างละเอียด

การศึกครั้งนี้กล่าวกันว่าพม่าทำศึกถึง 4 ชั้น
ชั้นแรกเมื่อปี 2308 เนเมียวสีหบดีให้ฉับกุงโบเป็นทัพหน้าคุมพล 5,000 คน ยกลงไปยังเชียงใหม่ และมังมหานรธาให้เมขะระโบ ยกไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์อีกทางหนึ่ง ทัพที่ไปเชียงใหม่ตีได้เมืองตาก เมืองนครสวรรค์และกำแพงเพชร ส่วนทัพที่ยกไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อถึงเมืองกาญจนบุรีก็ตีทัพพระพิเรนทราที่รักษาเมืองอยู่แตก แล้วยกตามไปถึงลำน้ำราชบุรี ตั้งค่ายอยู่ที่ลำลูกกาแห่งหนึ่ง ตอกละออกอีกแห่งหนึ่ง และข้ามฟากไปตั้งค่ายที่ดงรังหนองขาวอีกแห่งหนึ่ง ในช่วงพม่าตั้งทัพอยู่ที่ราชบุรีนี้กะว่าเป็นเวลา 6 เดือน

ในช่วงที่สองเนเมียวสีหบดียกทัพลงมาจากเชียงใหม่ประมาณ 2 หมื่นคน แบ่งกองทัพให้เดินลงไปทางตากกองหนึ่ง และตัวเนเมียวสีหบดีคุมทัพไปทางสวรรคโลกอีกทางหนึ่ง ตีได้เมืองพิชัย สวรรคโลก สุโขทัยตามลำดับ

ด้านมังมหานรธายกทัพ 3 หมื่นคน เข้ามาทางทวาย และรวบรวมมาอยู่ที่ราชบุรี จัดกองทัพเป็นสองกอง ให้เมขะระโบ คุมทัพเรือยกไปทางแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน ตีเมืองธนบุรีเมืองนนทบุรี ไปจนถึงกรุงศรีอยุธยาทางหนึ่ง ตัวมังมหานรธาคุมทัพหนึ่งยกไปทางสุพรรณบุรี พระยารัตนาธิเบศร์ซึ่งคุมพลรบชาวนครราชสีมารักษาเมืองอยู่ ต้องทิ้งเมือง

สงครามขึ้นที่ 3 เป็นฤดูฝน มังมหานรธาเกิดล้มป่วยลง และถึงแก่ความตายที่ค่ายบ้านสีกุล พม่าจึงมีแม่ทัพเพียงคนเดียว คือเนเมียวสีหบดี ซึ่งย้ายค่ายจากปากน้ำพระประสบมาอยู่ที่ค่ายโพสเมตัน ให้กองหน้าไปตั้งค่ายที่วัดภูเขาทองแล้วในรุกมาตั้งค่ายวัดท่าการ้องอีกแห่งหนึ่ง

ในขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้าย เป็นฤดูแล้ง พม่าได้กำลังเสริมเพิ่มเติมจึงยกเข้าตีค่ายเพนียดได้แล้วเข้าตั้งค่ายประชิดพระนคร ปลูกหอสบาเอาปืนใหญ่ขึ้นจังก้าระดมยิงเข้าไปในเมือง

วันนั้นเป็นวันเนาสงกรานต์ วันอังคารเดือนห้า พม่าไฟสุมซากกำแพง เมืองตรงหัวรอ ริมป้อมมหาชัย และระดมยิงปืนใหญ่เข้าไปในเมือง ตกกลางคืนก็เข้าปล้นเมืองพร้อม ๆ กันทุกด้าน กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พม่าข้าศึกหลังจากตั้งสู้กันนานเป็นเวลา 14 เดือนเต็ม