Mamma Mia!

Home / หนังใหม่ / Mamma Mia!


Mamma Mia!ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

มันคือปี 1999 บนเกาะคาโลไกริที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของกรีก การผจญภัยสุดโรแมนติคของเราเริ่มต้นขึ้นที่โรงแรมวิลล่า ดอนน่า ในเมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่ดำเนินธุรกิจโดยดอนน่า (เมอริล สตรีพ), โซฟี ลูกสาวของเธอ (อาแมนด้า ไซเฟร็ด) และสกาย คู่หมั้นของโซฟี (โดมินิค คูเปอร์)

ขณะที่รอเวลาให้ถึงวันวิวาห์ที่ใกล้เข้ามา โซฟีได้ส่งบัตรเชิญงานแต่งงานของเธอ (I Have a Dream) ไปให้ชายสามคน ซึ่งโซฟีเชื่อว่าพวกเขาแต่ละคนมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอ จากสามนครใหญ่ในอีกฟากโลก ชายสามคนได้เดินทางกลับมาเยือนเกาะสวรรค์แห่งนี้ และได้พบกับผู้หญิงที่เคยทำให้พวกเขาแต่ละคนหลงใหลเมื่อ 20 ปีก่อน 

ย้อนกลับไปที่เกาะแห่งนี้ ดอนน่ากำลังกระตุ้นให้ลูกน้องของเธอเตรียมรับวันที่แสนยุ่งเหยิงเมื่อบรรดาเพื่อนเจ้าสาวของโซฟีมาถึง และเธอได้เล่าให้เพื่อนๆ ของเธอฟังถึงความลับที่เป็นเรื่องอื้อฉาว โซฟีค้นเจอสมุดบันทึกของแม่ และรู้ว่ามีผู้ชายสามคนที่อาจเป็นพ่อแท้ๆ ของเธอ เริ่มจากนักธุรกิจ แซม คาร์ไมเคิล (เพียร์ซ บรอสแนน), นักผจญภัย บิลล์ แอนเดอร์สัน (สเตลแลน สการ์สการ์ด) และนายธนาคาร แฮร์รี่ ไบรท์ (โคลิน เฟิร์ธ) โซฟีได้จัดการเชิญชายทั้งสามคนมางานแต่งงานของเธอ (Honey, Honey) โดยไม่บอกให้แม่รู้ เธอเชื่อว่าหลังจากเธอได้ลองใช้เวลาคลุกคลีกับชายทั้งสามแล้ว เธอจะรู้ได้ว่าใครคือพ่อที่แท้จริงของเธอ

ขณะเดียวกันนั้น แซม, บิลล์ และแฮร์รี่ ซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน ได้เดินทางมาถึงกรีก และได้พบกันที่ท่าเรือ แซมกับแฮร์รี่เกิดพลาดเรือเฟอร์รี่ที่เดินทางไปยังเกาะคาโลไกริ บิลล์จึงเสนอให้พวกเขาขึ้นเรือยอร์ชเพื่อไปพบกับผู้หญิงที่เคยหักอกพวกเขาเมื่อ 20 ปีก่อน

ย้อนกลับไปที่คาโลไกริ ดอนน่ารู้สึกดีใจเป็นล้นพ้นที่ได้กลับมาพบกับบรรดาเพื่อนเก่าเพื่อนแก่และอดีตเพื่อนร่วมวงดนตรี Donna and The Dynamos อันประกอบไปด้วยโรซี่เจ้าคารมคมคาย (จูลี่ วอลเตอร์ส) และม่ายหย่าสามีผู้ร่ำรวย ทันย่า (คริสติน บาแรนสกี้) และเธอได้เปิดเผยถึงความสงสัยที่เธอมีต่อความต้องการของลูกสาวที่ต้องการจะแต่งงานตามประเพณีดั้งเดิม

ที่วิลล่า โซฟีได้แนะนำให้ทันย่าและโรซี่รู้จักกับสกาย คนรักของเธอ และยังเล่าให้พวกเธอฟังถึงไอเดียของเธอกับสกายที่อยากจะออกแบบเว็บไซต์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังเกาะสวรรค์แห่งนี้ ดอนน่าได้เล่าให้เพื่อนๆ ของเธอฟังถึงสภาพการเงินอันง่อนแง่นของเธอ (Money, Money, Money) ขณะที่เธอพาเพื่อนๆ ทัวร์รอบวิลล่า และเพราะมีผู้ชายตามจีบอยู่หลายคน ดอนน่าจึงนั่งฝันถึง โลกของผู้ชายรวยๆ ซึ่งจะทำให้เธอได้นอนอาบแดดอยู่บนเรือยอร์ช และมีคนคอยเอาอกเอาใจพะเน้าพะนอ แต่แล้ว สติของดอนน่าถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้งเมื่อเกิดเสียงดังขึ้นที่สนามหญ้า

ชายทั้งสามคนเดินทางมาถึงแล้ว และโซฟีพยายามแอบพาทั้งสามคนไปยังห้องพักที่เธอจัดไว้ให้ และอธิบายให้ทั้งสามคนฟังว่าเธอต่างหากที่เป็นคนส่งบัตรเชิญไปให้ ไม่ใช่แม่ของเธอเป็นคนส่งไป เธอขอร้องให้ชายทั้งสามแอบซ่อนตัวก่อน เพื่อให้ดอนน่าได้แปลกใจในงานแต่งงาน กับการได้พบเพื่อนเก่าที่เธอมักจะบ่นถึงเป็นประจำ พวกเขาได้ยินเสียงดอนน่ากำลังทำงานอยู่ที่ห้องเก็บของด้านล่าง ชายทั้งสามคนสาบานกับโซฟีว่าพวกเขาจะไม่เปิดเผยความลับของเธอ โซฟีจึงปีนออกไปทางหน้าต่าง พอดีกับที่ดอนน่าแอบมองมาทางช่องระบายอากาศ

ดอนน่าถึงกับตกตะลึงเมื่อพบว่าเธอกำลังเผชิญหน้าจะๆ กับอดีตคนรักทั้งสามคนที่เธอไม่เคยลืมเลือน (Mamma Mia) ขณะที่พวกเขาเอ่ยปากขอโทษที่พวกเขาโผล่มาอย่างตะกุกตะกัก ดอนน่ายืนกรานว่าพวกเขาไม่สามารถพักอยู่ที่นี่ได้ และแล้วดอนน่าก็ปากคอสั่นขณะบอกความลับที่เธอเก็บเอาไว้มาตลอด ให้ทันย่าและโรซี่ได้รู้ (Chiquitita) ว่าเธอไม่แน่ใจว่าในบรรดาชายสามคนนี้ คนไหนคือพ่อที่แท้จริงของโซฟี แต่ไม่สำคัญ เมื่อทันย่าและโรซี่ได้ดึงให้ดอนน่า พร้อมด้วยพนักงานและชาวเกาะหญิงมาร่วมกันร้องรำทำเพลง เพื่อทำให้เธอลืมเรื่องผู้ชายทั้งสาม ดอนน่าและวง The Dynamos นึกถึงวันคืนสมัยสาวๆ ที่พวกเธอเป็นผู้นำกลุ่มผู้หญิงบนเกาะให้ลุกขึ้นมาเป็นตัวของตัวเอง (Dancing Queen) 

โซฟีได้พบแก๊งค์สามชายอยู่บนเรือยอร์ชของบิลล์ พวกเขาพากันล่องเรือไปรอบๆ เกาะแสนสวยแห่งนี้ (Our Last Summer) พร้อมกับเล่าเรื่องราวของดอนน่าสมัยเป็นสาวรักอิสระให้โซฟีฟัง เมื่อเดินทางกลับมาถึงฝั่ง โซฟีได้รวบรวมความกล้าเพื่อจะคุยกับสกายเกี่ยวกับแผนการของเธอ แต่แล้วเธอก็เกิดหมดความกล้าไปเสียเฉยๆ สกายและโซฟีขับขานเพลงถึงกันด้วยความรัก (Lay All Your Love on Me) ก่อนจะโดนขัดจังหวะโดยกลุ่มเพื่อนที่มาหาสกายเพื่อพาตัวเขาไปฉลองคืนแห่งอิสรภาพเป็นคืนสุดท้าย 

ที่งานปาร์ตี้สละโสดของโซฟี ดอนน่า, ทันย่า และโรซี่ได้ขึ้นแสดงชุดเซอร์ไพรส์ในฐานะวง Donna and The Dynamos (Super Trouper) โซฟีรู้สึกดีใจที่ได้เห็นแม่ของเธอกลับมาร็อคอีกครั้ง แต่เธอก็เริ่มเป็นกังวลเมื่อการเฉลิมฉลองถูกขัดจังหวะโดยการปรากฏตัวของแซม, บิลล์ และแฮร์รี่ เธอตัดสินใจที่จะไปคุยกับชายทั้งสามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นคุณพ่อของเธอแบบตัวต่อตัวทีละคน 

เจ้าสาวโซฟีใช้ความสับสนในหมู่วงเต้นรำของพวกสาวๆ กับพวกหนุ่มๆ (Gimme! Gimme! Gimme! [A Man After Midnight]) เพื่อพูดคุยกับแซมถึงเรื่องความรักที่เขามีต่อดอนน่า จากนั้น เธอได้พูดคุยกับแฮร์รี่ถึงความปรารถนาที่เขามีให้กับลูกๆ และสุดท้าย บิลล์ได้เปิดเผยความจริงว่าหญิงแก่ที่ให้เงินดอนน่ามาลงทุนเปิดวิลล่าของเธอก็คือโซเฟีย ป้าของเขา และโซฟีเดาว่าดอนน่าคงตั้งใจตั้งชื่อให้กับเธอเพื่อให้เกียรติกับโซเฟีย ต้องใช่แน่! บิลล์ต้องเป็นพ่อของเธอแน่! โซฟีขอร้องให้บิลล์เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไม่ให้ดอนน่ารู้จนกว่าจะถึงงานแต่งงาน

ในคืนนั้น โซฟีกลับไปร่วมงานปาร์ตี้ต่อ แต่ความสุขของเธอมีได้แค่เพียงช่วงสั้นๆ เมื่อแซมและแฮร์รี่ต่างเล่าให้เธอฟังว่าพวกเขาต้องใช่พ่อของเธอแน่ (Voulez-Vous) โซฟีที่กำลังช็อคไม่กล้าบอกความจริงกับพวกเขา และเพราะผลพวงจากการกระทำของเธอเอง โซฟีถึงกับเป็นลมหงายหลังลงบนฟลอร์เต้นรำ

ในตอนเช้า โรซี่และทันย่ายืนยันกับดอนน่าที่กำลังสติแตกว่าพวกเธอจะคอยจัดการกับหนุ่มๆ เอง ดอนน่าได้เจอโซฟีที่สนามหญ้า และเธอเข้าใจผิดว่าโซฟีอยากให้ยกเลิกงานแต่งงาน โซฟีพูดด้วยความโกรธว่าที่เธอต้องการเพียงอย่างเดียวก็คือไม่อยากเจอกับความเข้าใจผิดของแม่ และเดินหนีห่างออกไป แซมที่กำลังเป็นห่วงตามประสาคุณพ่อว่าโซฟีอาจแต่งงานเร็วเกินไป ได้เข้ามาทักทายดอนน่าที่กำลังอยู่ในภาวะสับสน ดอนน่าต่อว่าเขา และต่างฝ่ายต่างรู้ตัวว่าพวกเขายังคงมีความอาลัยอาวรณ์ในกันและกันอยู่ (SOS) 

ขณะเดียวกัน บนเรือของบิลล์ บิลล์และแฮร์รี่เริ่มเกิดความไว้วางใจกันจนกล้าที่จะเปิดเผยความลับ แต่ก็โดนโรซี่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ขณะเดียวกัน ที่ชายหาดริมทะเล หัวใจของทันย่ากับพ่อหนุ่มเป็ปเปอร์ก็กำลังเต้นตูมตามเมื่อทั้งคู่สานสัมพันธ์กันต่อจากเมื่อคืนก่อน (Does Your Mother Know) 

เมื่อแผนการแตกเป็นเสี่ยงๆ และงานแต่งงานของเธอเองก็กำลังสั่นคลอน โซฟีรู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่จะคุยเปิดใจกับสกาย และขอความช่วยเหลือจากเขา สกายรู้สึกโกรธแผนการลวงของโซฟี โซฟีจึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากแม่ของเธอ
ขณะที่ดอนน่าช่วยลูกสาวแต่งตัวอยู่นั้น ความหมางใจของแม่กับลูกก็อันตรธานหายไป ดอนน่าหวนนึกถึงตอนสมัยโซฟียังเด็ก และบัดนี้เธอเติบโตเป็นสาวเร็วแค่ไหน (Slipping Through My Fingers) โซฟีตัดสินใจว่ามีเพียงพ่อที่เธอรู้จักเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนทำพิธีส่งมอบตัวเจ้าสาว ขณะที่เหล่าพนักงานของวิลล่าและเพื่อนเจ้าสาว พร้อมด้วยดอนน่าและโซฟีมุ่งหน้าสู่โบสถ์ แซมเฝ้ารออยู่ด้วยความกระวนกระวาย ดอนน่าโบกมือส่งสัญญาณให้เริ่มพิธี แซมขอคุยกับดอนน่า แต่เธอได้ตัดบทโดยเปิดเผยว่าเธอรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหนที่ต้องเสียเขาไป (The Winner Takes It All)

หลังจากพิธีการเริ่มต้นขึ้น ดอนน่าก็ไม่สามารถเงียบได้อีกต่อไป เธอสารภาพกับโซฟีว่าบัดนี้พ่อของเธอได้มาอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว เพียงแต่ว่าเขาอาจจะเป็นแซม, บิลล์ หรือแฮร์รี่ก็ได้ทั้งนั้น โซฟีที่ช็อคไม่ต่างจากแม่ สารภาพว่าเธอเป็นคนเชิญชายทั้งสามมา และชายทั้งสามเห็นพ้องต้องกันว่าพวกเขาพอใจที่จะได้เป็นคุณพ่อหนึ่งในสามของโซฟี เรื่องแปลกใจยังมีขึ้นอีกเมื่อโซฟีบอกสกายว่าเขากับเธอควรเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน และออกเดินทางท่องโลกอย่างที่พวกเขาต้องการเสมอมา ดูเหมือนการจัดงานแต่งงานเกือบจะสูญเปล่าไปเสียแล้วจนกระทั่งแซมได้ปล่อยทีเด็ดสุดท้าย เขาขอดอนน่าแต่งงาน

ดอนน่ายอมรับคำขอนั้น (I Do, I Do, I Do, I Do, I Do)!
ที่งานฉลองมงคลสมรส แซมร้องเพลงให้กับดอนน่า ซึ่งเขายังคงปักใจรักมานานกว่า 21 ปี (When All is Said and Done [เพลงนี้มีเฉพาะในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่มีในละครเวที]) ซึ่งทำให้โรซี่ยอมเปิดใจกับบิลล์ (Take a Chance on Me) หญิงชายทุกคู่ต่างแสดงออกถึงความรักของพวกเขา และแล้วที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก น้ำจากน้ำพุแห่งความรักของเทพีอะโฟรไดทีได้ไหลพุ่งออกมาจากรอยแตกในสนามด้านหน้าของวิลล่าดอนน่า

เรื่องราวแสนวุ่นวายนี้ปิดฉากลงเมื่อโซฟีและสกายกล่าวอำลาเกาะสวรรค์แห่งนี้ และล่องเรือไปสู่ชีวิตใหม่ด้วยกัน (I Have a Dream) เป็นชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและคำมั่นสัญญา


นี่คือละครเวทีที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น มีผู้เคยผ่านตาชมมาแล้วมากถึง 30 ล้านคนใน 170 เมือง และถูกนำไปแสดงมาแล้วถึง 8 ภาษา

เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยเรื่องของเจ้าสาว แม่ของเจ้าสาว และผู้ชายสามคนที่มีแนวโน้มเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นพ่อที่แท้จริงของเจ้าสาว

ให้ความเพลิดเพลินด้วยบทเพลงของศิลปินวงดังที่ผู้คนชื่นชอบอย่าง ABBA ซึ่งคุณรู้จักและรัก

ณ บัดนี้ ซัมเมอร์ ปี 2008 ละครเวทีที่ทุกคนรักก็ได้ฤกษ์ขึ้นจอยักษ์แล้ว

Mamma mia, here I go again.  My, my, how can I resist you?

เมอริล สตรีพ และเพียร์ซ บรอสแนนนำทีมนักแสดงชื่อดังที่ฝีมือการแสดงเป็นที่ยอมรับในภาพยนตร์เรื่อง Mamma Mia! The Movie ภาพยนตร์เพลงที่เฉลิมฉลองให้คุณแม่และลูกสาวและคุณพ่อ เป็นเรื่องราวรักแท้ที่เคยสูญหายและความรักที่เพิ่งบังเกิด เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้บนเกาะที่มีมนต์เสน่ห์ของกรีกเมื่อบรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักและเสียงเพลงและการเริงระบำ

ที่เข้ามาร่วมแสดงกับสตรีพและบรอสแนนในภาพยนตร์เพลง, รัก และตลกเรื่องนี้ก็คือโคลิน เฟิร์ธ (Love Actually, Bridget Jones: The Edge of Reason), สเตลแลน สการ์สการ์ด (Pirates of the Caribbean: At Worlds End, Exorcist: The Beginning), จูลี่ วอลเตอร์ส (Becoming Jane, Harry Potter series), โดมินิค คูเปอร์ (The History Boys, Starter for 10), อาแมนด้า ไซเฟร็ด (Mean Girls, televisions Big Love) และคริสติน บาแรนสกี้ (Welcome to Mooseport, Chicago)

ผู้หญิงสามคนผู้สร้างละครเวทีที่ฮิตไปทั่วโลก อันได้แก่ ผู้อำนวยการสร้างระดับโลก จูดี้ เครย์เมอร์, ผู้เขียนบท แคเธอรีน จอห์นสัน และผู้กำกับ ฟิลลิด้า ลอยด์ กลับมาทำหน้าที่เดิมของพวกเธอในการนำเอาเรื่องราวประกอบเสียงเพลงที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานมาขึ้นจอภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้างแกรี่ โกทซ์แมน (Charlie Wilsons War, The Polar Express, My Big Fat Greek Wedding) เข้ามาร่วมพลังกับพวกเธอในการเฉลิมฉลองด้วยเสียงเพลงของภาพยนตร์เรื่องนี้

ทีมงานหลังกล้องของ Mamma Mia! ประกอบไปด้วยผู้กำกับภาพ แฮริส แซมบาร์ลูคอส (Sleuth, Venus),  โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ มาเรีย ดีเจอร์โควิค (The Hours, Billy Elliot), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายระดับรางวัลออสการ์ แอนน์ ร็อธ (The Good Shepherd, The English Patient) และผู้ลำดับภาพ เลสลี่ย์ วอลเกอร์ (Emma, The Brothers Grimm)

ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหารประกอบไปด้วย เบนนี่ แอนเดอร์สสัน (ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบ), บียอร์น อัลเวียส (ผู้แต่งเนื้อร้อง), ริต้า วิลสัน (My Big Fat Greek Wedding, upcoming My Life in Ruins), ทอม แฮงก์ส (Charlie Wilsons War, Band of Brothers) และมาร์ก ฮัฟแฟม (The Hours, Johnny English) ดนตรีและคำร้องเป็นฝีมือการประพันธ์ของเบนนี่ แอนเดอร์สสัน และบียอร์น อัลเวียส


คำนำโดยจูดี้ เครย์เมอร์ (โปรดิวเซอร์)

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสได้ดูละครบรอดเวย์แสนสนุกเรื่อง Mamma Mia! ซึ่งก็เช่นเคย ละครเพลงเรื่องนี้สามารถทำให้คนดูที่แสนสนุกสนานตื่นเต้นลุกขึ้นยืนปรบมือให้ด้วยความชื่นชม ณ โรงละครวินเทอร์ การ์เด้น ฉันยังจำบทวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ New York Post ที่วิจารณ์การเปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่นิวยอร์กในปี 2001 ได้ มันบอกเอาไว้ว่าทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Mamma Mia! ได้ร่ายมนตร์มหาสนุกว่า จงปล่อยให้ความสนุกอาบล้นตัวคุณ

สิบปีก่อน ตอนที่ฉันยังทำงานอยู่กับแคเธอรีน จอห์นสัน ซึ่งเป็นนักเขียน และผู้กำกับฟิลลิด้า ลอยด์ ในขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างละครเพลงเรื่องใหม่เรื่องหนึ่ง ซึ่งอิงกับเพลงของ ABBA ฉันยังไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า Mamma Mia! จะกลายมาเป็นภาพยนตร์ซัมเมอร์ที่เปิดตัวฉายทั่วโลก โดยมีทีมนักแสดงชั้นเลิศที่นำทีมโดยเมอริล สตรีพ และเพียร์ซ บรอสแนน บัดนี้ฉันรู้แล้วว่าการได้ผ่านวัฎจักรความสุขเต็มที่นั้นเป็นอย่างไร

มีคนพูดและเขียนเอาไว้เยอะมากเกี่ยวกับความสำเร็จทั่วโลกของ Mamma Mia! (ไม่ใช่จากปากหรือปลายปากกาของนักประชาสัมพันธ์ของละครเวที) นับแต่ที่ละครเพลงเรื่องนี้เปิดการแสดงขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งทศวรรษก่อนในลอนดอน ข้อมูลสถิติที่ทำให้ฉันเกิดความภาคภูมิและถ่อมตนกับความคิดที่ว่า Mamma Mia! ได้กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีตัวเลขสูงหลายแสนคน และอีกไม่ช้ามันคงจะต้องเป็นล้านๆ คนแน่

ใน Mamma Mia! โซฟีอยากได้พบพ่อของเธอในวันแต่งงาน ชีวิตและครอบครัวของโซฟีเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เธอไม่เคยคาดคิดเอาไว้เลยในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงก่อนจะมีพิธีแต่งงาน การเดินทางใน Mamma Mia! ก็คือครอบครัวขนาดใหญ่นั้นที่ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในแบบที่ฉันไม่เคยนึกฝันมาก่อน

บ่อยครั้งที่มันฟังดูซ้ำซากน่าเบื่อเวลาที่เราพูดถึงชีวิตของผู้คน แต่กับ Mamma Mia มันเป็นแบบนั้นจริงๆ!

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเฉลิมฉลองของทุกคนที่เคยทำงานกับ Mamma Mia! มาตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่เบนนี่ แอนเดอร์สสัน และบียอร์น อัลเวียส ผู้ไว้วางใจให้ฉันทำละครเพลงและตอนนี้ก็ได้สร้างภาพยนตร์ แด่ทีมผู้สร้างสรรค์และนักแสดงอีกเป็นร้อยๆ คนที่เคยร่วมแสดงอยู่ในละครเวทีเรื่องนี้ทั่วโลก รวมถึงทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และคนอีกหลายร้อยคนที่นำ Mamma Mia! มาขึ้นจอใหญ่
เมื่อคุณได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Mamma Mia! The Movie คุณจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้และ ฉันหวังว่าคุณคงมีความสุขไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้
ให้ความเบิกบานท่วมท้นหัวใจคุณ


ก่อนลั่นกล้อง
 
I Have a Dream:
Mamma Mia! เริ่มดำเนินงานสร้าง

เรื่องราวของ Mamma Mia! เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 80 เมื่อผู้อำนวยการสร้าง จูดี้ เครย์เมอร์กำลังทำงานอยู่กับเบนนี่ แอนเดอร์สสัน และบียอร์น อัลเวียส ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับผลงานชิ้นแรกของพวกเขาหลังยุค ABBA เรื่อง Chess เธอรู้สึกปลาบปลื้มพวกเขามาก เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาคือคนที่แต่งเพลง Dancing Queen ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเพลงยอดนิยมสูงสุดตลอดกาล เครย์เมอร์กล่าวอธิบาย เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงของพวกเขา เธอจึงอยากจะสร้างละครเพลงที่ใช้บทเพลงของ ABBA ที่มีอยู่แล้ว แต่จะต้องเป็นเรื่องราวที่วางเหตุการณ์เอาไว้ในรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นเต้นและไม่เหมือนใคร

บทเพลงพิเศษอย่าง The Winner Takes It All (ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ขับร้องโดยเมอริล สตรีพ) คือตัวจุดประกาย บทเพลงที่แต่เดิมมีชื่อว่า The Story of My Life ถือเป็นบทเพลงลาจากที่เยี่ยมที่สุดของ ABBA (และยังเป็นเพลงฮิตติดอันดับท็อป 10 เป็นเพลงสุดท้ายของพวกเขาในอเมริกาด้วย) และเป็นบทเพลงที่นำพาคนฟังไปสู่การผจญภัยทางอารมณ์

ถึงแม้จะยืนยันว่านี่ไม่ใช่ละครเพลงสรรเสริญวง ABBA และไม่ใช่ละครเพลงที่นำเสนอเรื่องราวของวงดนตรีวงนี้ แต่ในตอนแรก ทั้งแอนเดอร์สสันและอัลเวียสต่างยังลังเลใจ ดังนั้น เครย์เมอร์จึงเริ่มตามเกลี้ยกล่อมทั้งสองเพื่อขออนุญาตใช้บทเพลงของพวกเขาในละครเพลงเรื่องนี้ และในปี 1995 ความพยายามของเธอก็เป็นผล แอนเดอร์สสันและอัลเวียสยอมตกลง ทำให้เธอสามารถคิดหาเรื่องที่มีความหนักแน่นพอที่จะใช้บทเพลงของพวกเขาได้ รวมถึงการหาตัวนักเขียนที่จะสามารถสร้างสรรค์โอกาสอย่างที่เครย์เมอร์มองเห็นได้ และในปี 1997 หลายปีหลังจากที่เธอได้ติดต่อทาบทามไปหาชายสองคนผู้อยู่เบื้องหลังวง ABBA เครย์เมอร์ก็ได้พบกับมือเขียนบทละคร แคเธอรีน จอห์นสัน คนที่เธอเชื่อว่ามีความสามารถและความอ่อนไหวในแบบที่เหมาะกับงานนี้  

เครย์เมอร์ได้สรุปไอเดียคร่าวๆ ให้จอห์นสันฟัง และยังย้ำกับจอห์นสันในเรื่องที่ว่าบทเพลงของ ABBA ที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่มีความโดดเด่นต่างกันไป นั่นก็คือบทเพลงที่มีลูกเล่นสีสันมากกว่า และดูวัยรุ่นกว่าอย่างเช่นเพลง Honey, Honey และ Dancing Queen กับบทเพลงที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ครุ่นคิด และเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ อย่างเพลง The Winner Takes It All และ Knowing Me, Knowing You เครย์เมอร์เชื่อว่าบทเพลงเหล่านี้ได้เล่าเรื่องราวที่สามารถครอบคลุมคนหลายวัยได้

เครย์เมอร์ยังรู้สึกอีกว่าจอห์นสันน่าจะใส่เรื่องราวของการแต่งงานและวันหยุดเป็นธีมของเรื่อง ซึ่งคำร้องของอัลเวียสได้บ่งบอกเอาไว้ เครย์เมอร์เล่าว่า ฉันบอกแคเธอรีนว่าคุณต้องลืมบทเพลงเหล่านั้น มันคือแหล่งข้อมูลเดียวของคุณ และเรื่องนี้ก็ต้องสนุกได้โดยไม่ต้องมีเพลง และมันก็คือสิ่งที่เธอทำได้สำเร็จ

สำหรับจอห์นสัน จุดเริ่มต้นก็คือการอ่านคำร้องของบทเพลงของ ABBAs ตั้งแต่ A ถึง Z และสร้างกรอบของเรื่องที่มีความสนุกในตัวเอง และเลือกเฉพาะเพลงที่จะช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวที่เธอแต่งขึ้นมา อย่างไรก็ดี เธอรู้สึกว่าเธอต้องระลึกไว้เสมอว่าจังหวะของเพลงที่เธอใช้จากเพลงทั้งหมด จะต้องช่วยเติมเต็มให้กับเรื่องราว ซึ่งไม่ใช่งานง่ายแน่ 

ผลลัพธ์ก็คือเรื่องราวอบอุ่นหัวใจและช่วยยกระดับจิตใจที่ว่าด้วยเรื่องราวของผู้หญิงสองรุ่นสองวัย ความรักของหนุ่มสาว และความรักที่วนกลับมาเป็นรอบที่ 2 นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องของมิตรภาพ การค้นพบตัวตน และการทำความฝันให้กลายเป็นจริง จอห์นสันกับเครย์เมอร์รู้สึกว่าเรื่องนี้มีเรื่องราวที่เป็นสากล มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนหลายวัย หลายเพศ และหลายเชื้อชาติ เหมือนที่บทเพลงสุดคลาสสิกของ ABBA เป็น
เมื่อมีบทละครที่สนุกสนานแล้ว เครย์เมอร์จึงเริ่มมองหาตัวผู้กำกับ เธอติดต่อทาบทามให้ผู้กำกับโอเปร่าและผู้กำกับละครเวทีที่ทุกคนนับถืออย่างฟิลลิด้า ลอยด์ให้เข้ามาร่วมทีมด้วย ลอยด์ปิ๊งส์บทละครเพลงเรื่อง Mamma Mia! ทันที เธอชื่นชอบบทเพลงเหล่านี้อยู่แล้ว นี่คือละครเพลงที่ทั้งเบนนี่และบียอร์นไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขาเป็นคนเขียนมันขึ้นมา ผู้กำกับลอยด์ กล่าว

บียอร์น อัลเวียสทำงานอย่างใกล้ชิดกับลอยด์, เครย์เมอร์ และจอห์นสัน โดยเขาจะคอยให้ความเห็นกับทีมงานเมื่อได้อ่านโครงร่างบทแต่ละชิ้นแล้ว ทีมงานคนอื่นๆ ที่ได้เข้ามาร่วมงานด้วย ก็คือผู้ออกแบบท่าเต้น แอนโธนี่ แวน ลาสท์ รวมถึงบรรดาผู้ออกแบบเวทีระดับแถวหน้าของวงการอย่าง มาร์ก ธอมป์สัน (ออกแบบฉากและเสื้อผ้า), ฮาวเวิร์ด แฮร์ริสัน (ออกแบบแสง), มาร์ติน กอช (มิวสิคัล ซูเปอร์ไวเซอร์ และผู้ควบคุมวงออร์เคสตร้า) และแอนดรูว์ บรูซ กับบ็อบบี้ อิทเค่น (ออกแบบเสียง) และบรรดาทีมงานที่ช่วยกันสร้างงานในลอนดอนนานถึงหนึ่งปีก่อนหน้าที่ละครเพลงเรื่องนี้จะเริ่มเปิดการแสดง 

อัลเวียสได้พูดถึงกระบวนการทำงานนี้ว่า หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป บทเพลงหลายเพลงถูกใส่เข้ามาและถูกดึงออกไป ในตอนนั้น แคเธอรีนรู้จักคำร้องของทุกเพลง และคุ้นเคยดีกับเพลงเป็นร้อยๆ เพลง หลักพื้นฐานก็คือการไม่เปลี่ยนแปลงมัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งจริงๆ ที่เธอยังทำให้มันรวมเข้ากันจนเป็นเรื่องเป็นราวได้

เบนบี่ แอนเดอร์สสันรอจนกระทั่งละครเพลงเรื่องนี้เปิดรอบพรีวิวรอบแรก เขาได้นั่งดูและรู้สึกประทับใจที่ผลลัพธ์ออกมายอดเยี่ยมมาก ผมว่าสิ่งที่ถือว่าสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับคนที่ไปดูละครเพลงเรื่องนี้ได้มากที่สุดก็คือไม่ว่าพวกเขาคิดว่าละครเรื่องนี้จะเป็นยังไงก่อนที่พวกเขาจะทันได้ดู ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นประสบการณ์ที่ต่างไปจากที่คาดเอาไว้จริงๆ แอนเดอร์สสันบอก บทเพลงเหล่านี้เพราะมาก แต่เนื้อหาที่อยู่ในรูปแบบการนำเสนอที่ชาญฉลาดที่พวกเขาได้ผสมผสานระหว่างคำร้องของบทเพลงเก่าๆ และใช้มันในการดำเนินเรื่องราวไปข้างหน้า มันช่างน่าทึ่งจริงๆ ผมกลายเป็นแฟนแคเธอรีน จอห์นสันไปแล้ว


รอบแรกของละครเพลงเรื่องนี้เปิดการแสดงในวันที่ 6 เมษายน ปี 1999 ที่โรงละครปริ๊นซ์ เอ็ดเวิร์ดในลอนดอน ซึ่งถือว่าเป็นลางดีทีเดียวเพราะ ABBA เคยชนะการประกวด Eurovision Song Contest ในวันเดียวกันนี้ ในปี 1976 นับแต่นั้นเป็นต้นมา ละครเพลงเรื่องนี้ได้รับความนิยมมาตลอด  Mamma Mia! เปิดการแสดงในอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000 ที่โรงละครออร์เฟียมในซานฟรานซิสโก และในเดือนตุลาคม ปี 2001 ละครเพลงเรื่องนี้ได้เปิดการแสดงขึ้นที่บรอดเวย์ โดยมียอดการจองตั๋วล่วงหน้าเป็นมูลค่าสูงถึง $27 ล้าน (ถือเป็นหนึ่งในละครเวทีที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์) และในปี 2002 ละครเพลงเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทนี่ถึง 5 สาขา ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2003 ละครเพลงเรื่องนี้เปิดการแสดงที่โรงละครแมนดาเลย์ เบย์ในลาสเวกัส และเปิดการแสดงรอบที่ 1000 ในเดือนมิถุนายน ปี 2005 (กลายเป็นหนึ่งในละครบรอดเวย์ที่เปิดการแสดงยาวนานที่สุดในลาสเวกัส)

บัดนี้ เรื่องราวนี้ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ของวงการละครเวทีไปแล้ว  Mamma Mia! กลายเป็นปรากฏการณ์ความบันเทิงของโลก มีการสร้างละครเวทีเรื่อง Mamma Mia! ถึง 20 คณะ และปัจจุบัน การแสดงกว่า 9 คณะทำยอดขายตั๋วสูงกว่า $8 ล้านต่ออาทิตย์ จากทั่วโลกมีคนเคยดูละครเพลงเรื่องนี้มาแล้วมากกว่า 30 ล้านคน ในทุกๆ คืนจากทุกมุมโลก จะมีคนกว่า 17,000 คนได้ดูละครเพลงเรื่องนี้ และ Mamma Mia! ได้ทำรายได้รวมจากการเปิดการแสดงไปแล้วสูงกว่า $2 พันล้านดอลล่าร์ ละครเพลงเรื่องนี้ได้ชื่อว่าเปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกเร็วกว่าละครเพลงเรื่องใดๆ ในประวัติศาสตร์ โดยเปิดการแสดงตามเมืองใหญ่ๆ ไปแล้วมากกว่า 170 เมืองนับแต่เปิดการแสดงครั้งแรกในกรุงลอนดอนเมื่อเกือบหนึ่งทศวรรษที่แล้ว

เครย์เมอร์ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ว่า ไม่ว่าคนดูจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าคนดูจะอายุเท่าไหร่ พวกเขาเหมือนเห็นตัวเองอยู่บนเวทีนั้น ดูเหมือนพวกเขาจะอินไปกับประสบการณ์ครั้งนี้ และบทเพลงเหล่านี้ก็มีมนต์สะกดและมีความคลาสสิกจริงๆ