The Horsemen อำมหิต 4 สะท้าน

Home / หนังใหม่ / The Horsemen อำมหิต 4 สะท้าน
The Horsemen อำมหิต 4 สะท้าน

The Horsemen อำมหิต 4 สะท้าน

2009-05-07





The Horsemen อำมหิต 4 สะท้าน หนังตัวอย่างดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

ตั้งแต่การจากไปของภรรยา ชีวิตครอบครัวของ ไอแดน เบรสลิน (เดนนิส เคว็ด) ตำรวจนักสืบประสบการณ์สูง ดูเหมือนจะห่างเหินกับ อเล็คส์ (ลู เทเลอร์ พุคซี่) และ ณอน (เลียม เจมส์) ลูกชายทั้งสองของเขา ในขณะที่ชีวิตการทำหน้าที่พิทักษ์ความสงบ เขาก็พบว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับการสอบสวนเพื่อตามหาฆากรต่อเนื่องจิตไม่ปกติ ที่สังหารเหยื่อโดยอ้างอิงจากคำทำนายในพระคำภีร์ที่กล่าวถึง “สี่อัศวินแห่งวันโลกาวินาศ”

ทั้งสี่อัศวินนั้นประกอบไปด้วย อัศวินม้าขาว เจ้าแห่งการล่อลวงและเป็นผู้นำทัพเข้าสู่สงคราม อัศวินม้าแดง นักรบสุดเจ้าเล่ห์ ที่ประสงค์ให้มนุษย์ฆ่าฟันกันเอง แม้อาจดูไม่มีพิษมีภัย แต่ความนิ่งเฉยนั้นก็ฉาบไปด้วยแรงแค้นที่อยู่ภายในจิตใจ อัศวินม้าดำ ผู้ครอบงำจิตใจและทรราชย์แห่งความมืด จิตใจไม่ปกติและก้าวนำความคิดของทุกคนเสมอ และ อัศวินม้าเขียวซีด เพชรฆาตสังหารที่มีกำลังมหาศาล มุ่งหวังที่จะทำให้เหยื่อตายอย่างทรมาณ

ยิ่ง เบรสลิน ถลำลึกลงไปในเรื่องนี้มากเท่าไร เขาก็ค้นพบถึงความสัมพันธ์อันน่าสะพรึงกลัว ระหว่างเขากับผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คน… อัศวิน 4 ตน เหยื่อ 4 คนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และความลับที่ปวดร้าวทั้ง 4 เรื่อง จำไว้ว่า คุณต้องมาเป็นประจักษ์พยานด้วยตัวเอง


ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานการกำกับของ โจนาส อเคอร์ลันด์ (Spun) จากบทภาพยนตร์ของ เดวิด คาลาแฮม ซึ่งถูกควบคุมการผลิตโดยบริษัท Platinum Dunes ที่มี ไมเคิล เบย์ (Transformers), แอนดริว ฟอร์ม (The Texas Chainsaw Massacre) และ แบรด ฟูลเลอร์ (The Amityville Horror) ดำรงตำแหน่งเป็นทีมผู้สร้าง และยังได้รับความร่วมมือจากบริษัท Mandate Pictures ที่มี โจ เดรก (Stranger Than Fiction, 30 Days of Night) และ นาธาน คาเฮน (The Grudge, Stranger Than Fiction) และบริษัท Radar Pictures ที่มี เท็ด ฟิลด์ (The Amityville Horror, The Last Samurai) และ โจ โรเซนเบิร์ค (Waist Deep, The Heartbreak Kid) ซึ่งทั้งหมดดำรงตำแหน่งเป็นทีมผู้อำนวยการสร้าง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นการกลับมาร่วมมือกันของผู้กำกับ อเคอร์ลันด์ , ผู้กำกับภาพ อีริค บรอมส์ และผู้ควบคุมการออกแบบเครื่องแต่งกาย บี ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง Spun โดยในส่วนของทีมงานอื่นๆ ก็ยังมีผู้กำกับศิลป์ แซนดี้ ค๊อกเรน (Chaos Theory) และผู้ควบคุมการตัดต่อภาพ จิม เมย์ (The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe)


จุดกำเนิด

ในผลงานการกำกับเรื่องแรก Spun (2002) ผู้กำกับ โจนาส อเคอร์ลันด์ ได้ชักชวนคนดูให้เข้าไปสู่สังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง, น่ารังเกียจ, เป็นพิษ และความไร้ซึ่งสาระของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ การติดยาแอมเฟตามีน, คนติดยา, คนปรุงยา และหญิงขายบริการของพวกเขา นี้คือโลกที่สามารถหมุนได้ด้วยตัวเอง

The Horsemen คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ อเคอร์ลันด์ โดยเขาได้มองโลกที่แตกต่างกันออกไปจากเดิม เพราะครั้งนี้จะเป็นการสำรวจโลกแห่งความเป็นจริง ที่เป็นจุดกำเนิดของความบูดเบี้ยวในจิตใจมนุษย์ เมื่อตำรวจคนหนึ่งหมกมุ่นอยู่กับการหาบทสรุปของฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทั้งโหดร้ายและแปลกประหลาด ซึ่งอ้างอิงมาจากพระคำภีร์ใหม่ในตอนที่พูดถึง “สี่อัศวินแห่งวันโลกาวินาศ” เขาถูกอาชญากรรมนี้ครอบงำจิตใจจนสูญเสียการทำเป็นผู้ปกครองที่ดีให้กับลูกทั้งสอง และที่ร้ายไปกว่านั้น เขาอาจกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อสำหรับเหตุการณ์นี้ด้วย

ผู้กำกับ อเคอร์ลันด์ เล่าว่า “ความหลากหลายขององค์ประกอบในเรื่อง เหมาะกับสไตล์การกำกับของผม มันคือลูกผสมระหว่างหนังอาชญากรรมระทึกขวัญและหนังดราม่าที่พูดถึงปัญหาครอบครัว โดยมันสามารถสร้างเหตุการณ์ที่ทั้งหลอนและอบอุ่นได้ในเวลาเดียวกัน ความจริงแล้ว ครั้งแรกที่ผู้อำนวยการสร้างเข้ามาติดต่อให้ผมรับหน้าที่กำกับ พวกเขาบอกว่ามันคือส่วนผสมระหว่าง Seven, Kramer vs Kramer และสารคดี Paradise Lost: The Child Murders at Robin Hood Hills เมื่อได้ยินครั้งแรกมันฟังดูอาจจะแปลกไปหน่อย แต่กลายเป็นว่าพอได้ลงไปสัมผัสกับมัน ก็ทำให้ผมเห็นด้วย 100 เปอร์เซ็น”


สี่อัศวินแห่งวันโลกาวินาศ

ผู้ร้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการถูกทอดทิ้ง” แบร็ด ฟูลเลอร์ ได้พูดถึงหัวใจของเรื่อง “มันอยู่ในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ของพ่อและลูก, แม่และลูก หรือแม้กระทั่งฆาตกรและเหยื่อ มันก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ และส่งผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การถูกมองข้ามสามารถนำไปสู่อารมณ์ที่รุนแรง โดยเริ่มจากความรู้สึกเศร้าโศก (grief), ความทุกข์ (sorrow), ความรู้สึกผิด (guilt) และไปลงเอยที่การแก้แค้น (revenge) ซึ่งการฆาตกรรมต่อเนื่องกับคำทำนายของ สี่อัศวินแห่งวันโลกาวินาศ ก็ถูกหยิบมาเปรียบเทียบกันในเรื่องนี้”

ฟอร์ม เสริมว่า “มันเป็นเรื่องน่ากลัว ที่จะคิดว่าการทอดทิ้งเพียงเล็กน้อย รวมถึงการขาดความอบอุ่นจะช่วยผลักดันให้ใครบางคนทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด คุณจะเห็นได้จากพาดหัวข่าวทุกวันนี้ อาชญากรรมรุนแรงที่กระทำโดยคนในครอบครัวทำต่อสมาชิกคนอื่น หรือนักเรียนในโรงเรียนกราดยิงใส่คุณครูและเพื่อนนักเรียน เหมือนกัยว่าพวกเรากำลังถลำลึกลงไปในโลกอันน่าพิศวง มีบทพูดหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมรู้สึกกระทบจิตใจที่พูดว่า ‘ไม่ได้มีอัศวินเพียงแค่สี่คนเท่านั้น แต่มันมีเป็นล้านคนบนโลกใบนี้’ มันทำให้คุณรู้สึกสงสัยว่า ข้างนอกอาจมีสิ่งที่รอวันระเบิดออกเป็นชิ้นๆอยู่ มันคือคอนเซ็ปที่ช่วยตรึงรากฐานให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้กับโลกแห่งความเป็นจริง ถึงแม้ว่าคำทำนายเรื่องอวสานโลกนั้นจะมีอยู่จริง แต่มันคงทำให้คุณรู้สึกสงสัยแน่นอน”

เหมือนกับคนที่ตั้งสมมุติฐาน หรือศาสตร์จารย์ในแต่ละยุคสมัยที่ได้ตีความเอาเรื่องของ สี่อัศวินแห่งวันโลกาวินาศ”  ที่อยู่ในพระคำภีร์ ทีมผู้สร้างเองก็ได้ตีความในรูปแบบของตัวเอง โดยยังเชื่อมความสัมพันธ์เหล่านั้นกับตัวละครและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

“ดำ, แดง, เขียวซีด และ ขาว ทุกสียังอยู่ครบถ้วน” ฟูลเลอร์ ได้พูดถึงการตีความของพวกเขา “ด้วยความสามารถในการเล่าเรื่องด้วยภาพของ โจนาส และการออกแบบการสร้างที่ดูขึงขังของ แซนดี้ ค๊อกเรน โดยสีเหล่านั้นถูกใช้เพื่อเพิ่มเหตุผลและความน่าตื่นเต้นรอบๆบรรยากาศของฉากฆาตกรรม พวกเราพยายามอ้างอิงคำทำนายในพระคำภีร์ ในแบบที่ไม่เทศนาคนดูด้วยบทพูดที่อยู่ในไบเบิ้ล และพยายามที่จะเน้นถึงช่วงที่สำคัญในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวให้มากที่สุด”


พิธีการบูชายัน

ฟูลเลอร์ ได้พูดถึงการฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่อ้างอิงมาจากคำทำนายที่อยู่ในบทที่หกของพระคำภีร์ใหม่ โดยรูปแบบของเหยื่อทุกรายที่ถูกสังหารนั้น สามารถสืบรอยหาต้นตอไปถึงพิธีกรรมบูชายัน ที่คิดค้นขึ้นโดยชาวมานดาน (Mandan) เผ่าอินเดียนแดงที่สูญพันธ์ไปแล้ว พวกเขาเรียกพิธีกรรมนี้ว่า “การแขวน” (suspension) ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามันก็กลายเป็นพิธีกรรมที่กลายเป็นที่นิยม

อเคอร์ลันด์ เล่าว่า “มันไม่ยากเลยที่จะไปค้นคว้าหาข้อมูล สิ่งเดียวที่ผมทำก็คือการเข้าไปค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต และผมก็พบว่ามีกลุ่มคนกว่าหนึ่งร้อยคนพยายามที่จะทำพิธีบูชายันเช่นนั้น ขอสารภาพตามตรงว่าผมรู้สึกสะอิดสะเอียนในตอนแรก แต่ด้วยการที่มันเป็นส่วนที่สำคัญของเรื่อง ทำให้ผมต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับมันให้มากที่สุด การได้พูดคุยกับผู้คนที่เคยผ่านพิธีกรรมนี้มาแล้ว รวมถึงการที่ผมได้ไปเห็นพิธีบูชายันด้วยตาตัวเอง และมันก็ช่วยให้ผมเข้าใจพวกเขาได้มากขึ้น ผู้คนเหล่านี้ใช้เวลาอย่างมากในการเตรียมตัวสายที่จะใช้แขวนร่างกาย พวกเขาละเอียดอ่อนในเรื่องของรายละเอียด ตอนนี้ผมเข้าใจมันแล้ว สำหรับใครบางคนมันอาจจะเป็นแค่ความสนุกและความพอใจ สำหรับบางคนมันอาจจะเป็นวิธีในการเผชิญหน้ากับความกลัว สำหรับบางคนมันอาจจะเป็นการชำระล้างบาป และสำหรับบางคนก็ทำเพื่อใช้ในการแสดงโชว์

เขาเล่าต่อว่า “แต่ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุไหนก็ตาม มันเป็นประสบการณ์ทางสายตาที่ผมจะไม่มีวันลืม การแขวน คือสิ่งที่คุณต้องเห็นด้วยตัวเอง และผมคิดว่ามันจะมีประสิทธิภาพมากเมื่อมันปรากฎอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเราคิดว่ามันคงเป็นรูปแบบที่แปลกใหม่ สำหรับการสืบสวนเรื่องฆาตกรต่อเนื่อง ผมคิดว่ามันสามารถกระตุกต่อมความกลัวของคนดู แต่ขอทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า พวกเราไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนเลียนแบบน่ะ เพราะก็อย่างที่คุณเห็น มันเป็นกิจกรรมที่อันตรายสุดๆ”

ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง เจเรไมอาห์ แซมมูเอล ได้ออกไปค้นหาข้อมูลและได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งใน เมืองพาซาดีน่า, แคลิฟอร์เนีย ที่อนุญาติให้ทีมงานบันทึกเทป การแขวน ของเขา

เขาเล่าถึงการพบปะกับผู้ชายคนนี้ให้ฟังว่า ผมคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงคนจิตไม่ปกติที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม เสียงที่ผมได้ยินนั้นต่างจากที่พวกเราคิดไว้มาก เขามีเสียงที่ผ่อนคลายเหมือนกับหมอฟัน เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและยังให้ข้อมูลที่มีค่า ดังนั้นเราจึงถามเขาว่า จะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะบันทึกภาพพิธีกรรมนี้ ซึ่งเขาก็ตอบตกลง”

เขาเล่าต่อว่า “ในวันอังคารตอนบ่ายแก่ๆ เขาและภรรยาที่น่ารักก็เดินทางมาถึง เขาเป็นชายที่ดูอ่อนโยน และดูเป็นคนนอบน้อม เพียงแต่มีการใช้เวลาว่างที่แปลกแปลกประหลาดเท่านั้น เขาเริ่มที่จะอธิบายถึงน้ำหนักที่เพดานสามารถรองรับน้ำหนักของร่างกายคนได้ เขาอธิบายเกี่ยวกับตะขอที่พวกเขาใช้ และวิธีการฆ่าเชื้อก่อนที่จะเกี่ยวเข้าไปในเนื้อ และเมื่อการเตรียมตัวที่แม่นยำเสร็จสิ้น เขาก็แสดงให้เราเห็น และเราก็ได้บันทึกเทปเพื่อนำมาใช้มาอ้างอิงในอนาคต”

การบันทึกเทป “การแขวน” กลายเป็นวัตถุดิบอันล้ำค่าสำหรับบริษัททำเอฟเฟ็ค KNB และ เจ็ค การ์เบอร์ ผู้ควบคุมเอฟเฟ็คในกองถ่ายจากบริษัท SFX โดยหลังจากที่ได้ศึกษาเทปแล้ว ทีมงาน SFX ก็เริ่มที่จะหาวิธีในการจำลองภาพตะขอที่ฝังเข้าไปในเนื้อมนุษย์, จำนวนเลือดที่ไหลออกมา รวมถึงท่าทางของเหยื่อที่จะต้องถูกแขวน

การ์เบอร์ ที่เคยทำงานอยู่ใน Platinum Dunes ของ ไมเคิล เบย์ โดยเคยทำงานในส่วนของเอฟเฟ็คให้กับเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre, Amityville and The Hitcher ได้อธิบายว่า มันเป็นเรื่องปกติในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่เราจะใช้ลาเท็กซ์เข้าช่วยในการสร้างชิ้นส่วนจำลอง โดยพวกเราได้ใช้จำนวนลาเท็กซ์ที่พอเหมาะสำหรับการยืดหยุ่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเนื้อของมนุษย์นั้นจะขยายตัวได้มากแค่ไหนโดยที่ยังไม่ฉีก และพวกเรายังมีการใช้ซีจีเข้าช่วยเพิ่มในสิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้”

การ์เบอร์ ยอมรับว่า มันเป็นเรื่องลำบากสำหรับเขาในการนั่งดูเทปพิธีกรรม “ผมรู้สึกทรมานในการนั่งดูมาก แต่มันเป็นเรื่องที่จำเป็นในการทำให้เหมือนและสมจริง ผู้สร้างคงไม่อยากให้คนดูคิดว่า ‘โอ้ ผิวหนังของมนุษย์คงไม่ยึดซะขนาดนั้นหรอก’ แต่พวกเราได้ทำการค้นคว้าและเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว และผู้ชมก็จะต้องรู้สึกแปลกใจว่า ผิวหนังของมนุษย์นั้นมันแข็งแรงได้ขนาดนี้เลยเหรอ”

เขาเสริมต่อว่า “ผมคิดว่าคนดูคงมีอารมณ์ร่วมไปกับความสยองที่จับต้องได้ และผมก็เชื่อว่าด้วยความสงสัยหลังจากที่พวกเขาได้ดูหนัง คงมีหลายคนที่จะไปเปิดดูพิธีกรรมนี้ในอินเตอร์เน็ต และพวกเขาก็จะแปลกใจว่าพวกเราทำมันได้เที่ยงตรงมากแค่ไหน”

อเคอร์ลันด์ สรุปว่า “การฆาตกรรมอันแสนทรมานเหล่านั้น เกิดขึ้นเพราะฆาตกรเองก็อยู่ในความเจ็บปวดที่สุดหยั่งถึง พวกเขารู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง, ถูกเข้าใจผิดและไม่มีใครรัก ผมว่าในช่วงชีวิตทุกคน ก็มีช่วงเวลาที่ถูกเข้าใจผิด หรือการไม่ถูกยอมรับจากคนในครอบครัว, เพื่อนฝูง หรือสังคม พวกเขาก็คงสามารถเชื่อมต่อระหว่างตัวละครในเรื่องกับชีวิตของตัวเองได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่าง เบรสลิน กับลูกทั้งสองชองเขาจะเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องนี้ ทุกคนที่เป็นผู้ปกรองหรือเป็นผู้ถูกปกครองคงไม่มีใครชอบความเจ็บปวดหรอก มันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม และผมก็หวังว่าผู้คนมองเห็นมันในหนังเรื่องนี้ สำหรับความคิดเรื่องการสละเวลาที่มีค่าของตัวเองสักนิด ในการรักษาแผลใจของคนรอบตัวคุณ”


นอกจาก เดนนิส เควด แล้ว The Horsemen ยังได้ นางเอกเอเชีย ขวัญใจฮอลลีวู้ด อย่าง จางซิยี่  พลิกบทบาท มารับบท 1 ใน  ฆาตกรที่มีความสวยอย่างมากมาย พอๆกับจิตที่ผิดปกติ  และได้ผู้อำนวยการสร้างมือดีของวงการ ที่เนรมิตหนังฟอร์มยักษ์มานับไม่ถ้วน  อย่าง ไมเคิล เบย์ (Transformers, Armageddon, Pearl Harbor)  มากุมบังเหียนเบื้องหลัง ทำให้ภาพยนตร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของ นายตำรวจที่ต้องสีบคดีฆาตกรรมสุดสยอง ที่นำบทหนึ่งของ คัมภีร์ไบเบิล มาใช้เป็นข้ออ้างในการฆ่า อย่าง The Horsemen : อำมหิต 4 สะท้าน  เป็นหนังทริลเลอร์ฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามอง และ ไม่ควรพลาด


* 9 พ.ค. 82 ข่าวฉาวนิดหน่อยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ครั้งที่ฉายในเมืองไทย เมื่อวันที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับหนัง The Horsemen ซึ่งเนื้อหาหนังพูดถึงการสืบสวนคดี มีการเชิญวิทยากรมาบรรยาย ซึ่งดันเป็น นาย เอ็ม แรมบ้า ดร.สุรชัย วิวัฒนชาติ ผู้ต้องหาที่มีคดีฉาวโฉ่ ข่มขืน ถ่ายคลิปแบล๊คเมย์ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า น่าจะอยู่ในคุก แต่ไหงออกมาลอยนวลนอกคุณ ทางสหมงคล ก็ชี้แจงว่า เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รอบคอบในการตรวจสอบของตัวเอง และรับผิดชอบโดยการ ไม่เสนอข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมที่จัดลงไปนี้เลย แต่ในอีกแง่ ทางคนดู คนอ่านข่าวก็คิดว่า เป็นแผนโปรโมทฉาวๆ ของ สหมงคล อีกแล้ว ซึ่ง ก็แล้วแต่วิจารณญาณของคนอ่านข่าวจ้า อ่านรายละเอียดข่าวในเมเนเจอร์ คลิก