เราสองสามคน

Home / หนังใหม่ / เราสองสามคน
เราสองสามคน

เราสองสามคน

2010-06-24




ตัวอย่าง เราสองสามคน

เรา สองสาม คนดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

เมื่อสุนทรีย์สาวหูตึงหลงรักหนุ่มออฟโรดที่ชื่อส้มฉุนในทริปคาราวานทัวร์ออฟโรดไปเวียดนาม? ในระหว่างการเดินทางเธอได้ปะติดปะต่อเรื่องราวความรักของเธอกับ ส้มฉุนด้วยความเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะเครื่องช่วยฟังไม่ค่อยชัดนัก…สุนทรีย์กลับพบว่าเต๋อเพื่อนสาวสายตาสั้นจอมเฟอะฟะ ที่ร่วมเดินทางมาพร้อมกันในครั้งนี้คือคนที่ส้มฉุนจีบ และทั้งสองแอบใจตรงกัน ?แต่ความรู้สึกของเต๋อล่ะ? เธอจะทำยังไงกับความรู้สึกของเธอ…ตัดสินใจปล่อยให้เพื่อนเจ็บ…เชื่อตามที่สุนทรีย์บอกว่าเธอคือคนที่ ส้มฉุนจีบในยามที่เธอมองเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง หรือ ทำเป็นหูดับแล้วเดินจากไป

*********************************************************************************************************

ทำ ความรู้จัก ตัวละคร เราสองสามคน

ภาพยนตร์เรื่อง เรา สองสาม คน เป็นภาพยนตร์การเดินทางด้วยรถออฟโรด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดการเดินทาง 29 วัน ที่ยาวนานผ่านแดนระหว่าง 3 ประเทศ (ไทย>ลาว>เวียดนาม) กับระยะทางที่ยาวไกลถึง 4,000 กิโลเมตรในเส้นทางอินโดจีนหมายเลข 9 ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับส้มฉุนเลย แต่..เขา ไม่รู้หรอกว่าอุปสรรคที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ของส้มฉุน คือ..เสน่ห์ของสาวคนพิเศษที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ต่างหาก…

ยิปโซ-รมิตา มหาพฤกษ์พงศ์ (รับบท เต๋อ)
?ด้วยมวลรวมของหนังคา แรกเตอร์จะมีความเป็นการ์ตูนน้อยกว่า 32 ธันวา สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าเยอะไป ต้องจริงขึ้น นิ่งขึ้น เป็นตัวละครที่จริงใจกับความรู้สึกตัวเองมาก เต๋อเป็นคนสายตาสั้น เพื่อนซี้ของสุนทรีย์ที่อยากนั่งรถไปเที่ยวแบบกองคาราวาน ก็เลยลองสมัครผ่านอินเตอร์เน็ต ตัวละครใกล้เคียงกับยิปโซตรงที่พูดตรงไปตรงมา ที่ไม่ค่อยใช่ตัวเองเท่าไหร่ คือ จะออกเนิร์ดๆ ชอบทำตัวห่อ เหมือนไม่ค่อยมั่นใจ ซึ่งยิปโซ นอกจอตรงข้ามค่ะ และจะเป็นคนชอบดูแลเพื่อนกับคนในครอบครัว แต่ยกเว้นเรื่องแฟน อย่างเดียวนะ ไม่ชอบอ่ะ แต่ในหนังต้องทำทุกอย่าง?

พลอย-รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล (รับบท สุนทรีย์)
?พอพลอยรู้ว่าต้องเดินทาง พลอยแทบไม่ต้องคิดอะไรเลย ต้องไปให้ได้ ยิ่งเดินทางแบบนี้ด้วย นั่งรถไปด้วย (รวมๆ แล้วตั้ง 29 วันแน่ะ) อูย…ยิ่งชอบ รับบทเป็นสุนทรีย์ที่ไปตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่ง โดยที่มีอาการหูตึงเป็นอุปสรรค สุนทรีย์ในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกับพลอยคือความคิดที่มีความเป็น ผู้หญิงอยู่เยอะ แต่ก็มีความห้าวบ้างบางอารมณ์ แต่ตัวจริงพลอยห้าวกว่าเยอะ บ้าบอคอแตกมาก?

เจ-มณฑล จิรา (รับบท ส้มฉุน)
?ที่ตัดสินใจมารับบทส้ม ฉุนเพราะเท่าที่คุยกับพี่เรียว ผมว่าคอนเทนต์มันแข็งแรงกว่าหนังที่ผมเคยเล่นมา ก็เลยสนใจ ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะออกมายังไง บางครั้งยังงงๆ อยู่เลย แต่ผมก็ชอบวิธีกำกับของพี่เรียว ซึ่งที่ผ่านมาผมจะเป็นพวกอะไรที่ไม่ชอบจะไม่ทำ เพราะถ้าควบคุมไม่ได้ก็อย่าทำดีกว่า ในเรื่องนี้ผมค่อนข้างเชื่อใจพี่เรียว?

ต้า บาร์บี้- เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา (รับบท ถั่วเขียว)
?ถั่วเขียวนี่เป็นบทที่เหมือนไม่ได้แสดง อะไรเลย เหมือนจะง่ายนะ แต่พอเอาเข้าจริงโคตรยาก มาเล่นหนังเรื่องนี้เหมือนมาปฏิบัติภารกิจอะไรสักอย่างร่วมกันเลยนะ ถ้าไม่ทำภารกิจก็ไม่สำเร็จ ฉะนั้นทุกคนต้องทำและต้องทำแบบร่วมแรงร่วมใจด้วยนะ?

That-sound

ไนซ์-จิรรท วงศ์โฆษวรรณ (รับบบท ผิง)
?ตอนแรกนี่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปนะว่าพี่ต้าก็ มาเล่นหนังเรื่องนี้ พอรู้พี่ๆ ทีมงานก็ให้แกล้งอำพี่ต้าว่า ผิงน่ะไม่ใช่คนที่เล่นเป็นไนซ์ อืม…พอมาเจอพี่ต้า หน้าเค้าเซ็งมาก เหมือนผิดหวังนิดๆ เพราะในเรื่องเราต้องเล่นเป็นแฟนกัน ก็ขำดีค่ะ คาแรกเตอร์ผิงจะมีความเป็นผู้หญิงครบสูตร ขี้งอน งี่เง่า แต่บทจะน่ารักก็เกินคาด คล้ายกับไนซ์แต่ไม่ใช่ทั้งหมด?

That-sound

**********************************************************************************************************

Real Time : กองถ่ายสไตล์หนังเรียล (เรียว)

00

ให้วัดจากคำบอกเล่าของ เรียว-กิตติกร ดูเหมือนการถ่ายทำหนังเรื่องที่ 9 (8 เรื่องก่อน ได้แก่ 18-80 เพื่อนซี้ไม่มีซั้ว / ปาฏิหาริย์ โอม+สมหวัง / โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ / พรางชมพู / เดอะเมีย / อหิงสา จิ๊กโก๊มีกรรม / ดรีมทีม / เมล์นรกหมวยยกล้อ) จะมีความเรียลอยู่ไม่น้อย ท่ามกลางอุณหภูมิที่หลากหลาย ร้อนชื้น หนาวเหน็บ ฝนปรอยๆ ซึ่งตัวผู้กำกับและทีมงานได้เจอะมา ล้วนแต่การันตีว่าคาราวานออฟโรดที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ต้องผ่านด่านอรหันต์การรอนแรมและบุกตะลุยอย่างหนักหน่วง

?ไม่ยากเลยนะการถ่ายหนังเมืองนอก? ผู้กำกับย้ำเสียงเข้ม ?มันก็เหมือนถ่ายในเมืองไทยนี่แหละ เพราะถ่ายทำหนังมันเป็นภาษาเดียวกันน่ะ ต้องขออนุญาต อุปกรณ์ที่ใช้เหมือนกัน มีกล้องกับขา ก็ถ่ายได้แล้ว แต่ถ้ามากกว่านี้ซึ่งอาจจะช่วยให้การถ่ายทำดีขึ้น ก็ว่ากันไป แต่ต้องมีปรับบทให้เหมาะกับโลเคชั่น หรือสถานการณ์จริงด้วย มันคือประสบการณ์ใหม่หมด สำหรับผมนะ การซัพพอร์ตกองถ่ายทำหนังที่เวียดนามยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ แต่เขาก็อนุญาตและไม่ซีเรียสเรื่องการถ่ายทำมาก เพราะเวียดนามเองก็มีกองถ่ายทำสารคดีเข้าไปถ่ายเยอะ เขาดูแค่บทก็โอเคแล้ว ส่วนที่จีนถ้าไม่ได้ตั้งขา ก็ถ่ายได้เลย อารมณ์เหมือนนักท่องเที่ยว ไปเจออะไรก็ยกกล้องขึ้นมาถ่าย ซึ่งสากลก็เป็นยังงี้ ยกเว้นสถานที่สำคัญๆ คงต้องขอเป็นเรื่องเป็นราว จะถ่ายมั่วซั่วไม่ได้?

จากแรงบันดาลใจในความชื่นชอบท่องเที่ยว พเนจรไปทั่วทุกหนแห่ง ค่ำไหนนอนนั่น ไม่หวั่นไม่หวาด ผู้กำกับจึงได้ขยับขยายขายเป็นไอเดียเพื่อต่อยอดสู่หนังที่เน้นบรรยากาศแบบโรดมูวี่อันแฝงกลิ่นอายเรียลไทม์ของการถ่ายทำและอารมณ์คอเมดี้ เรียลเลิฟ นับแต่ได้ลงพื้นที่เซอร์เวย์ โดยการขับรถออฟโรดด้วยตัวเองตามแผนที่ที่กำหนดให้ว่าจะใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำ

?ผมเป็นคนที่หลงรักการท่องเที่ยวแบบขับรถไปเที่ยวไป และส่วนตัวก็ค่อนข้างจะเบื่อการถ่ายหนังในสตูดิโอมากกกก เพราะมันไม่เห็นมีอะไรแล้วอ่ะ ไม่รู้จะถ่ายไปทำไม ถ่ายไปก็ไม่สนุก ในใจผมอยากเปลี่ยนที่ถ่ายไปเรื่อยๆ ท่าจะสนุกดีนะ?? (อืม!!! แล้วคนจ่ายตังค์ว่าไง?)

thai sounds good

?เรา สองสาม คน? ถูกวางในฐานะหนังคาราวานออฟโรด โดยใช้ขบวนรถรถคาริเบียนทั้งหมด 8คัน ซึ่งไม่ใช่รถใหม่เอี่ยมเร้จากโชว์รูม แต่มันคือรถมือสองที่ได้รับการดัดแปลงใหม่ จากทุนสร้าง 30 ล้านบาท เฉพาะที่ทุ่มไปกับรถก็เหยียบร่วม 3 ล้านบาท ยิ่งเฉพาะ 4 คัน (ปี 92-95) ที่เปรียบเสมือนพระเอกฝ่ายรถ? ?ถั่วเขียว? ?ส้มฉุน? ?ด้ายเงิน? ?ตู้ปลา? ต้องเข้าศูนย์เพื่อยกเครื่องและตกแต่ง คอยประคบประหงมกันดั่งว่าลูกรักก็มิปาน บางคันสเป็คไม่ตรงใจผู้กำกับก็ต้องรื้อทำใหม่ จนกว่าจะเนี๊ยบนิ๊ง โดดเด้งด้วยสีสันแซบๆ ประจำตัว ส้มแปร๊ด(ส้มฉุน) , เขียวปึ๊ด(ถั่วเขียว) , เงิ๊น เงิน(ด้ายเงิน) ,ขาวเท่ (ตู้ปลา)

แล้วไหนยังจะต้องทำรถให้เป็นระบบน็อคดาวน์เปิดด้านข้างซ้าย-ขวา ด้านหน้า หลังคา เพื่อติดตั้งกล้องไว้สำหรับถ่ายทำหลากหลายมุมอีกละ ทดสอบกันอยู่หลายรอบ กว่าจะโอเคเรื่องสมรรถนะและออฟชั่นอันเริ่ดๆ ก่อนพร้อมนำออกมาปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญ? สมบุกสมบันยามอยู่ในกองคาราวาน ตะลุยกองได้แบบไม่เสียยี่ห้อ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเท่ระเบิด หล่อเฟี้ยว เพื่อความสะดุดตาสาวๆ ที่ได้ลองนั่ง? สิริรวมเวลาทำรถอย่างเดียวก็ปาเข้าไปปีกว่า (ถือเป็นการเดินทางของเวลาที่นานทีเดียว ถ้ารถได้ออกวิ่งวันนี้ ระยะการเดินทางในถนนคงไปถึงรอบโลกได้แล้ว )

การนำรถเก่ามาเปลี่ยนโฉม ไม่ใช่ผู้กำกับเพิ่งทำ ถ้ายังจำกันได้ หนังเมล์นรกฯ ก็ใช้รถเมล์ร่วมขสมก. ดัดแปลงเป็นโลเคชั่นหลักสำหรับบอกเล่าเหตุการณ์วายป่วงที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง มาถึงเรื่องนี้รถเก่าที่ถูกเนรมิตใหม่ก็มีนัยสำคัญต่อเนื้อหาหนังที่ผู้กำกับต้องการสื่อความหมายของความสัมพันธ์ของผู้คนในคาราวานออฟโรด

?คันแรกได้ซื้อมาแสนหนึ่ง แต่ต้องมาทำใหม่เกือบทั้งคัน มาเพิ่มออฟชั่นให้มันใหม่ เพื่อให้เหมาะกับการถ่ายทำ คันที่เหลือก็เหมือนกัน ส่วนคันที่ซื้อแพงสุดคือ ด้ายเงิน ราคา 3 แสน โอ้…สภาพกิ๊กเลย ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ก็ต้องทำให้มันเข้ากับเพื่อนๆ…??? ผู้กำกับฯ แจกแจง ?ชีวิตจริงผมไม่ได้ขับคาริเบียน แต่ก็ชอบ ผมว่ามันเหมาะกับการไปคาราวานท่องเที่ยว คล่องตัวดี แล้วลูกฮึดก็เยอะ อึดทุกสภาพการณ์?
การถ่ายทำหนังมีทั้งเซ็ตอัพกับฉากหลังสวยๆ แต่บางครั้งก็ต้องเร็คคอร์ดกล้องกันเดี๋ยวนั้นแบบไม่ได้นัดหมาย เมื่อเห็นว่าเจอภาพที่เพอร์เฟกต์อย่างใจปรารถนา จึงเป็นการทำงานที่ค่อนข้างครบครันความท้าทาย

?ผมเป็นคนตามใจตัวเองมากนะคืออยากทำก็จะทำ ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ใช่สิ่งชอบหรอก ถ้าอยากทำก็จะทำ เพราะผมรู้ว่าผมเองก็ยังไม่ได้ทำหนังมาทุกแนว พอมีโอกาสได้ทำก็ต้องทำ แล้วมันก็เป็นคอเมดี้ เรียลเลิฟแบบมีจุดขัดแย้งเกิดขึ้นและไปเรื่อยตามสถานการณ์ มีความซับซ้อนทางจิตใจของตัวละครพอสมควร เป็นความรักที่ออกไปในทางเห็นแก่ตัว ไม่ใช่คอเมดี้อินเลิฟจ๊ะจ๋า ไม่ใช่หนังที่บอกว่าความรักคืออะไร และก็ไม่ได้ไปแตะการเมืองเลย เพราะผมว่าการเมืองยุคนี้ซับซ้อนมาก ก็เคยนำมาใส่ในเมล์นรกฯ แล้ว ถ้าเอาเล่าอีกมันจะกลายเป็นคนแก่ขี้บนไปซะเปล่าๆ?

ไม่หมดแค่นั้น กองถ่ายหนังเรื่องนี้ยังมีดีกรีความเรียลแบบนันสต็อปให้ได้ตื่นเต้นอย่างไม่หยุดหย่อน บทที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ (ก็สไตล์ผู้กำกับเขาอ่ะ) ด้นการแสดงสดๆ หน้ากล้อง (วิธีฆ่า อูย ไม่ใช่ วิธีปั้นดาราของผู้กำกับน่ะ) สั่งแอคชั่นแล้วทำเนียนเหมือนซ้อมกันเล่นๆ (เพราะถ้าบอกเอาจริงๆ มักไม่โอเคซักที) รอโลเคชั่นเป็นวันๆ (ผู้กำกับว่าเอาใจยากแล้ว ก็ยังแพ้ดินฟ้าอากาศอยู่ดี)
?พูดถึงวิธีกำกับ เรื่องนี้ค่อนข้างจะไม่เหมือนเรื่องก่อนๆ เลย เอาง่ายๆ อย่างดาราจะถูกปล่อยให้เล่นเองซะเยอะ ผมมีหน้าที่แค่พาเขาไปส่ง พอเขารู้สึกว่าอารมณ์มาแล้วนะ ก็ปล่อยให้เล่นเองคนเดียว โจทย์หลักของผมคือการเดินทางด้วยรถยนต์นะ ไม่ใช่นั่งเครื่องบิน หน้าที่ผมคือนำทาง แค่นั้นจริงๆ ที่เหลือคนร่วมทริป หมายถึงดาราต้องใช้ชีวิตเป็นนักเดินทางแบบเต็มตัวคนเดียว มันเหมือนการผจญภัยนั่นแหละ การผจญภัยนี่ละที่ผมคิดว่ามันได้ความเรียลกลับมา เรียลในแบบที่มันควรจะเป็น เรียลอย่างถูกที่ถูกทาง 70 % ในหนังคือความเรียล ส่วนอีก 30 % มันคือความฟุ้งฝันของผม และจะมีบางไดอะล็อคที่ซับซ้อนมากๆ ซึ่งคนปกติไม่ค่อยคุยกันหรอก?

ด้วยความพยายามจะคุมโทนหนังให้ออกมาในอารมณ์เรียล ผู้กำกับฯ จึงได้รับฉายาจากHe is Real จนกลายมาเป็น Really!!! ประจำกองถ่าย (คนที่ตั้งให้คือ ต้าร์ บาร์บี้)? ?เรื่องนี้เป็นโรดมูวี่เต็มๆ ที่มีเรื่องราววิถีชีวิตคนค่อนข้างเยอะ ในความคิดของผม โรดมูวี่ ก็คือหนังที่เกิดขึ้นบนท้องถนน มีเรื่องของคนเป็นแกนหลัก พูดถึงการเดินทางและมีเรื่องอื่นๆ ตามมาอีก สิ่งที่มีความเป็น เรียว-กิตติกร มากที่สุด ก็คงจะเป็นวิธีการถ่ายทำ วิธีเซ็ตอัพ ถ้าเป็นคนอื่นก็จะได้หนังอีกแบบหนึ่ง แต่นี่เป็นผมกำกับ มันก็เลยได้หนังแบบเรียว-กิตติกร ถ้าย้อนกลับไปดูหนังเรื่องก่อนก็เหมือนกัน มันมีความเป็นผมค่อนข้างสูง?