The Switch ปุ๊บปั๊บสลับกิ๊ก

Home / หนังใหม่ / The Switch ปุ๊บปั๊บสลับกิ๊ก
The Switch

The Switch ปุ๊บปั๊บสลับกิ๊ก

2010-09-30




trailer The Switch (มีซับไทย)ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

เพราะเวลาดู ไม่คอยท่า ทำให้ แคสซี่ (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน) รู้สึกหวั่นใจว่า ผู้ชายในฝันที่สูงร้อยแปดสิบ, หน้าท้องซิกแพ็ค, ไอคิวสูง และร่ำรวยมหาศาล คงไม่ผ่านเข้ามาในเร็ววัน เธอจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ต้องการที่สุด… ก็คือ ผสมเทียมเอาซะเลย!

ในขณะ เดียวกัน วอลลี่ (เจสัน เบ็ตแมน) เพื่อนสนิทก็แอบหลงรักเธออยู่ เพียงแต่สเป็คชายในฝันของแคสซี่ ดูจะอยู่ห่างจากตัวตนของเขาอยู่หลายปีแสง เมื่อแคสซี่บอกวอลลี่ ว่าเธอจะไปผสมเทียม ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการบอกรักของเขาลดน้อยลง แต่หลังจากที่เขาอกหักมาได้ที่แล้ว วอลลี่ก็ตัดสินใจทำเรื่องให้วุ่นวาย เมื่อเขาแอบเปลี่ยนเชื้อที่ใช้ผสมเป็นของตัวเองแทน ซึ่งทำให้เมื่อเวลาผ่านไปจนลูกของแคสซี่ เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มน้อย ทุกอย่างยิ่งชัดเจนขึ้นว่าใครกันแน่คือ พ่อที่แท้จริง

The Switch คือภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดี้ ที่เล่าถึงเรื่องราวรักวุ่นๆที่ทั้งฮาและน่าประทับใจ และทำให้เราต้องคอยลุ้นว่า ในที่สุดแล้วโอกาสในรักครั้งสุดท้ายของแคสซี่นั้น วอลลี่จะสามารถเอาชนะใจเธอได้หรือไม่

——————————

The Switch

—————————————-

เกร็ดภาพยนตร์

The Switch เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน เจ้าแม่หนังโรแมนติก-คอมเมดี้ ซึ่งโด่งดังมาจากบท เรเชล ในซีรี่ย์สุดฮิต Friends และหนังฮิตมากมาย เช่น Bruce Almighty, The Break-Up และ Marley & Me โดยเธอได้ประกบกับพระเอกอารมณ์ดีอย่าง เจสัน เบ็ตแมน (จาก Juno และ Hancock) ร่วมด้วย แพททริค วิลสัน (จาก Watchmen และ Little Children) และ เจฟฟ์ โกลด์บลัม (จาก Jurassic Park I & II และ Adam Resurrected)

—————————————————-

การถือกำเนิดของ The Switch

the switch

The Switch มีจุดกำเนิดมาจากเรื่องสั้นที่ชื่อ Baster โดยนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ เจฟฟรีย์ ยูจินิเดส ผู้แต่งนวนิยายชื่อดังอย่าง The Virgin Suicides โดยเรื่องสั้นนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร The New Yorker และกลายเป็นที่สนใจของผู้เขียนบทภาพยนตร์ อัลเลน โลป ที่มีผลงานอย่าง 21 และ Things We Lost in the Fire ก่อนที่เขาจะดัดแปลงให้เป็นบทภาพยนตร์

หลังจากได้อ่านบทภาพยนตร์ ผู้ดูแลการสร้าง นาธาน คาเฮน ที่เคยมีผลงานอย่าง Juno และ Stranger Than Fiction กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาเล่าว่า “พวกเราคิดว่า The Switch มีเนื้อหาที่สดใหม่และมีมุมมองที่แตกต่างจากหนังโรแมนติก-คอมเมดี้เรื่องอื่น พวกเราติดต่อ อัลเบิร์ต และ รอน ที่เราเคยร่วมงานกันมาให้เข้ามาช่วยอำนวยการสร้าง และทำให้ภาพยนตร์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา”

สองคู่หูผู้กำกับ จอร์ช กอร์ดอน และ วิล สเป็ค ที่เคยกำกับหนังตลกสุดฮิต Blades of Glory ถูกติดต่อให้เข้ามารับหน้าที่กำกับ The Switch โดย คาเฮน เล่าว่า “เมื่อพวกเราได้นั่งฟัง วิล และ จอร์ช เล่าถึงแนวทางที่พวกเขาคิดว่าจะสร้างหนังเรื่องนี้ยังไง เราก็รู้ทันทีว่าจะต้องสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้”

เบอร์เกอร์ เล่าเรื่องราวในหนังที่สอดคล้องกับชีวิตประจำของคนสมัยนี้ว่า “ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะตัวละครอย่าง แคสซี่ จะทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความคุ้นเคย เธอเดินทางมาถึงทางแยกที่ผู้หญิงสมัยนี้ต้องเผชิญ ถึงแม้ว่าเธอจะมีอาชีพการงานที่มั่นคง แต่ความสัมพันธ์กลับไม่เป็นตามที่ตั้งใจไว้ เธอต้องการมีลูกก่อนที่จะอายุมากไปกว่านี้ ผมคิดว่าการตัดสินใจของ แคสซี่ ในการมีลูกตัวคนเดียวจะเชื่อมถึงความรู้สึกของผู้ชม”

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน รับบทเป็น แคสซี่ เข้าใจถึงการตัดสินใจของ แคสซี่ เธออธิบายว่า “เราพบกับ แคสซี่ ในช่วงเวลาที่เธอคิดว่าเหมาะสมที่สุดกับการมีลูก เธอบอกเพื่อนทุกคนว่าจะทำมันคนเดียว เพราะเธอต้องการมีลูกมากกว่าต้องการคนรัก นั้นเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจ ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำแบบเธอได้ แต่เธอก็ลงมือทำมัน และฉันก็เชื่อว่ามีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ทำแบบเธอ ฉันคิดว่า แคสซี่ คือตัวแทนของผู้หญิงสมัยใหม่”

ผู้อำนวยการสร้าง รอน เยอร์ซ่า พูดถึงสองผู้กำกับว่า “วิล และ จอร์ช เหมาะสมกับบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะพวกเขามีพรสวรรค์ในทำงานกับตลกสถานการณ์และพล็อตที่แปลกๆแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็สนใจในประเด็นที่มีน้ำหนักกว่านั้น โดยเฉพาะการสำรวจถึงจิตใจตัวละครแต่ละคน?

วิล สเป็ค พูดถึงสิ่งที่เขาสนใจในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมคิดว่าสิ่งที่ความแตกต่างก็คือ ไม่มีอะไรที่ดูหลอกลวงในหนังเรื่องนี้ ตัวละครทุกตัวสามารถจับต้องได้และมีตัวตนบนโลก พวกเขาเหมือนพวกเราและสถานการณ์ต่างๆก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง” จอร์ช กอร์ดอน เสริมว่า “มันเกี่ยวกับจุดกำเนิดของครอบครัวที่เกิดขึ้นในรูปแบบที่น่าสนใจ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาอาจไม่ได้เดินตามแนวทางที่วางแผนเอาไว้”

นาธาน คาเฮน เสริมว่า “สิ่งที่สำคัญในเรื่องราวนี้คือการเดินทางของ วอลลี่ เขาคือผู้ชายธรรมดาที่มีความกังวลในชีวิตมากเกินไป จนไม่รู้ว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการได้ยังไง แต่เมื่อเขาลองทำตามความรู้สึกของตัวเองเป็นครั้งแรก ก็กลายเป็นว่าทำสิ่งผิดพลาดที่สุด และผู้ชมก็ทำได้เพียงแต่เอาใจช่วยให้เขาหาทางแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด”

ในภาพยนตร์เรื่อง The Switch วอลลี่ ต้องประสบกับปัญหาด้านมโนธรรม เขาเสี่ยงที่จะสูญเสีย แคสซี่ ตลอดไปถ้าบอกเรื่องจริงกับเธอ ในขณะที่ถ้าไม่บอกเธอเขาก็จะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต วอลลี่ ต้องเติบโตขึ้นและรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าผลลัพท์จะเป็นอย่างไร เพราะนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง

ในทางกลับกัน แคสซี่ ต้องรับมือกับความเชื่อใจ การถูกเพื่อนหลอกแบบนี้ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับกันไม่ได้ การไม่ยอมรับของเธอกับการที่ เซบาสเตียน มีหน้าตาและลักษณะท่าทางคล้ายกับ วอลลี่ ทำให้ความเป็นจริงดูเด่นชัดมากขึ้น และเธอรู้ว่าตัวเองต้องตัดสินใจในตอนสุดท้ายเช่นกัน

เยอร์ซ่า อธิบายถึงตัวละครทั้งสองว่า “มันน่าสนใจตรงที่ในขณะที่ตัวละครของ เจนนิเฟอร์ เป็นแม่ที่ดีตลอดทั้งเรื่อง แต่ตัวละครของ เจสัน กับ เซบาสเตียน ในตอนแรกกลับเป็นทางตรงกันข้าม เขาไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก แต่ตลอดการเดินทางเขาก็ค้นพบสิ่งที่ว่านี้ ซึ่งก็มาจากการร่วมมือกันเปิดใจระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ ผมคิดว่าการเดินทางครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า ไม่ว่าคุณจะมองโลกในแง่ร้ายมากแค่ไหน แต่ลองเปิดใจให้ใครบางคนเดินเข้ามาเพียงสักหน่อย คุณก็อาจจะกลายเป็นคนที่ดีขึ้นมากกกว่าเดิมก็ได้”

—————————————-

โทมัส โรบินสัน zู้รับบทเป็น “เซบาสเตียน”


การแสวงหาเด็กที่เหมาะสมมารับบทเป็น เซบาสเตียน ถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับทีมงาน ผู้กำกับ สเป็ค และ กอร์ดอน ได้ทำการทดสอบบทเป็นเวลานานกว่า 2 เดือนทั้งในนิวยอร์คและลอสแองเจลิส เพื่อที่จะได้หาเด็กที่เข้ามารับบทเป็น เซบาสเตียน ให้สมบูรณ์แบบที่สุด จนในที่สุดที่เมืองลอสแองเจลิสพวกเขาก็ได้พบ โทมัส โรบินสัน วัย 6 ขวบ โดยผู้กำกับทั้งสองคนก็รู้สึกปลึ้มใจที่การลงแรงของพวกเขา ได้ผลลัพท์ในการค้นพบเพชรเม็ดงามที่เฉิดฉายในหนังอย่างเต็มที่

สเป็ค เล่าว่า “พวกเราเจอ โทมัส ในวิดีโอที่ส่งมา พวกเรารู้ทันทีว่าต้องพบกับเด็กคนนี้ตัวเป็นๆให้ได้ เราจึงบินไปที่แอลเอและทดสอบบทกับเขาอีกครั้ง” กอร์ดอน เสริมว่า “โทมัส เป็นเด็กที่มีความสมดุลระหว่างความสดใสและทัศนคติในการมองโลกที่เหมาะสมกับตัวละครของพวกเรา และเหนือสิ่งอื่นใดเขายังมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับ เจสัน เบทแมน อีกด้วย”

ผู้อำนวยการสร้าง อัลเบิร์ต เบอร์เกอร์ พูดถึงการทำงานกับนักแสดงเด็กว่า “ผมเคยทำงานร่วมกับเด็กมาแล้วใน Little Miss Sunshine, Little Children และ Bee Season โทมัส เป็นเด็กที่น่ารัก เขามีความเป็นธรรมชาติ และเป็นเหมือนเด็กวัย 6 ขวบทั่วไป เขาจำบทได้ดีแถมยังต้องแสดงบทที่มีความซับซ้อน เพราะ เซบาสเตียน เป็นเด็กที่มีลักษณะพิเศษ เป็นเด็กที่ขาดพ่อไปตั้งแต่แรกเกิด นี่คือบทที่ต้องใช้อารมณ์ร่วมและต้องมีการสร้างอารมณ์ขันด้วย ซึ่ง โทมัส ก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

เจสัย เบทแมน เคยเป็นนักแสดงเด็กมาก่อน เขาจำได้ถึงประสบการณ์การทำงานว่า “ผมเริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุสิบขวบ และมันก็เป็นความลำบากสำหรับเด็กวัยสิบขวบ ผมไม่รู้ว่าเขาทำสิ่งนี้ได้ยังไงตอนอายุหกขวบ สำหรับเขาแล้วการจำบทและการใส่อารมณ์เข้าไปในบทสนทนา รวมถึงการสร้างบุคลิกเฉพาะตัวให้กับตัวละครถือเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ พวกเราโชคดีจริงๆที่ได้เด็กคนนี้มาแสดง”