The American ล่าจารชนมหากาฬหนีสุดโลก

Home / หนังใหม่ / The American ล่าจารชนมหากาฬหนีสุดโลก
The American

The American ล่าจารชนมหากาฬหนีสุดโลก

2010-09-02




ด้วยอาชีพนักฆ่า ทำให้แจ็ค (จอร์จ คลูนีย์) ต้องย้ายถิ่นพำนัก และอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสมอ ภายหลังจบงานอันยากเย็นแสนเข็ญเกินคาดในสวีเดน เขาก็มุ่งหน้าไปพักผ่อนที่ชนบทของอิตาลี ทว่าภารกิจลับก็ยังติดตามเขามา กับการต้องเป็นธุระจัดทำอาวุธให้มาธิลด์ (เธคลา รอยเท็น) หญิงสาวลึกลับ ระหว่างเพลิดเพลินกับชีวิตแสนสงบท่ามกลางป่าเขา แจ็คได้ผูกมิตรกับหลวงพ่อเบเนเด็ทโต (เปาโล โบนาเชลลี) และหลงเสน่ห์สาวสวยนามคลารา (วิโอลันเต ปลาชิโด) ขณะที่แจ็คและคลาราอยู่ด้วยกัน คือช่วงเวลาแห่งความรักที่ปราศจากภยันตรายใดๆ แต่ถ้าแจ็คต้องการก้าวออกจากร่มเงาแห่งความชั่วร้ายอย่างแท้จริง เขาอาจต้องท้าทายโชคชะตาของตนเองครั้งใหญ่

เข้าฉายเฉพาะโรงภาพยนตร์Apex สยามสแควร์

The American

*********************************************************************************************************

เบื้องหลังงานสร้าง

ภายหลังประสบความสำเร็จจาก CONTROL ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก ผู้กำกับ อังตวน คอร์แบง ตั้งใจทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ ให้ออกมาแตกต่างจากผลงานเรื่องก่อนของเขา ?ผมตั้งหน้าตั้งตาอ่านบทหนังระทึกขวัญหลายเรื่อง ประเด็นของ THE AMERICAN ที่เกี่ยวกับชายสันโดษผู้หาทางล้างบาปที่เขาทำในอดีต โดนใจผมพอๆ กับเรื่องราวที่ตึงเครียดและโรแมนติกของมัน ผมไม่ได้มองหาแค่ความสนุกสนานตื่นเต้น แต่ยังเห็นเนื้อหาสาระในเรื่องนี้ด้วย? คอร์แบงกล่าว

?ผมทำงานเป็นช่างภาพบุคคลมานานกว่า 35 ปี การทำหนังคือการผจญภัยครั้งใหม่ของผม ผมยังค้นหาแนวทางของตัวเองอยู่ และรู้สึกว่า THE AMERICAN มีความคล้ายคลึงกับ CONTROL ตรงที่เป็นเรื่องของคนผู้พยายามเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง คุณสามารถทำดีได้หรือ หลังจากทำผิดมามากมายขนาดนั้น? คุณจะเอาชนะความเป็นตัวตนของตัวเองได้อย่างไร?? ดนตรีที่เป็นทั้งแรงกระตุ้นและเนื้อหาหลักใน CONTROL คือแรงบันดาลใจสำคัญของคอร์แบงในช่วงเวลาเริ่มต้นอาชีพช่างภาพของเขา ?ผมไม่ค่อยได้ดูหนังมากนัก แต่หนังคาวบอยก็ทำให้ผมประทับใจไม่รู้ลืม เริ่มต้นจากหนังโทรทัศน์ที่ดูตอนเด็กเรื่อง RAWHIDE (ซีรีส์ยุค 60 ที่นำแสดงโดย คลินท์ อีสต์วูด) จากนั้นภาพลักษณ์, เรื่องราว และคติพจน์ของหนังคาวบอยก็ตราตรึงอยู่ในใจผม แม้ว่า THE AMERICAN จะไม่ใช่หนังคาวบอย แต่โครงเรื่องของมันจัดอยู่ในแนวนั้น คนแปลกหน้าเดินทางมายังเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผูกสัมพันธ์กับคนสองคนในเมืองนั้น และอดีตตามมาหลอกหลอนเขา จากนั้นก็เปิดฉากยิงกัน?

ผู้อำนวยการสร้าง แอนน์ แครีย์ เห็นพ้องด้วยว่าไม่มีอะไรใน THE AMERICAN ที่ภาพยนตร์คาวบอยไม่มี ?มีชายคนหนึ่งผู้อยู่ได้ด้วยปืน แต่ความรุนแรงซึ่งเขาก่อไว้ ก็ลามมาถึงเมืองสงบเงียบที่เขาหวังจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ฉันอ่านนิยายเรื่อง A VERY PRIVATE GENTLEMAN ของมาร์ติน บูธ มานานกว่าสิบปีแล้ว และคิดทันทีว่ามันสามารถทำเป็นหนังสนุกๆ ซึ่งมีตัวละครนำที่ซับซ้อนและน่าสนใจได้? สองผู้อำนวยการสร้าง แอน วินเกท และจิลล์ กรีน ตัดสินใจว่าแทนที่จะแข่งกันช่วงชิงลิขสิทธิ์บทประพันธ์ พวกเธอหันมาจับมือกันสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ดีกว่า กรีนเล่าว่า ?สิ่งที่ทำให้เราติดใจหนังสือเรื่องนี้คือ ตัวละครที่ต้องการไถ่บาปและมีคนรัก การมีตัวละครนำที่เป็นทั้งนักฆ่าและคนผลิตปืน ทำให้ฉันนึกถึงหนังคลาสสิคเรื่อง THE DAY OF THE JACKAL ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายเหมือนกัน เราใช้เวลาพักหนึ่งค้นหาผู้กำกับและนักแสดงที่เหมาะสม ตอนพบอังตวนครั้งแรก มุมมองของเขาเข้ากับนิยายของมาร์ตินอย่างมาก และเราก็ชอบเซนส์ทางศิลปะของเขาด้วย?

?หลายปีมานี่ เราต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบหลายครั้ง จนได้บทหนังที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับนิยายต้นฉบับที่สุด? วินเกทกล่าว และแครีย์เสริมว่า ?อังตวนกลายมาเป็นฟันเฟืองหลัก ในการพูดคุยกัน มันชัดเจนเลยว่าเขามองภาพหนังเรื่องนี้เป็นหนังคลาสสิค ทั้งสไตล์การเล่าเรื่องและการถ่ายทำ? แกรนท์ เฮสลอฟ อีกหนึ่งผู้อำนวยการสร้าง กล่าวว่า ?เพราะอังตวนมาจากโลกของการถ่ายภาพ เขาเลยมีมุมมองด้านภาพเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเรื่องนี้ผู้กำกับหนังหลายคนต้องใช้เวลาตลอดชีวิตการทำงานของตัวเอง ถึงจะทำได้อย่างเขา?

?ตอนที่อังตวน, แอนน์ และแกรนท์ ติดต่อให้ผมมาเขียนบท THE AMERICAN ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ดัดแปลงนิยายที่ไม่ธรรมดาเรื่องนี้ แม้จะมีบทร่างของคนอื่นมาก่อนมากมายหลายฉบับ แต่ผมตัดสินใจเขียนขึ้นใหม่ ตามแรงบันดาลใจของอังตวน ที่อยากให้ผลงานเรื่องนี้มีกลิ่นอายของหนังคาวบอย? โรแวน จอฟฟี ผู้เขียนบทภาพยนตร์ กล่าว ?เมื่อได้โจทย์แบบนี้ ผมจัดแจงผสมตอนที่ผมชอบในหนังสือ ให้เข้ากับลักษณะนิสัยตัวละคร จัดระเบียบเป็นโครงเรื่องที่มีธีมเกี่ยวกับการไถ่บาป โดยใช้ฉากหลังเป็นชนบทของประเทศอิตาลีที่เปรียบเสมือนตัวละครสำคัญอีกตัว และเพราะจอร์จ คลูนีย์สนใจบทร่างแรกของผม ทำให้ผมพัฒนาบทต่อไป โดยมีภาพของเขาอยู่ในใจ?

เมื่อตารางการถ่ายทำถูกกำหนด และการคัดเลือกนักแสดงยังไม่เสร็จสิ้น ผู้กำกับคอร์แบง รู้แล้วว่าเขาต้องการใครมารับบทแจ็ค ตัวละครเอกของเรื่อง ?นี่คือบทที่จอร์จไม่เคยเล่นมาก่อน มันน่าสนใจเสมอถ้านักแสดงได้รับบทท้าทายใหม่ๆ เขาแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ในหนังเรื่องนี้ เขาเล่นเป็นผู้ชายพูดน้อยที่คอยระวังตัวแจ และอยู่ในอาการตึงเครียดตลอดเวลา?

?แจ็คเพิ่งค้นพบช่วงเวลางดงามในชีวิตของเขา แต่ถ้าต้องตัดสินใจเลือก โชคชะตาจะยอมให้เขาทำตามที่เลือกมั้ย?? เฮสลอฟกล่าว ?จอร์จใส่ความสงบนิ่งลงไปในตัวแจ็ค ผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับความเงียบ นั่นคือความท้าทายของนักแสดง ที่จะส่งผ่านความรู้สึกออกไป โดยที่ไม่ต้องเปิดปากพูดอะไรเลย? กรีนเสริม

?บทนี้ทำให้ฉันนึกถึงผลงานของจอร์จเรื่อง MICHAEL CLAYTON ที่เขาพูดอะไรตั้งมากมายโดยใช้แค่สายตาอย่างเดียว? แครีย์กล่าว และวินเกทเสริมว่า ?ผู้ชมเชื่อมั่นในตัวจอร์จ นั่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความน่าเชื่อถือของแจ็ค เขาเป็นตัวละครที่หมองหม่นมาก แต่จอร์จแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม เราดีใจจริงๆ ที่ได้เขามารับบทนี้?

*********************************************************************************************************

นักแสดง

จอร์จ คลูนีย์? (แจ็ค)

จอร์จ คลูนีย์ ได้รับรางวัลเกียรติยศแทบทุกหน้าที่ซึ่งเขาเคยทำมา เขาเป็นทั้งนักแสดง, ผู้อำนวยการสร้าง, ผู้เขียนบท และผู้กำกับภาพยนตร์ ในปี 2006 คลูนีย์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และผู้เขียนบทยอดเยี่ยม (ร่วมกับแกรนท์ เฮสลอฟ) จาก GOOD NIGHT, AND GOOD LUCK และพิชิตรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จาก SYRIANA นอกจากนี้ ผลงานเรื่อง SYRIANA ยังทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัล SCREEN ACTORS GUILD, BAFTA CRITIC?S CHOICE AWARDS อีกด้วย

คลูนีย์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม 2 ครั้ง คือจาก MICHAEL CLAYTON ในปี 2007 และ UP IN THE AIR ในปี 2009 ผลงานภาพยนตร์เด่นเรื่องอื่นของเขา ได้แก่ THE MEN WHO STARE AT GOATS (2009), BURN AFTER READING (2008), LEATHERHEADS (2008), THE GOOD GERMAN (2006), OCEAN?S ELEVEN (2001), THE PERFECT STORM (2000), O BROTHER WHERE ART THOU? (2000), THREE KINGS (1999), OUT OF SIGHT (1998), THE PEACEMAKER (1997), ONE FINE DAY (1996) และ FROM DUSK TILL DAWN (1996)

วิโอลันเต ปลาชิโด? (คลารา)

วิโอลันเต ปลาชิโด คือบุตรสาวของนักแสดง/ผู้กำกับ มิเชเล ปลาซิโด และนักแสดงหญิง ซิโมเนทตา สเตฟาเนลลี ภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอคือ JACK FRUSCIANTE E USCITO DAL GRUPPO ในปี 1996 จนถึงปัจจุบัน เธอมีผลงานการแสดงทั้งจอเงินและจอแก้วเป็นจำนวนมากกว่า 30 เรื่อง

ปลาชิโดได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล DAVID DI DONATELLO (หรือรางวัลออสการ์ของประเทศอิตาลี) สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จาก CHE NE SARA DI NOI ในปี 2004 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล SILVER RIBBON สองครั้งจาก L? ANIMA GEMELLA (2002) และ ORA O MAI PIU (2003)?????????

เธคลา รอยเท็น? (มาธิลด์)

นักแสดงหญิงชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้ได้รับการยกย่องอย่างมากในทวีปยุโรป รอยเท็นพูดได้ถึงห้าภาษา เธอจบการศึกษาจากสถาบันศิลปะการละครแห่งอัมสเตอร์ดัม และมีผลงานการแสดงครั้งแรกในซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง WIJ ALEXANDER ซึ่งช่วยส่งให้เธอมีชื่อเสียง และก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์อย่างรวดเร็ว ผลงานภาพยนตร์เรื่องเด่นของรอยเท็น ได้แก่ CEASEFIRE (2009), IN BRUGES (2008), OBER (2006), ROSENSTRASSE (2003), SPAGAAT (2002), DE TWEELING (2002), LEDEREEN BEROEMD (2000) และ DE TRIP VAN TEETJE (1998)

เปาโล โบนาเชลลี? (หลวงพ่อเบเนเด็ทโต)

อาชีพนักแสดงของเปาโล โบนาเชลลี เริ่มต้นขึ้นในวงการภาพยนตร์ และโทรทัศน์อิตาลี ช่วงทศวรรษที่ 70 ด้วยผลงานมากมายกว่า 100 เรื่อง ภาพยนตร์เรื่องเด่นของเขามีดังนี้ MISSION: IMPOSSIBLE III (2006), SCARLET DIVA (2000), JOHNNY STECCHINO (1991), NIGHT ON EARTH (1991), FRANCESCO (1989), HENRY IV (1984), CALIGULA (1979), MIDNIGHT EXPRESS (1978) และ SALO OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975)