Love & Other Drugs ยาวิเศษที่ไม่อาจรักษารัก

Home / หนังใหม่ / Love & Other Drugs ยาวิเศษที่ไม่อาจรักษารัก
Love & Other Drugs ยาวิเศษที่ไม่อาจรักษารัก

Love & Other Drugs ยาวิเศษที่ไม่อาจรักษารัก

2011-02-17




ในภาพยนตร์เบาสมองเรื่อง Love & Other Drugs แอน แฮทธะเวย์ รับบทเป็นแม็กกี ศิลปินสาวสวยรักอิสระ ผู้ไม่ยอมให้ใคร, สิ่งใด หรือแม้แต่เสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง มาเปลี่ยนแปลงตัวเธอได้ จนกระทั่งเธอได้พบกับเจมี แรนดัลล์ (เจค กิลเลนฮาล) หนุ่มหล่อผู้ใช้เสน่ห์ของเขาให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ ในการประกอบอาชีพเซลส์แมนขายยา แม็กกีก็พบว่าเธอและเจมีต่างเกิดอาการงงงัน เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยากดประสาทอย่างแรงที่มีชื่อว่า ?ความรัก? ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงส่วนใหญ่มักพัฒนาจากความรักไปสู่เซ็กส์ ทว่าคู่ของแม็กกีและเจมีกลับเดินสวนทาง ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวความรักประหลาดล้ำ ที่ไม่อาจคาดเดาตอนจบได้

ผลงานกำกับ, อำนวยการสร้าง และร่วมเขียนบทโดย เอ๊ดเวิร์ด ซวิค ที่จะแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของความรักและความใคร่ ว่าทั้งสองสิ่งนี้มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันได้อย่างไร ในแบบที่หลายๆ คนเคยสงสัย และพยายามค้นหาคำตอบมานานแล้ว

————————————————————–

Love & Other Drugs ยาวิเศษที่ไม่อาจรักษารัก

?Love & Other Drugs นำเสนอเรื่องของคนสองคน ที่ต่างพยายามไม่ปล่อยใจของตัวเองไปผูกพันกับอีกฝ่ายให้มากนัก? ซวิคกล่าว ?แต่ธรรมชาติของความรักนั้นมีพลังมาก ทำให้คนคู่นี้ไม่อาจต้านทานความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันได้ เจมีกับแม็กกีตกหลุมรักกัน ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขัดขืนเท่าใดก็ตาม ทั้งสองพ่ายแพ้ต่อบางสิ่งที่แข็งแกร่งกว่ากฎเหล็กที่ตัวเองตั้งไว้ และนี่คือหนังที่ผู้ชมจะได้จับตาดูกันอย่างสนุกสนาน เพราะมันทั้งตลกและน่าประทับใจ?

?Love & Other Drugs เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดความรักขึ้นมา? แอน แฮทธะเวย์กล่าว ?รักคืองานหนัก มันน่ากลัว และก็มีคุณค่าด้วย? เจค กิลเลนฮาลเสริมว่า ?หนังเรื่องนี้เป็นหนังตลก และหนังรักเกี่ยวกับคนสองคนที่กำลังวิ่งหนีจากสิ่งเดียวกัน นั่นคือความผูกพัน และการห่วงหาอาทร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่สุดที่คุณจะร้องขอจากมนุษย์คนอื่นได้ แต่ด้วยความที่เป็นหนังตลก เราจึงพยายามทำให้เรื่องหนักๆ กลายเป็นเรื่องไม่ซีเรียสในแทบทุกฉาก?

Love & Other Drugs คือการย้อนกลับไปกำกับภาพยนตร์โรแมนติกแบบเดียวกับที่ซวิคเริ่มต้นงานในฐานะผู้กำกับเป็นครั้งแรก นั่นคือ About Last Night ที่นำเสนอเรื่องราวของความรักยุคใหม่ที่ไม่เพ้อฝัน แต่เต็มไปด้วยความสมจริงอย่างมาก แม้ว่าผลงานสามเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง The Last Samurai, Blood Diamond และ Defiance เป็นงานที่มีรูปแบบการสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ซวิคมักเล่าเรื่องโดยเน้นไปที่บุคลิกของตัวละคร และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครด้วยกันมากกว่า ?หลายคนคงลืมไปแล้วว่า ผมเริ่มต้นอาชีพนี้ด้วยการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก โดยเฉพาะในหนังโทรทัศน์อย่าง thirty something และ My So-Called Life? ซวิคเล่า ?ผมไม่ได้ทำหนังแนวนี้มานานมาก พอมีโอกาส เลยรีบกระโจนคว้าไว้ ผมสนใจเรื่องราวใหญ่ๆ ในชีวิตของปัจเจกชน ซึ่งบางทีเรื่องเล็กๆ อาจมีเดิมพันที่สูงพอๆ กับเรื่องใหญ่ก็ได้?

ผู้ร่วมเขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง มาร์แชล เฮิร์สโควิทซ์ กล่าวเสริม ?เอ๊ดกับผมสนใจทำหนังเรื่องหนึ่งๆ ด้วยหลายเหตุผล เราอยากทำหนังตลกนานแล้ว และเราก็สนใจเกี่ยวกับวงการเซลส์ขายยา ที่มีเรื่องตลกมากมาย จนเกือบดูเหมือนไร้สาระเลยทีเดียว ใน Love & Other Drugs เรามองเห็นความจริงในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ที่หาทางหลีกเลี่ยงความรักและความสัมพันธ์อันจริงจัง? ผู้อำนวยการสร้าง สก็อตต์ สตูเบอร์ พูดบ้าง ?เรื่องรักที่ดีนั้น มาจากการที่ตัวละครมีพัฒนาการ นี่คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้มี มันเป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องออกไปยืนบนหน้าผา นั่นแหละความรัก เจมีจำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่เสียที และแม็กกีก็ต้องยอมให้ใครบางคนรักเธอ โดยยอมรับข้อบกพร่องของเธอได้? ส่วนผู้อำนวยการสร้าง พีเทอร์ ยาน บรูกก์ เพื่อนที่ร่วมงานกับผู้กำกับ ซวิคมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า ?เอ๊ดมีความสามารถในการเชื่อมท่วงทำนองที่ต่างกันให้เข้ากันได้ ด้วยทักษะและพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย Love & Other Drugs ไม่ได้เป็นแค่หนังตลก หรือหนังรัก หรือหนังชีวิต หรือเรื่องล้อเลียนสังคม มันมีโทนที่แตกต่างหลากหลาย และเอ๊ดสามารถหลอมรวมโทนเหล่านี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์?

———————————————–

Hard Sell: The Evolution of a Viagra Salesman

ภาพยนตร์เรื่อง Love & Other Drugs ดัดแปลงมาจากหนังสือเรื่อง Hard Sell: The Evolution of a Viagra Salesman โดยเจมี รีดดี พนักงานขายยาของบริษัท Pfizer ที่เขียนเล่าประสบการณ์การขับเคี่ยวกับคู่แข่งจากบริษัทอื่นในช่วงปลายยุค 90 ซึ่งชาร์ลส แรนดอล์ฟ อีกหนึ่งผู้ร่วมเขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง เป็นคนนำหนังสือเล่มนี้มาแนะนำแก่สก็อตต์ สตูเบอร์ ในปี 2006 ?เจมีเขียนถึงประสบการณ์ของเขา ซึ่งผมคิดว่ามันคล้ายกับหนังเรื่อง Jerry Maguire, Wall Street หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้าไปทำงานพร้อมไอเดียมากมายว่าโลกต้องเป็นอย่างที่เขาคิด แล้วโลกก็ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป เป็นประเด็นที่ท้าทายมาก? แรนดอล์ฟย้อนนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาสนใจในตัวเจมี รีดดี และหนังสือของเขา ?ผมชอบเจมีเป็นการส่วนตัว เขาเป็นคนตลกและน่าคบ แต่ผมอยากให้ Love & Other Drugs เป็นมากกว่าหนังที่สร้างจากชีวิตและประสบการณ์ของเขา ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องดัดแปลงหนังสือเล่มนี้?

?ชาร์ลสอยากทำให้มันเป็นเรื่องรักในโลกของการค้าขายยา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดตัวละครแม็กกี? สตูเบอร์อธิบาย ?เรื่องของชาร์ลสนำเจมีเดินทางไปเจอแม็กกี และอาการเจ็บป่วยของแม็กกี ก็นำตัวเธอเข้าไปสู่โลกของเจมี? แรนดอล์ฟร่างบทภาพยนตร์ไว้หลายแบบ กระทั่งสตูเบอร์คิดว่าถึงเวลาที่จะหาตัวผู้กำกับได้แล้ว เขายินดีที่เอ๊ดเวิร์ด ซวิคสนใจโปรเจ็คท์นี้ อีกทั้งซวิคและเฮิร์สโควิทซ์ยังมีไอเดียดีๆ เกี่ยวกับเรื่องราวและตัวละครด้วย ?เอ๊ดและมาร์แชลเพิ่มรายละเอียดให้ตัวละคร แต่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ คือการผสมผสานชีวิตการงานและชีวิตรักของเจมีให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน นี่เองที่ทำให้เอ๊ดสามารถกำกับหนังเรื่องนี้ตามมุมมองของเขาได้?

—————————————————–