กูรู้ vs กูรู #002 ทำไมหนังบางเรื่อง ถึงฉายแค่บางโรง

Home / กูรู้ vs กูรู / กูรู้ vs กูรู #002 ทำไมหนังบางเรื่อง ถึงฉายแค่บางโรง

สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งกับ กูรู้ vs กูรู คอลัมน์ตอบคำถามเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ โดยมีสโลแกนว่า ?ถามมาเราตอบ ถามก่อนตอบก่อน ถามจริงตอบจริง ถามกวนตอบดุ ถามดีมีรางวัล? ครั้งที่แล้วตอบไป 2 คำถามก็มีผู้อ่าน comment มาและฝากคำถามเพิ่ม ก็ขอขอบคุณทุกๆ comment นะครับ แต่ถ้าให้ดีอยากให้ผู้อ่านที่รู้เรื่องภาพยนตร์ ช่วยเข้ามาให้ข้อมูลความรู้ในฐานะ กูรู้ ด้วยครับ เพื่อให้ผู้อ่าน Mthai ได้คำตอบที่ถูกต้อง เพราะผู้อ่านที่แสดงความคิดเห็นมามีแต่ท่านที่ไม่ยอมเป็น กูรู้ มีแต่ กูไม่รู้, กูก็พอรู้ อยากให้ท่านที่กล้าแสดงตัวเป็น กูรู้ มาช่วยในการให้ข้อมูลด้วยนะครับ และเราจะมีรางวัลให้กับ กูรู้ ที่ให้ข้อมูลแย้งกับข้อมูลของกูรู ที่มาตอบด้วยครับ แต่ท่าน กูไม่รู้, กูก็พอรู้ และท่านต่างๆ ก็ยินดี และ ขอบคุณมากนะครับที่ให้ความเห็น อะไรที่เป็นข้อเสนอแนะก็พร้อมที่จะปรับปรุงแน่นอนครับ วันนี้มาเข้าช่วงคำถาม คำตอบกันเลยครับ

1. อยากรู้จังว่า เวลาดูหนังในโรง ทำไมบางเรื่อง ภาพกับจอหนังมันไม่พอดีกัน ไม่มีคนอยู่ที่เครื่องฉายตลอดเวลาเหรอครับเช่นตอน ภาพหาย ภาพขึ้นไม่เต็มจอ บางทีเสียงหายไป บางที แล้วเราจะรู้ได้ไง ว่า ภาพที่เราดูบนจอหนัง เป็นภาพไซส์จริง ไม่ใช่เป็นไซส์ขยาย สรุปสั้นๆ ห้องฉายหนัง มีคนดูแลอยู่ตลอดเวลา หรือเขาวิ่งรอกไปยังห้องฉายอื่นๆด้วยอ่ะ (ถามโดย Tyler)

Fimotopia ตอบ : สาเหตุที่บางครั้งดูแล้วภาพกับจอไม่พอดีกันก็เพราะว่าอัตราส่วนภาพ(Ratio) ของหนังแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน โดยปกติแล้วอัตราส่วนภาพที่ฉายในโรงหนังจะมี 2 แบบ คือ

1.?? ?1.85:1

กูรู้ กูรู
รูปจากเรื่อง The English Patient

2.?? ?2.35:1

02guru03
รูปจากเรื่อง The Thin Red Line

จากรูปด้านบนจะเห็นว่า อัตราส่วนภาพอันที่สองจะกว้างกว่าอันแรก เพราะฉะนั้นเวลาฉายหนังทางห้องฉายจะต้องคอยเปลี่ยนเลนส์และความกว้างของผ้าม่านให้ตรงกับความกว้างของหนัง แต่เนื่องจากว่าแต่ละจอที่ฉายอาจจะฉายมากกว่าหนึ่งเรื่อง เช่นรอบบ่ายฉายเรื่องนึง แต่รอบค่ำอาจจะฉายอีกเรื่องซึ่งอัตราส่วนภาพไม่ตรงกัน ถ้าเกิดทางห้องฉายมาเปลี่ยนเลนส์ไม่ทันก็อาจเกิดเหตุการณ์ภาพยืดหรือล้นจอได้ครับ อีกกรณีนึงที่มักเกิดคือ ซับไตเติ้ลตกขอบอันเนื่องมาจาก rack หรือที่ประคองฟิล์มเลื่อน อันนี้ทางห้องฉายก็จะแค่มาปรับให้พอดีกับจอโดยการเลื่อน rack ขึ้นลง

อย่างไรก็ตามปกติห้องฉายตามโรงภาพยนตร์ จะมีการตั้งโปรแกรมเวลาฉายและตั้งเลนส์ฉายไว้ จึงไม่จำเป็นต้องดูแลเครื่องฉายตลอดครับ แต่จะมีระบบตรวจสอบความถูกต้องจากคนฉายและเจ้าหน้าที่โรงภาพยนตร์แทนครับ ซึ่งจะต่างจากโรงภาพยนตร์สมัยก่อนที่เครื่องฉายเป็นแบบ manual ล้วน ๆ การร้อยฟิล์มเข้าไปที่เครื่องจะต้องทำร้อยแบบม้วนต่อม้วน(หนัง 2 ชั่วโมง จะใช้ฟิล์มประมาณ 6 ม้วน) ทำให้คนฉายจะต้องดูแลเครื่องตลอด

—————————–

2. อยากทราบว่าทำไมหนังบางเรื่องถึงฉายแค่บางโรงเท่านั้น เช่น ที่ลิโด้ สกาล่า หรือ House RCA (ถามโดย AHA19887)

Filmotopia? ตอบ : คำถามนี้อาจจะยาวหน่อยนะครับ เพราะต้องอธิบายท้าวความเป็นพื้นฐานก่อนว่า ในระบบธุรกิจภาพยนตร์คนที่ทำหน้าที่กำหนดว่าหนังเรื่องใด จะฉายกี่โรง เขาเรียกว่า Distributor ซึ่งอาจเป็นเจ้าของหนังเอง หรือ ผู้ที่เจ้าของหนังขายหนังให้ หรือ เป็นทีมงานที่เจ้าของหนังเรื่องนั้นจ้างมานะครับ

โรงหนัง ลิโด้ สกาล่า เฮาส์
โรงหนัง สกาล่า เฮาส์ ลิโด้

Distributor จะมีหน้าที่เริ่มตั้งแต่ การดูหนังและชิ้นงานโฆษณาของหนัง แล้ววิเคราะห์ว่าหนังเรื่องนี้ เมื่อจะเข้าฉายในบ้านเราแล้วจะตั้งเป้าให้ได้คนดูมากหรือน้อยขนาดไหน พอเขาวิเคราะห์ตรงนี้ได้แล้วเขาก็จะมาวางแผนต่อว่า เพื่อให้ได้เป้าหมายคนดูที่กำหนดไว้จะต้องมีการฉายหนังในวงกว้างขนาดไหน และ มีงบในการทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์อย่างไร นั่นหมายถึงการที่เขาจะรู้ว่าน่าจะฉายหนังเรื่องนี้กี่โรง ยกตัวอย่างเช่น

– ถ้าเป็นหนังตั้งเป้า 100 ล้าน ( เฉพาะใน กทม ) อย่าง 5แพร่ง, องค์บาก2 ก็ต้องตั้งเป้าว่าฉายวงกว้างที่สุด ก็ต้องตั้งงบการตลาดๆไว้สัก 20 ล้านบาท และ งบพิมพ์ฟิล์มไว้สัก 4-5 ล้านบาท โดยต้องการฉายทุกเครือทุกโลเคชั่นในกทมซึ่งมีประมาณ 50 โลเคชั่น และ 1 โลเคชั่นต้องการฉายตั้งแต่ 2 โรงถึง 5 โรง เช่น โรงภาพยนตร์? SF World มีโรงฉายทั้งหมด 15 โรงก็อยากฉาย 5 โรงจากที่เขามี 15 โรง เรียกว่ามีรอบฉายทุกๆครึ่งชั่วโมงเลย แต่ถ้า Major แจ้งวัฒนะมี 5 โรงก็อยากฉายสัก 2-3 โรง รวมๆแล้วหนังแนวนี้จะมีโรงฉายทั้งหมด 100-150 โรงในกทม. ซึ่งถ้า 1 โลเคชั่นต้องการฉายมากกว่า 2 โรงขึ้นไปก็ต้องพิมพ์ฟิล์มในโลเคชั่นนั้น 2 ชุดขึ้นไป ฟิล์มหนัง 1 ชุดราคาประมาณ 30,000 บาท ถ้าฉายตั้งเป้าแบบนี้ ก็ต้องพิมพ์ฟิล์มให้โรงในกทม.สัก 80-100 ชุดก็เป็นเงิน 2,400,000-3,000,000 บาท และ พิมพ์ให้กับสายหนังต่างจังหวัดอีกสัก 50 ชุด เท่ากับ 1.5 ล้าน รวมเป็น 4.5 ล้านซึ่งถ้าวันแรกตัวเลขพุ่งก็อาจมีการพิมพ์ฟิล์มเพิ่มอีก

– แต่ถ้าเมื่อดูหนังแล้วตั้งเป้าคนดูสัก 5-10 ล้านบาทเขาก็จะกำหนดวงฉายให้แคบลง งบโฆษณาน้อยลง จำนวนโลเคชั่นที่จะฉายก็น้อยลง และ การสั่งพิมพ์ฟิล์มก็จะน้อยลงตามไปด้วยแบบหนังที่เราเห็นว่าจะมีฉายบางจุดบางเครือเท่านั้น เช่น Hangover หรือ Panyo ซึ่งแบบนี้แค่ 5-10 โลเคชั่น โลเคชั่นละ 1 โรงเท่านั้นอันนี้เป็นพื้นฐานที่ต้องปูกันก่อนนะครับ

02guru01
ตัวอย่างหนังที่ฉายแบบจำกัดโรง ไม่ได้ฉายในวงกว้าง

ส่วนคำถามที่คุณ AHA 1988 ถามมานั้นว่าหนังที่ฉายเฉพาะ ลิโด หรือ House RCA เป็นหนังประเภทใด ก็คือจะเป็นหนังที่ฉายเพียง 1-2 โรงนั้นก็คือ หนังประเภทที่ Distributor เขาวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหนังเรื่องนั้นคงจะทำเงินได้สัก 1-2 ล้านเท่านั้น ค่าโฆษณาก็แทบจะไม่มี คนทั่วไปก็อาจจะไม่รู้จักหนังด้วย มีแต่นักดูหนัง คอหนังที่รอดูอยู่ และ คนพวกนี้ก็มักจะเป็นคนทำงาน นักศึกษา หรือ ชาวต่างประเทศ ซึ่งมีการใช้ชีวิตในเมือง ดังนั้นเขาก็จะเลือกพิมพ์ฟิล์มแค่ 1 หรือ 2 ชุด โดยอาจสั่งพิมพ์มาจากเมืองนอกเลยก็มี แล้วเขาก็จะมาเลือกโรงฉายซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาเลือก ลิโด้, สกาล่า หรือ House RCA ตามที่คุณถามมา เช่น Slumdog , Departure หรือ พลเมืองจูหลิง แต่จริงๆแล้วหนังที่พิมพ์ฟิล์ม1-2 ชุดนี้ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องฉาย ลิโด หรือ House เท่านั้น มีบางเรื่องที่เลือกฉาย SF World หรือ Emporium เท่านั้นเช่น Wonderful Town, CoCo Avant Chanel หรือ บางเรื่องใช้วิธีพิมพ์ฟิล์ม 1 ชุดแล้วเปลี่ยนโรงฉายไปเรื่อยๆ เช่น Bruno, พิงค์แพนเตอร์2, The International ที่เปลี่ยน location ฉายทุกๆสัปดาห์ สัปดาห์นี้รัชโยธิน สัปดาห์ถัดไปปิ่นเกล้า อะไรแบบนี้ก็มีครับ

คำตอบนี้อาจจะยาวไปหน่อยนะครับ แต่ก็หวังว่า คุณ AHA 1988 คงจะเข้าใจกระจ่างนะครับแล้วก็เช่นเดิมแหละครับ ทั้ง 2 คำถามนี้ถ้ามี กูรู้ ท่านใดมีข้อมูลความรู้ที่แตกต่างไปก็ยินดีนะครับ อยากให้แสดงความคิดเห็นกันเข้ามา เพราะคอลัมน์นี้มีจุดมุ่งหมายที่อยากให้เป็นที่แลกเปลี่ยนทั้งความคิดเห็น และ ความรู้เรื่องภาพยนตร์ครับ

————————————————-

3. ทำไมวงการหนังเราถึงยังไม่บูมเท่ากับวงการเมืองนอกเช่น เกาหลี หรือ ฮอลลีวู๊ด ทั้งๆที่เรามีศักยภาพพอ (ถามโดย BadDamnThing)

Filmotopia ตอบ : คำถามนี้ผมได้ส่งไปถาม กูรู ผู้ควรจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาวงการหนังไทยช่วยให้คำตอบอยู่ครับ รอหน่อยนะครับ เพราะมันต้องผ่านหลายขั้นตอน ใจเย็นๆนะครับ ระหว่างที่รอถ้าผู้อ่านท่านใดที่รู้คำตอบนี้ขอเชิญทำตัวเป็น กูรู้ ตอบมาเลยนะครับ ถ้าตอบได้มีเหตุผลโดนใจเรา เรามีรางวัลให้ครับรวมทั้งคำถามอื่นๆที่ผม และ กูรู ท่านอื่นได้ตอบไปแล้วด้วยนะครับ ถ้าใครคิดว่าข้อมูลพวกผมไม่ถูกต้อง และ ท่านเป็น ?กูรู้?ที่มีข้อมูลดีกว่าเชิญเข้ามาตอบเลย เรามีรางวัลให้แก่ กูรู้ ที่รู้จริงด้วยครับ

ส่วนท่านที่อาจยังไม่เป็น กูรู้ หรือ อยาก comment อะไรก็เชิญเลยนะครับ คอลัมน์นี้เปิดกว้างสำหรับทุกความเห็น และ ทุกคำถามครับ update กันอีกทีวันศุกร์ นะครับ

————————————————-

Tyler ตอบมั่ง สำหรับครั้งนี้ ขอมอบราวัลให้คุณ AHA19887 เป็นดีวีดีเรื่อง อนึ่งฯ คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง ติดต่อ กลับรับของรางวัล ที่เบอร์ 02-5020700 ต่อ 7871 หรืออีเมล์ chaiwat@monotechnology.com ได้เลยครับ (ติดต่อมาภายใน 30 ก.ย. 52นะ)

dvd

ขอบคุณของรางวัลจาก เมโทรโปรดิสค์