กูรู้ vs กูรู #003 หนังไทยทำไมไม่ลงทุน

Home / กูรู้ vs กูรู / กูรู้ vs กูรู #003 หนังไทยทำไมไม่ลงทุน

Update กันอีกครั้งนะครับกับ กูรู้ VS กูรู คอลัมน์ตอบปัญหาเกี่ยวกับภาพยนตร์ในสโลแกน ?ถามมาตอบหมด ถามก่อนตอบก่อน ถามจริงตอบจริง ถามกวนตอบดุ ถามดีมีรางวัล? เข้าคำถามกันเลยดีกว่า

ค.ห. 8 ถามโดย คุณ BugkyLnw ถามว่า ?

ทำไมต้องยืนเคารพก่อนดูหนัง

ทำไมหนังไทยถึงโดนเซ็นเซอร์มากกว่าต่างประเทศ

ทำไมหนังบางเรื่องมาฉายที่ไทยก่อนประเทศผู้ผลิตเสียอีก

จริงไหมที่เขาบอกว่า ต้องมีนักแสดงต้องมีนักแสดงจีนเล่นในหนังฮอลลี่วู้ดก่อน เรื่องนั้นถึงจะมีสิทธิ์ฉายในจีนได้

ทำไมหนังบางเรื่องฉายแป๊บเดียวลงเป็นแผ่น vcd dvd แล้ว บางเรื่องนานมาก

ทำไมต้องเอาดารามาพากย์เสียง ในหนังบางเรื่องทั้งๆที่ มีมืออาชีพที่มีความสามารถอย่างทีมพากย์ “พันธมิตร” อยู่แล้ว

Filmotopia ตอบ ? พออ่านคำถามของคุณ BugkyLnw ที่เป็นความคิดเห็นที่ 8 ก็ตกใจกับคำถาม แล้ว ก็อ่านเจอความคิดเห็นของค.ห. 9 ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยดังนั้นผมขอให้คุณค.ห.9 เป็นผู้ตอบ คุณBugkyLnw นะว่า ?คุณ วรนุช มากที่ถามคำถามแบบนี้? เรายินดีตอบทุกคำถามเกี่ยวกับภาพยนตร์แต่ต้องไม่ใช่คำถามแบบนี้ ขอให้คุณ ค.ห. 8 อย่าถามคำถามที่ไม่สมควรอย่างนี้อีกนะครับ

ค.ห. 10 ถามโดย เทพไอริส ? ทำไมหนังไทยไม่ค่อยลงทุนกับการสร้างหนังเท่าไหร่นัก อย่างบางเรื่องบทดีแต่ก็ไม่ค่อยลงทุน บางเรื่องบทหนังแย่ๆก็เห็นลงทุนกันซะใหญ่โต อย่างนี้หนังไทยจะพัฒนามั้ยเนี่ยะ

Filmotopia ตอบ คำถามนี้ตอบได้หลายมุมมากครับ แต่ขอออกตัวก่อนว่า คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องสถิติข้อมูลที่จะถูกต้อง 100% ดังนั้นคำตอบจึงเป็นเพียงความคิดเห็นของผมมากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งถ้าใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยเชิญท่านรับบท ?กูรู้? ให้ข้อมูลถกเถียงกันได้เลยนะครับ อย่างที่ตอบคำถามนี้ตอบได้หลายมุม ผมขอไล่ไปทีละมุมนะครับ

1. ?หนังไทยไม่ค่อยลงทุนกับการสร้างหนัง? ถ้าเอาแค่มุมนี้ก็คงต้องบอกว่า หนังเป็นธุรกิจการค้า ดังนั้นการลงทุนจะลงทุนได้สูงขนาดไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับโอกาสของรายได้

ที่การลงทุนน้อยก็เพราะโอกาสรายได้มันน้อย และเมื่อมองแล้วการลงทุนสร้างหนังไทยในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาซึ่งตกเฉลี่ยอยู่เรื่องละ 20-30 ล้าน จริงๆแล้วนับว่าสูงมากแล้วเมื่อเทียบกับรายได้หนังไทยโดยรวม ย้ำนะครับหนังไทยลงทุนสูงแล้วเมื่อเทียบกับรายได้ และต้องถือว่าเป็นการลงทุนความเสี่ยงมากทีเดียว

หนังไทยที่มามาตราฐานน่าจะต้องลงทุนค่าสร้างหนัง 20-30 ล้านบาท เมื่อรวมค่าโฆษณา โปรโมท พิมพ์ฟิล์มอีก 15-20 ล้านบาท ต้นทุนรวมก็จะเป็น35-50 ล้านบาทต่อเรื่อง เอาค่าเฉลี่ยกลางๆ ก็ต้องมีต้นทุนสัก 40 ล้าน ซึ่งการลงทุนขนาดนี้ก็ต้องมีรายได้จากการฉายในโรงกรุงเทพ สัก 40 ล้านจึงจะเท่าทุน ย้ำเท่าทุนนะครับ เพราะโรงเขาจะแบ่งครึ่งนึงเจ้าของหนังได้ 20 ล้าน และจะได้จากสายหนังอีกสัก 8 ล้าน ค่าสิทธิ์วิดีโออีก 10 ล้าน ( ตัวเลขนี้ปัจจุบันอาจจะได้สัก 8 ล้าน ) ค่าสิทธิ์ ทีวี และ เคเบิ้ล 1.5 ล้าน รวมแล้วมาลองดูตารางกันชัดๆ เปรียบเทียบรายได้กับการลงทุน

Untitled-2

คุณคิดดูซิหนังเก็บเงิน 40 ล้านยังขาดทุนอยู่ 5 แสนบาท แล้วก็ดูสถิติรายได้หนังไทยปี 2008 มีหนังที่ได้เงินเกิน 40 ล้านบาทอยู่ 11 เรื่องที่เหลืออีก 24 เรื่องขาดทุนในปี 2009 ถ้าขณะนี้มีเรื่องที่ได้เกิน 40 ล้านอยู่ 5 เรื่อง ที่เหลือ 18 เรื่องขาดทุน ซึ่งบางเรื่องขาดทุนถึง 20-30 ล้านก็มี ดังนั้นใครหละครับจะกล้าลงทุนสร้างหนังแพงกว่า 20-30 ล้านบาทนอกจากหนังเรื่องนั้นๆจะมีโอกาสของรายได้มาจากต่างประเทศหละครับถึงสมควรจะลงทุนมากกว่านี้

ในมุมนี้ถ้าแย้งว่าหนังต่างประเทศทำไมลงทุนสูงนักก็ต้องตอบว่าหนังต่างประเทศถ้าประเทศไหนตลาดมีโอกาสสูงมีคนดูกว้าง การลงทุนสร้างหนังก็จะสูงเช่นกัน เช่น หนัง Hollywood มีตลาดทั่วโลกลงทุนได้เรื่องละ 300-3,000 ล้านบาท หนังยุโรป มีตลาดทั่วทวีปยุโรป ยิ่งถ้าพูดภาษาอังกฤษก็มีตลาดไปถึง Hollywood ก็ลงทุนได้ไม้แพ้กัน? หนัง Hong Kong ปัจจุบันมีจีนแผ่นดินใหญ่รองรับลงทุนได้เรื่องละ 100-1,000 ล้าน หนังญี่ปุ่น เกาหลีต้องยอมรับว่า หนังเขาคนดูเยอะมากกว่าหนังเรา 8-10 เท่า การลงทุนเขาก็สามารถลงทุนได้สูงกว่าเราตามขนาดคนดูครับ

2. ?หนังไทยทำไมบทดีแต่ก็ไม่ค่อยลงทุน บางเรื่องบทหนังแย่ๆก็เห็นลงทุนกันซะใหญ่โต อย่างนี้หนังไทยจะพัฒนามั้ยเนี่ยะ?

lost money

จากข้อนี้ก็คงตอบได้ว่าคนลงทุนหนังเขามองหาแต่ว่าหนังเรื่องไหนมีโอกาสได้เงินสูงเขาก็กล้าลงทุนสูง และเขาก็ไม่คิดว่าหนังที่บทดีเหล่านั้นจะเป็นหนังที่ทำเงินได้สูงตามความดีของบท เพราะเขาเห็นชัดๆว่า หนังที่คนชื่นชมว่าหนังดี บทดีนั้น มักจะไม่ได้เงิน เช่น ล่าสุดก็ สามชุก ก่อนหน้านี้ก็มีทั้ง ไชยา ความสุขของกะทิ กอด มหาลัยเหมืองแร่ พลอย เป็นชู้กับผี เจ๊งกันไปเป็นแถบๆ ไอ้ที่บทดีแล้วได้เงินก็มีแต่ของ GTH นอกนั้นนานๆ จะฟลุกได้เงินมาบ้าง เช่น? Happy Birthday รักแห่งสยาม หรือ โหมโรง ได้กันไป40-50 ล้านบาท ซึ่งจริงๆก็ได้ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับ หนังผี ตลก บู๊ ที่ได้กัน 70-100 ล้าน? ถ้าตัวเลขมันเป็นแบบนี้คุณคงเข้าใจว่าทำไมคนลงทุนหนังไทยถึงลงทุนกับหนังบทไม่ดี (แต่เขาเชื่อว่าทำเงิน) มากกว่าหนังที่บทดี (แต่เขาคิดว่ามันจะไม่ทำเงิน)

ส่วนคำถามช่วงสุดท้ายว่า ?อย่างนี้หนังไทยจะพัฒนามั้ยเนี่ยะ? ก็คงต้องบอกว่าถ้าปล่อยให้การทำหนังเป็นการพิจารณาตามมุมของธุรกิจล้วนๆ รับรองว่า หนังไทยไม่มีพัฒนาแน่ๆ

ในประเทศที่หนังเขาพัฒนาได้เนี่ยะ เขาไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของการทำธุรกิจอย่างเดียว ภาครัฐเขาจะเข้ามาช่วยเหลือในการลงทุนโดยเฉพาะหนังที่มีบทดีๆ หนังที่ส่งเสริมศิลปะ-วัฒนธรรม หนังพวกนั้นมีกองทุนช่วยเหลือจากรัฐ เพราะเขาเข้าใจว่า นักธุรกิจโดยทั่วๆไปมักจะไม่ลงทุนหนังเหล่านี้ การช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบนี้แหละที่จะทำให้หนังไทยพัฒนาได้ครับ.