5 ประเด็นแรงเปลือยสังคมไทยที่ซ่อนอยู่ใน “รักจัดหนัก” หนังที่พ่อแม่ต้องดูกับลูก!

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / 5 ประเด็นแรงเปลือยสังคมไทยที่ซ่อนอยู่ใน “รักจัดหนัก” หนังที่พ่อแม่ต้องดูกับลูก!

รักจัดหนัก

“เซ็กซ์ในวัยรุ่น” “เมนส์ไม่มา” “ท้องไม่พร้อม” “จะยอมเป็นแม่หรือยอมทำแท้ง” ฯลฯ เหล่านี้คือประเด็นที่หนังไทยเรื่อง “รักจัดหนัก” หยิบมานำเสนอ ผ่านหนังสั้น 3 เรื่องที่ร้อยเรียงอยู่บนประเด็นเดียวกัน …ว่าแต่สำคัญอย่างไรหรือจึงจะต้องมีหนังอย่างนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้? หนังกำลังนำเสนอแบบอย่างที่เลวร้ายแก่เยาวชนหรือไม่? สภาพที่แท้จริงของสังคมไทยเป็นอย่างไร? หนังกำลังสะท้อนความเป็นจริงด้านใดกันแน่?

และแทนที่จะหวาดกลัวปัญหาเรื่องเซ็กซ์ของวัยรุ่นจนต้องปิดตาไม่ยอมรับรู้หรือบ่ายเบี่ยงที่จะพูดคุย คนเป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่จะสามารถอุดปิดช่องว่างของความสัมพันธ์กับวัยรุ่นในครอบครัว ด้วยการใช้หนังเรื่องนี้เป็นสะพานข้ามไปสู่การสร้างบทสนทนาที่สร้างสรรค์ระหว่างกันได้อย่างไรบ้างในเรื่องเซ็กซ์?

เราไปคุยกับ “ณัฐยา บุญภักดี” แห่ง มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) หนึ่งในผู้สนับสนุนหนังเรื่อง “รักจัดหนัก” เพื่อหาคำตอบให้แก่คำถามเหล่านั้น

“ท้องไม่พร้อม” ปัญหาอันดับหนึ่งทุกพื้นที่
“จากการเก็บข้อมูลของสาธารณสุข 5-6 ปีที่ผ่านมา เราพบชัดเจนว่า จำนวนแม่วัยรุ่นของประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก นี่นับเฉพาะคนที่ไปคลอด คนที่ไม่คลอดไม่รู้มีอีกเท่าไหร่ คือตอนนี้เราไม่ต้องมาเถียงกันแล้วว่าเรื่องแม่วัยรุ่นเป็นปัญหามั้ย เพราะมันเห็นชัดแล้วว่าเป็นปัญหาแน่ เพราะมีจำนวนเพิ่มขึ้นชนิดที่เรียกว่าคนทำงานสังคมอย่างเราเนี่ย ไปลงพื้นที่ไม่ว่าจะตำบลไหนจังหวัดไหน ปัญหานี้จะปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอและเป็นสิ่งที่ทุกคนก็เป็นกังวลอยู่ว่า เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมในช่วงหลายปีมานี้ถึงมีปัญหานี้เยอะมาก แม้ในระดับชาวบ้านจะมีการแก้ปัญหาว่างั้นจับคนคู่นั้นมาผูกข้อไม้ข้อมือกันเลย แต่ก็มาเจอปัญหาใหม่อีกว่าไม่นานก็เลิกกันและต่างฝ่ายต่างก็ไปมีคนใหม่ หรือถ้าเป็นเด็กอายุสัก 14-15 แล้วเกิดท้องขึ้นมา พอมาสร้างครอบครัวกัน พออายุ 17 ก็ท้องอีกแล้ว เดี๋ยวพอ 18 ก็ท้องอีกแล้ว เราเจอปัญหาแบบนี้ในทุกพื้นที่ที่ลง มันกลายเป็นความจริงที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงว่านี่คือเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น”

 

รักจัดหนัก

“รักจัดหนัก” บอกอะไรเรื่อง “ท้องไม่พร้อม”
“หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ปัญหาท้องไม่พร้อมเยอะมาก หลายด้านมาก และมันสะท้อนเรื่องจริงโดยเป็นการบอกเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา บางเหตุการณ์ในเรื่องตอนเราดูเราก็อึ้งเพราะมันเหมือนสิ่งที่ตัวเราเองก็เคยผ่านมา และโดยส่วนตัวคิดว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงการเล่าเรื่องแบบไม่สั่งสอน

อย่างเรื่อง “ไปเสม็ด” เป็นการเล่าให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้างเมื่อตกหลุมรักและไปเที่ยวกับคนรัก มันพูดชัดว่าความรักและเซ็กซ์เนี่ยยังมีสิ่งที่ติดตามมาหลังจากนั้น ภาวะการลุ้นของตัวละครนี่เป็นสิ่งที่เราเองตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เคยเหมือนกัน อีกประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้คือ มันสะท้อนความจริงที่ว่ากลุ่มผู้ชายจะเป็นกลุ่มที่คุยเรื่องเซ็กซ์กันได้ง่ายกว่า ไม่ค่อยมีการต้องมาอายหรือกลัวเสียภาพลักษณ์ ในหนังมีฉากที่ตัวละครอยากปรึกษาเรื่องแฟนอาจจะท้อง แม้จะเลียบๆ เคียงๆ ทำเป็นเล่าว่าเป็นปัญหาของเพื่อน แต่เพื่อนฟังแล้วก็รู้และซัพพอร์ตทันที ขณะที่สำหรับผู้หญิงยังเป็นเรื่องค่อนข้างยากแม้แต่กับเพื่อนสนิท ที่จะกล้าบอกว่าฉันมีอะไรกับแฟนแล้วเมนส์ยังไม่มา เพราะเรื่องเพศยังคงถูกมองว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียสำหรับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงด้วยกันก็ยังอึกอัก ไม่กล้าถามเพราะกลัวเป็นการล้ำเส้น ทำให้เพื่อนอับอาย จึงส่งผลให้ผู้หญิงที่เกิดปัญหานั้นจะต้องทนอยู่กับความทุกข์ความกดดันมากกว่า หนังสะท้อนจุดนี้ชัดมาก

เรื่อง “เป็นแม่เป็นเมีย” ทำให้เราเห็นว่าเมื่อความรักนำพาไปสู่เรื่องเซ็กซ์และเกิดท้องขึ้นมา ชีวิตอาจจะเป็นอย่างไร แม้ผู้ชายจะพยายามมาร่วมรับผิดชอบ แต่ประเด็นก็คือชีวิตมันไม่ง่ายเลย ซึ่งหนังก็เล่าเรื่องของชีวิตที่ไม่ง่ายนี้ให้เราได้เห็น ชีวิตของตัวละครต้องหักเหไป ความฝันพังทลาย เป้าหมายที่อยากไปให้ถึงก็ไม่สามารถจะไปได้ถึงแล้ว และความไม่พร้อมในการใช้ชีวิตครอบครัวก็เป็นสิ่งที่สร้างความปั่นป่วนให้เขาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ถ้าเด็กเกิดมาก็จะต้องอยู่บนความไม่พร้อมนี้ด้วย

สถานการณ์แบบในหนังเรื่องนี้เราได้เจอมาเยอะเวลาไปลงพื้นที่ในชนบท มันเป็นปัญหาค่อนข้างเยอะเพราะสภาพชนบทในตอนนี้คือคนรุ่นพ่อแม่จะย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ตามชุมชนหรือหมู่บ้านเหลือแต่คนรุ่นปู่ย่าตายายหรือรุ่นหลาน พ่อแม่ส่งเงินมาให้เรียนหนังสือแล้วพอลูกพลาดพลั้งท้องในวัยเรียน ถูกจับแต่งงานกันแล้วก็มีเหลนมาให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง และเดี๋ยวก็ท้องซ้ำซ้อนอีกทั้งๆ ที่อายุยังไม่ถึง 20 หรือไม่ก็มีปัญหาหย่าร้าง หรือเกิดการหักเหของวิถีชีวิต เช่นส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้กลับเข้าสู่วิถีชีวิตของการเรียนอีก ต้องไปทำมาหากินแทน ฯลฯ ปัญหานี้กำลังเป็นที่พูดกันมาก แต่คนที่อยู่ในสังคมเมืองจะไม่ค่อยเห็นปัญหานี้เพราะวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ครอบครัวคนเมืองต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างดูแลกันเองและความที่เศรษฐกิจส่วนตัวดีหน่อยก็จะไม่ค่อยไปพึ่งพาระบบของภาครัฐ เราก็เลยจะมองไม่ค่อยเห็นภาพนี้กัน

ส่วน “ทอมแฮ้ง” มันตรงกับเรื่องที่เราเองไปลงพื้นที่มาหลายแห่งก็เจอสถานการณ์เรื่องนี้จริงๆ คือคนในตำบลในหมู่บ้านบอกกับเราว่า ทำยังไงดีมีลูกหลานเป็นทอมซึ่งไปอยู่กลุ่มผู้หญิงก็ไม่ได้เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่กลุ่มเขา พอไปอยู่กลุ่มผู้ชายซึ่งรู้สึกว่าไว้วางใจได้ คุยกันรู้เรื่อง ชอบอะไรคล้ายๆ กัน กินเหล้าเมาเฮฮา แต่ปรากฏว่าพอต่างคนต่างเมาก็โดนข่มขืนและท้อง เพราะประเด็นของเหตุการณ์นี้ก็คือ หนึ่ง ? เขาโดนข่มขืน และสอง – วิถีทางเพศหรืออัตลักษณ์ของเขาเป็นทอม เขาไม่ได้อยากจะเป็นแม่หรือเมีย เขาไม่ได้ชอบผู้ชาย แล้วก็ต้องไปตกหลุมพรางเมื่อไปเข้ากลุ่มผู้ชายและนึกว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่เอาเข้าจริงฝ่ายผู้ชายก็ยังเห็นเขาเป็นผู้หญิงที่มีอวัยวะเพศมีมดลูกอยู่ บางคนก็มีอคติทางเพศด้วย คือคิดว่าช่วยสงเคราะห์ให้ ทอมจะได้หายเป็นผู้ชาย กลับมาเป็นผู้หญิงซะ ฯลฯ ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปช่วยคนที่เจอสถานการณ์แบบนี้”

รักจัดหนัก

ทำแท้ง ทางเลือกที่ไม่มีให้เลือก
ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ถูกนำเสนอใน “รักจัดหนัก” ตอน “ทอมแฮ้ง” ก็คือเรื่องการทำแท้ง ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นทางออกที่ไม่แปลกประหลาดเกินจินตนาการ แต่ในความเป็นจริง เหตุการณ์ที่ฟังเหมือนธรรมดานี้กลับมีสภาวะไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง

“เรื่องทำแท้งเนี่ยเป็นเรื่องที่สังคมไทย ทั้งโดยทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ปิดประตูหมดเลย คือถ้าคุณท้องไม่พร้อมและคุณอยู่ในกลุ่มคนที่สังคมไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการท้องในวัยเรียน ท้องโดยที่เป็นคนโสด ท้องเพราะโดนข่มขืน ฯลฯ คุณจะถูกทิ้งให้ต้องหาทางออกเอาเอง กฎหมายไม่สนใจคุณ ภาครัฐไม่สนใจคุณ สังคมก็ไม่สนใจคุณ ศาสนาก็มีแต่จะประนามคุณ นี่คือความเป็นจริงของสังคมไทย การทำแท้งเป็นประเด็นที่ไม่ว่าจะมองในมิติของศาสนาหรือสังคมวัฒนธรรมก็ล้วนแล้วแต่เป็นการผลักไสผู้หญิงไปเผชิญกับการแก้ปัญหาตามลำพัง ตามแต่ชะตากรรมจะพาไปทั้งสิ้น ไม่มีระบบบริการใดๆ ทางสังคมรองรับเลย

จริงๆ แล้วจากการทำวิจัยในพื้นที่ระดับแคบๆ คือไม่ใช่ระดับทั้งประเทศนะคะ เป็นแค่ระดับจังหวัดเดียว เราพบว่าถ้ามีการตั้งครรภ์ไม่พร้อม จะจบลงที่การทำแท้งถึง 80% ซึ่งแปลว่าที่เราเห็นเด็กตั้งท้องแล้วต้องออกจากโรงเรียนไปเลี้ยงลูกเนี่ย จริงๆ แล้วอาจจะเป็นแค่ 20% ของเด็กที่ท้องในวัยเรียนทั้งหมด นี่หมายความว่าอะไร? …หมายความว่า เด็กที่ประสบปัญหาท้องในวัยเรียนเกือบทั้งหมดต้องดิ้นรนหาทางออกด้วยตัวเองโดยการไปทำแท้ง ส่วนหนึ่งก็เพราะพลาดไปแล้วแต่ไม่อยากเห็นภาพพ่อแม่ผิดหวัง และสองคือไม่อยากจะหมดอนาคตทางการศึกษา ไม่อยากออกจากโรงเรียนกลางคัน มันสะท้อนภาพว่าเด็กๆ ต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองเพราะสังคมไม่มีอะไรรองรับเขาเลย

น้อยโรงเรียนจริงๆ ที่จะกล้ายืดอกรับว่าถ้านักเรียนมีปัญหาจากเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน โรงเรียนจะมีระบบรองรับ มีครูแนะแนวหรือครูพยาบาลเข้าไปคุย มีการทำงานเชิงรุกกับครอบครัวเพื่อให้ครอบครัวยอมรับ หรือโรงเรียนที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ก็จะพยายามช่วยเหลือให้เด็กมีการศึกษาต่อไปโดยอาศัย พ.ร.บ. การศึกษาเรื่องการจัดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย มาใช้กับเด็กว่า เด็กที่ท้องก็ไม่ต้องมาโรงเรียนก็ได้ แต่เสาร์อาทิตย์จะเอาสมุดเซ็นชื่อไปให้เซ็น เพื่อนเอาการบ้านไปก็ทำส่งมา ถึงเวลาสอบก็จะสอบให้เป็นพิเศษ จะได้ไม่ต้องอุ้มท้องมานั่งเรียนกับเพื่อน …แต่น้อยโรงเรียนมากที่จะเป็นแบบนี้ และสิ่งที่ทำกันก็ยังไม่ได้เป็นมาตรฐานระดับชาติ คือแล้วแต่เลยว่าโรงเรียนไหนจะทำยังไง โรงเรียนส่วนใหญ่กลับจะจับจ้องเด็กตั้งแต่เริ่มคบกันแล้ว บางแห่งถึงกับจดชื่อเด็กที่คบกันว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องจับตาดูพฤติกรรม บางโรงเรียนถ้ารู้ว่าเด็กคู่ไหนมีเพศสัมพันธ์กันนี่ ให้ออกเลย นโยบายของโรงเรียนมีการกำหนดไว้เลยว่าหนึ่งในพฤติกรรมมีปัญหาของนักเรียนก็คือพฤติกรรรมชู้สาว ถ้ามีปัญหานี้ ปัญหาทะเลาะวิวาท หรือปัญหายาเสพติด ก็เป็นเหตุของการให้ออก ถ้าไปถามส่วนกลางเขาจะบอกว่าโอ๊ย ไม่มีหรอกนโยบายแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วนโยบายมันก็ไม่ได้ไปเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มันไปจากการที่ผู้บริหารระดับสูงไปพูดในงานสัมมนางานประชุมอย่างเนี้ย โรงเรียนก็รับไปปฏิบัติตามนั้น”

?รักจัดหนัก

นี่เป็นหนังสำหรับครอบครัว?
“อันที่จริงเราคิดว่า “รักจัดหนัก” นี่เหมาะเป็นหนังครอบครัวมากนะ ถ้าครอบครัวนั่งดูด้วยกันจะมีจังหวะที่เหมาะสำหรับการพูดคุยกันมากมาย อย่าง “ไปเสม็ด” เนี่ย ถ้าเรานั่งดูกับลูกหลาน เราจะรีบบอกเลยว่าถ้าอยากจะไปเที่ยวกับแฟนแบบในหนัง ไม่ต้องโกหกเลยนะ ไปได้เลยไม่ต้องห่วง แต่ก็อย่าคิดว่าไปแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้คิดไว้ล่วงหน้าเลยว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ถ้าจะมีเซ็กซ์กันเนี่ย จะทำยังไงให้มันไม่มีผลลบตามมา จะป้องกันได้ด้วยวิธีอะไรบ้าง ถือเป็นโอกาสที่จะได้คุยกับลูกไม่ว่าจะลูกหญิงหรือลูกชาย ในเรื่องการป้องกันและการดูแลตัวเอง

หรือจะเปิดบทสนทนาให้นุ่มกว่านั้น ก็เช่น ในตอน “เป็นแม่เป็นเมีย” ซึ่งตัวเอกของเรื่องคือ อิ๋ง มีฝันอยากเป็นนักร้อง หรือฝ่ายชายคือ ม่อน ฝันอยากเป็นนักมวย พ่อแม่สามารถใช้เรื่องนี้พูดคุยกับเด็กได้ว่า เด็กของเรามีความฝันอยากเป็นอะไร และเขาคิดว่าจะทำอย่างไรบ้างเพื่อจะไปให้ถึงฝัน อยากให้ครอบครัวหรืออยากให้พ่อแม่พี่ป้าน้าอาซัพพอร์ตยังไงบ้าง คุยกันไปในลักษณะนี้ก็ได้

หรือสมมติว่าลูกเกิดพลาดพลั้ง มีแฟนที่จะมารับผิดชอบอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน เขาคิดว่าจะใช้ชีวิตกันยังไงต่อไปดีถึงจะไปรอด ก็ชวนเขาคุยได้ ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดเพราะเรายังไม่รู้หรอกว่าทางเลือกไหนหรือวิถีชีวิตแบบไหนที่เขาจะมีความสุขหรือประสบความสำเร็จ มันก็เป็นการชวนคุยในลักษณะของการสำรวจความเป็นไปได้ สำรวจหาทางออก สำรวจปัญหา การคุยแบบนี้จะเป็นการคุยในเชิงสติปัญญามากกว่าจะเป็นการคุยแบบสั่งสอน เป็นการคุยที่ติดอาวุธทางปัญญาได้มากกว่าการสอนเพื่อให้จำหรือขู่เพื่อให้กลัว

ประเด็นนี้ ในเรื่อง “ทอมแฮ้ง” จะชัดมาก หนังมีฉากที่แม่ไม่ยอมรับความเป็นทอมของลูกสาวสักเท่าไหร่ ทำให้ลูกต้องไปพิสูจน์ตัวเองกับกลุ่มเพื่อนหรือพิสูจน์ด้วยการมีความรักกับผู้หญิงด้วยกัน เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่รักผู้ชาย ทีนี้การต้องพิสูจน์ตัวตนแบบนั้นก็พาเขาไปสู่ความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าย้อนกลับมาได้ หากแม่ให้การยอมรับเขา ก็จะทำให้เขาไม่ต้องไปพิสูจน์ตัวเองกับกลุ่มเพื่อนหรือพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเพื่อจะพิสูจน์ตัวเองว่าฉันเป็นใคร

ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ “ทอมแฮ้ง” พูดก็คือ ถึงที่สุดใครก็เลือกเส้นทางให้เราไม่ได้เพราะไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราเอง เราจึงต้องเป็นคนเลือกเส้นทางของเราเอง แม้ว่าเส้นทางนั้นจะเจ็บปวด แต่เมื่อเลือกแล้วก็ต้องอยู่กับความเจ็บปวดนั้น”

?รักจัดหนัก

หนังไร้บทสรุป ชีวิตจริงก็ไร้บทสรุป
กระแสวิพากษ์วิจารณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับหนัง “รักจัดหนัก” ก็คือ หนังเล่าเหตุการณ์ทั้ง 3 ตอนข้างต้นนั้นแบบ “ปลายเปิด” คือจบโดยไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนตายตัวเกี่ยวกับชีวิตของตัวละคร ซึ่งทำให้คนดูหลายคนกังขาค้างคาใจหรือถึงขั้นไม่เข้าใจ ณัฐยาแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“สำหรับเรา เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีบทสรุปเลย …ถ้าสังเกตจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้มีช่วงเวลาของเสียงหัวเราะน้อยกว่าช่วงเวลาเงียบ มันหมายความว่าทั้งสามเรื่องนั้นมีช่วงเวลาของภาวะตึงเครียด กดดัน บีบคั้น มากกว่าช่วงเฮฮา เพราะนี่ไม่ใช่หนังตลก ความรู้สึกของคนดูตอนเดินออกจากโรงจะไม่ใช่ความสบายใจเหมือนได้ปลดปล่อยความเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน ไม่ใช่เลย มันจะเป็นความรู้สึกอึ้งๆ ว่าถ้าเหตุการณ์แบบนี้ๆ เกิดขึ้นกับเราแล้วเราจะทำยังไง ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ได้มีคำตอบง่ายๆ และหนังก็ไม่ควรจะมาให้บทสรุปอะไรที่ตายตัวแก่คนดูด้วย

และเราก็เข้าใจนะถ้าขณะเดียวกันก็จะมีคนดูบางส่วนตั้งคำถามว่า การที่หนังทิ้งประเด็นเอาไว้ไม่มีคำตอบหรือบทสรุปเนี่ย มันจะกลายเป็นอันตรายหรือเปล่า เราเข้าใจเพราะสังคมไทยคุ้นเคยกับการชี้ผิดชี้ถูกมานาน แต่เราต้องอย่าลืมว่าวัยรุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ยอมฟังการสอนสั่งหรอก พ่อแม่เองก็บ่นว่าสอนอะไรลูกก็ไม่ฟัง เพราะฉะนั้นจะมาหวังว่าหนังจะทำหน้าที่สอนเด็กได้ก็ตลกแล้ว เราว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้มันอยู่ตรงการไม่มีบทสรุปนี่แหละ คนดูต้องคิดเอาเองว่าเรื่องความรักและเซ็กซ์นั้นมันมีหลากหลายด้าน ต้องคิดเองว่าจะรับมือกับมันยังไง

เราคิดว่า จริงๆ แล้วจะให้หนังแค่เรื่องเดียวมาทำหน้าที่ฉายภาพในเชิงสั่งสอนหรือให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตด้านเพศทั้งหมดของวัยรุ่นเนี่ย มันเป็นความคาดหวังที่เกินจริง หนังเรื่องนี้ทั้ง 3 ตอนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ขนาดนั้นแน่นอน แต่มันเป็นหนังที่ต้องการให้ฉุกคิดมากกว่าว่า ถ้าตัวเราหรือคนใกล้ตัวเรา ลูกเราหลานเรายังไม่เจอสถานการณ์แบบนั้น แล้วเราจะมีหนทางอะไรบ้างที่จะลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้ต้องเจอแบบในเรื่อง หนังมันทำหน้าที่แบบนี้มากกว่าจะให้คำตอบสำเร็จรูปกับสังคม”

ที่มา มติชน