บทสัมภาษณ์ “โต๊ะ พันธมิตร-ปริภัณฑ์” วัชรานนท์ ผู้กำกับ “รักสุดทีน”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / บทสัมภาษณ์ “โต๊ะ พันธมิตร-ปริภัณฑ์” วัชรานนท์ ผู้กำกับ “รักสุดทีน”

รักสุดทีน

ไปพบกับบทสัมภาษณ์ ของผู้กำกับหนัง “โต๊ะ พันธมิตร-ปริภัณฑ์” ที่สร้างผลงานการกำกับภาพยนตร์วัยทีนใสๆ เรียกได้ว่าคนดูต้องยกนิ้วให้ กับภาพยนตร์เรื่อง “รักสุดทีน” วันนี้เขาจึงออกมา เล่าถึงความรู้สึกในใจ เกี่ยวกับการกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้

รักสุดทีน

คำถาม : ย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเส้นทางการเป็นคนขายเสียง-นักพากย์สมัยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในนามของโต๊ะหัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : สวัสดีครับ ผม ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ ครับ หรือว่าโต๊ะเป็นหัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร เจ้าของเสียงที่บอกว่า ?ให้เสียงภาษาไทยโดยพันธมิตร? ถ้าพูดถึงเส้นทางชีวิตกว่าที่จะมาเป็นคนพากย์เสียง ตอนนั้นอายุประมาณสัก 15-16 อยู่ที่หาดใหญ่ ตอนอายุ 13-14 ปีก็ เริ่มบ้านักพากย์แล้ว คือหนังจะดูแต่ว่านักพากย์ใครพากย์ ผมอยากเป็นนักพากย์อย่างเดียว ไม่เคยมีอาชีพอื่นแว่บเข้ามาในสมองเลย พอมีคนข้างบ้านรู้ว่าเราอยากเป็นนักพากย์เขาจะเป็นคนที่ซื้อฟิล์มที่ฉายหนังผ่านโรงใหญ่มาแล้ว แล้วก็จะเดินสายเร่ไปยังโรงเล็กๆ น้อยๆ ที่เล็กลงไปจากหาดใหญ่จากจังหวัดใหญ่ๆ อีกที ก็ชวนไปพากย์หนัง

โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการพากย์หนังคืออะไร ไม่เคยมีใครสอนประมาณปี 2518 ที่ได้พากย์หนังครั้งแรกอายุ น้ผมไม่รู้เรื่องเลย มีบท หนังอินเดียมีความยาวประมาณ 8 รีลเกือบ 3 ชม. จะพากย์ยังไง ทำยังไง เพราะหนังก็ไม่เคยเห็นไม่มีการฉายให้ดูก่อน ผมพากย์ได้แค่ม้วน 4 บทพากย์ผมก็หมดแล้ว แต่หนังเหลืออีก 2 ม้วน ทั้งโรงคือโห่มาตั้งแต่ต้น เราก็ไม่มีอะไรจะพากย์แล้ว ก็ถอยบทกลับมาแล้วพากย์ หนังเลิกในโรงเหลือไม่เกิน2คน แต่ด้วยความที่เราอยากเป็น ก็เลยพัฒนามาเรื่อยๆ จนเราแข็งแกร่งขึ้นมา จนอายุ 25 ก็เข้ากรุงเทพเลย เริ่มมีหนังเสียงไทยในฟิล์มลงไปแล้ว ก็เลยมาเสี่ยงดวงที่แรกด้วยการพากย์โรงหนังชานเมืองก่อน ฉาย 2 วัน 3 วันก็พากย์ไปฝึกวิชาไป แล้วก็มาอยู่โรงหลักคือฮาวายวงเวียนใหญ่ นิวยอร์คสะพานควาย ลอนดอนพระโขนง

ช่อง3เขาขาดคน ก็ดึงเราเข้ามา มีพี่ชูชาติอินทร อินทรีย์ มีพี่แมว คือหนังช่อง3ต้องมีพระเอก 3-4 ตัวเพราะเป็นหนังซีรี่ส์ทีวีบี เขาก็มาดึงเราเข้าไปอยู่ได้ครึ่งปี เราก็ถูกดันให้เป็นพระเอกเต็มตัวของช่อง 3 พอประมาณปี 35-36 ก็เริ่มมีงานหนังไทยสายเข้ามาก็เริ่มมีงานพวกหนังไทย หนังสายของคุณพันนา ฤทธิไกร ขายสายต่างจังหวัดอย่างเดียว เขาก็โอเคกับความสนุกตรงนั้น เป็นการพากย์ลงฟิล์มรุ่นแรกๆเลย ก็เริ่มทำทีมขึ้นมาพากย์หนังพวกนี้ ถ้าเป็นงานพากย์เราเอาหมด เพราะเรามีประสบการณ์จากการเจอกับคนดูตามโรงหนังในต่างจังหวัด เราสามารถจะรู้ได้เลยว่ามุกนี้แป๊ก มุกนี้โดน เพราะเราเจอกับคนดูหมด จนมาปี 37-38 ทางสหมงคลฟิล์มพี่เตือน (คุณเตือนใจ รองประธานกรรมการ บ.สหมงคลฟิล์มฯ) ก็เป็นคนติดต่อมาให้ทำทีมพากย์ มาพากย์เรื่องแรกคือสายไม่ลับคังคังโป้ย ครั้งแรกกดดันมากเพราะว่าทีมเก่าเขาทำไว้ดี? เขามีชื่อตั้งแต่โน่น เสียงเอก แล้วมาอินทรีย์ อยู่ๆ พี่เตือนกับเสี่ย (เสี่ยเจียง ประธาน บ.สหมงคลฟิล์มฯ) ให้โอกาสเรา แล้วเราต้องมานั่งทำในสิ่งที่เขาทำดีเหลือเกินแล้ว อยู่ในใจคน อยู่ในใจสาย แล้วเรามาจากไหน พอเราไปติดต่อนักพากย์แรกๆ ไม่มีใครกล้ามากับเรา ต้องเอานักพากย์ที่ไม่ใช่ตรงนี้เลยประมาณ 5-6 คนมานั่งคิดมุกเค้นมุกกันตั้งแต่ 10 โมงจนถึงตี 3 หนังเรื่องเดียว คังคังโป้ยผมยังจำได้ เครียด เหนื่อย แต่โอกาสมาถึงเราแล้วเราบี้เต็มที่มีสมองเท่าไหร่สาดเข้าไปเต็มที่นั่นคือจุดแรกที่ได้ แล้วพอได้ทำก็ทำกับมงคลฟิล์มมาโดยตลอด ได้หนังดีๆ มาช่วยตลอด ได้หนังเฉินหลงเข้ามา ?เราจะมีใครให้โอกาสเราแบบนี้รึเปล่า นี่คือสิ่งซึ่งเราก็ทุ่มให้เต็มที่ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่มีอีกแล้วในชีวิตหนึ่ง

?รักสุดทีน

คำถาม : เป็นที่มาของจุดเริ่มต้นการตั้งทีมพากย์ในนามพันธมิตร ตั้งแต่บัดนั้นเป็นมา ?

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : ใช่เลย? แล้วเราก็มาคิดหาชื่อทีมกัน ชั่วโมงนั้นจะไปฟิกซ์ตายตัวไม่ได้ เราไม่รู้ว่าใครจะคีย์เสียงแบบไหน ก็เลยตั้งชื่อที่คิดว่าเราไม่มีศัตรูดีกว่า เราสามารถจะดูว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับคนนั้น เราก็โทรไปหาเลย บางคนอยู่ช่อง 3 บางคนอยู่ช่อง 7 เสียงคุณเหมาะกับเรานะ เหมาะกับหนังเรื่องนี้มาก มาทำกันหน่อยซิ เลยตั้งชื่อทีมว่าพันธมิตร นั่นคือไม่มีศัตรู เพราะฉะนั้นพร้อมจะโทรไปขอ ไปง้อ คนที่ไม่เคยมากับผม 2-3 เดือนพองานเริ่มอยู่ตัวก็มา พอผ่าน3เดือนผ่านเส้นตายไปแล้ว ทุกคนจะรู้และมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะเขากล้ามาทำงานให้เรา เราก็ได้มือดีๆ มา พอช่วงหลังไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เห็นหนังก็รู้แล้วว่าต้องเป็นเสียงใครเสียงใคร ก็เริ่มจับตัววางตายได้ละ มันจะเริ่มสบายขึ้นเยอะ แรกๆ เหนื่อย แต่พอเริ่มอยู่ตัวแล้วก็ทำงานง่าย

คำถาม : หลายคนอยากรู้ถึงหลักปรัชญา รูปแบบวิธีคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในแบบพันธมิตร

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : แรกๆ คือตอนยังไม่มีทีมพันธมิตร ผมจะโดนคนนี้เจาะไปพากย์หนังเอเพ็กซ์บ้าง แล้วเราก็นั่งพากย์กับเขาไป แต่เราก็มานั่งคิดว่าน่าจะใส่ได้นิดนึงนะ มันน่าจะเทคซะหน่อย แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราถูกเขาเรียกไปทำพอเรามาทำทีม เราก็จะคุยกับทุกคน แรกๆ จะคุยว่าเสียเวลานิดนึงนะ เราตะกุยตะกายเพื่อให้จบอย่างเดียว เราไม่รอดแน่ หนังชั่วโมงครึ่งแล้วแล้วเราพากย์ไป 4-5 ชั่วโมง เรายอมเทคหน่อย คิดมุกได้ถอยมาเติม ยอมเสียเวลากับมัน แล้วผลงานมันจะอยู่ไปอีกนาน เชื่อมั้ยว่าช่วงที่ผมทำ วิดีโอเริ่มจะหมดละ มันจะเริ่มเป็นวีซีดี เริ่มมีดีวีดีเข้ามาซึ่งผมเอาตรงนี้ไปบอกทุกคนว่า คุณจำไว้เลยนะวีซีดีอยู่ได้กี่ปีไม่รู้ แต่ดีวีดี 100 ปี มันอยู่นานแน่ ถ้าคุณทำวันนี้ให้มันดี อีก 5 ปี 10 ปี เราเลิกอาชีพนี้ไป คุณก็สามารถเอาหนังดีวีดีนี้ไปฉายให้ลูกมาเปิดดูโดยไม่ต้องไปมาอายมันก็เทคซะวันนี่นิดเดียว เสียเวลาเพิ่มแต่มันอยู่ไปอีก 100 ปี

ฉะนั้นผมก็เลยบอกกับทุกคนว่า มันมี 2 จุด จุดหนึ่งคืองาน ถ้าคุณทำให้ดี มันก็จะส่งเสริมคุณไปตลอดในแผ่นดีวีดี เราไม่รู้ว่าอนาคตมันจะมีแผ่นบลูเรย์ที่ทนกว่า เราไม่รู้ แล้วระบบเสียงที่เราทำมันมี 5.1 ซึ่งชัดเจนแจ่มแจ๋ว ถ้าคุณทำไม่ดี มันจะประจานคุณชั่วชีวิตจนคุณตาย ส่วนอีกจุดหนึ่งคือถ้าทำดี มันคือหม้อข้าวของเรานะ เรากินได้นาน แต่ถ้าคุณทำไม่ดี เดี๋ยวหม้อข้าวก็แตก ไม่มีใครมาจ้างเรา เดี๋ยวเดียวก็จบ นี่คือ 2 จุดที่นั่งคุยกับเพื่อนนักพากย์ แรกๆ มาทำหนังโจวซิงฉือทุกเรื่องวันหนึ่งเต็มๆ หมดเลย 10 โมงเช้าออกมาหน้ามืดเที่ยงคืนตี 1 หมดเลย? เครื่องฉายมาเป็นจอเล็กๆ รูปเล็กๆ พากย์เสร็จเอามาฉายดู ถ้าเราไม่ขำแล้วคนดูจะขำได้ไง ก็ต้องนั่งคิดหาคำตบ หาคำอะไรให้มันขำให้ได้ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามและตั้งใจทำ แต่ต้องบอกว่าหนังเขาขำอยู่แล้ว ไม่ใช่หนังเขาไม่ขำ แต่ขำในแบบแนวฮ่องกง มีคำพูดมีมุกของบ้านเขา แต่ว่าบ้านเรามีอะไร

คำถาม : โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นต์ของหนังพากย์ไทย โดยพันธมิตรที่รับประกันได้ในเรื่องมุกฮาที่มักจะโดน

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : ช่วงนั้นที่เราทำทีมใหม่ๆ หนังตลกมีมาเยอะ เฉินหลงก็ตลก โจวซิงฉือก็ตลก แม้แต่หลิวก็ยังตลกเลยบางที ผมใช้วิธีมีกระดาษชิ้นหนึ่ง สังเกตว่าเด็กเขาคุยอะไรกัน ทีวีมีโฆษณาอะไรจด เพลงดังอะไรจด ทำหัวข้อไว้เลยสัก 8 มุก 10 มุก แล้วหาทางสลายย่อยเพื่อให้เข้าในหนังให้ได้ สิ่งที่กำลังฮิตในชั่วโมงนั้น บางทีพอเรามานั่งดูเดี๋ยวนี้หลายเรื่อง เราจะรู้เลยว่าตอนนั้นเพลงนั้นมันดังนี่นา เฮ้ยชั่วโมงนั้นเมืองไทยมีคำนั้นนี่นา ฉะนั้นก็เลยใช้วิธีหามุกแบบนี้? แล้วเวลาทำงานทุกคนที่นั่งพากย์หนังใหญ่จะต้องนั่งดูหนึ่งรอบ แล้วก็พากย์ เราก็ให้ทุกคนสาดมุกเข้ามาเลย จะขอทุกคนอย่างเนี่ยะ ถ้าขอปั๊บฮา แต่ไม่มีคนตบ เราจะหาจังหวะตบให้ พากย์หนังไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ? คุณต้องเอาที่เน้นๆ บนจอที่มันฮา ที่มันสนุกแน่ให้คนดูฟังชัดๆ มันคือสิ่งที่ขับเน้นให้คนดูได้ขำ? เอาที่มันเน้นๆเลย ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณขำ ผมสามารถหลบหน้าใหญ่ๆให้คุณได้ แรกๆที่ทำ มันไม่มีสูตรตายตัว คิดๆ ไประหว่างม้วน ตรงนั้นแล้วใส่กันเลย แล้วผมโชคดีอย่างที่ผมได้เพื่อนร่วมงานที่ดี ทุกคนจะเข้าใจหมดว่าผมเบรกทำไม แรกๆ ทุกคนจะหยุดคิดนิดนึง แต่พอทุกคนอยู่ๆ ไป 3 ปี 5 ปี 7 ปี จะรู้เลยว่าที่ผมเบรกทุกคน เทคทุกคนเพื่อให้ใส่มุก ผมคิดผมก็ไม่เสียดาย เอาไปเลย ปากคุณเล่นขำ ผมเล่นไม่ขำ มันคือพากย์ทั้งทีมรวมกัน นี่คือสิ่งที่กว่าจะหลอมรวมมาได้เป็นปี อย่างที่บอกคือนักพากย์ทุกคนเก่ง มีฝีมือ ได้เพื่อนนักพากย์หลายๆ คนที่เข้าใจเรา ก็เลยทำให้มีวันนี้

คำถาม : จนมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ผูกขาดต้นเสียงพากย์ไทยของพระเอกระดับแถวหน้าของเอเชีย

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : คือไอ้การที่เราได้ไปพากย์ตัวละครที่มันอยู่แถวหน้าของวงการทั้งพระเอกหนังฮ่องกง เกาหลี มันมีผลมาจากเจ้าของหนังที่ซื้อหนังมาให้เราด้วย อาจจะเป็นความบังเอิญที่เสียงเราไปเข้ากับหน้าหนังเอเชียก็ได้ แต่เราไม่รู้ว่าเสียงของเราจะไปเข้าใคร เหมือนอย่างที่บอกว่าเสี่ยให้พากย์ แรกๆ คือพากย์โจวซิงฉือ เขาก็มีคนพากย์มาก่อน ฉินหลงพี่รองก็ผูกขาดมาเลย เราก็ไม่รู้ว่าเราจะเข้าไม่เข้า เราก็พากย์ตามภาษาเรา เฮ้ยหน้าอย่างนี้โจวซิงฉือ เราก็พากย์จื๊ดจื๊ดจื๊ด เฉินหลงเราก็หนักๆ หน่อย ต่ำๆ หน่อย แต่คงเป็นเพราะว่าเราได้พากย์บ่อยรึเปล่าจนเป็นความเคยชินรึเปล่า ทำให้คนรู้สึกคุ้นเคยเหมือนอย่างเรามาพูดกับน้องๆ ในกลุ่ม ทุกคนโตมาอายุ 20 กว่าๆ โตมาก็ได้ยินตรงนี้แล้ว

กลายเป็นว่าพอค่ายหนังไหนก็แล้วแต่ซื้อหนังในแนวนี้เข้ามาก็จะเอามาให้เราทำ ก็เหมือนกับว่าเสียงเราเข้าไปทุกตัว รู้แต่ว่าหน้าอย่างนี้มา ก็ต้องให้เสียงแบบนี้ แต่ถ้าหน้าแบบนี้มาก็ต้องให้เสียงอีกแบบหนึ่ง คงเริ่มมาจากที่ต้องขอบคุณคนซื้อหนังเข้ามา ขอบคุณที่สุดก็คือเสี่ยเจียงนายเรานี่แหละ คนแรกที่ให้โอกาส เรามีหน้าที่ทำอย่างเดียว เราทำไปบังเอิญมันเข้าจังหวะ มันเข้าล็อค ช่วงจังหวะที่หนังจีนถูกคัดเฉพาะหนังดีๆ มาฉายโรง ทุกอย่างมันก็พัฒนาขึ้นมาหมด ตลาดหนังเริ่มมีโรงหนังเมเจอร์ อีจีวี เริ่มมีหนังที่ต้อง คัดมาฉายโรง นักศึกษาก็เริ่มมาดูหนังในโรง ฉะนั้นถ้าไม่เอาที่มันดีจริงๆ ไม่เอาหนังที่ร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ มาเข้าโรงผลเสียหายมันก็จะอยู่ที่บริษัท ก็เป็นผลกับพวกเราที่เป็นนักพากย์ ช่วงที่ผมพากย์มา 10-15 ปีแรกไม่มีหนังไม่ดีเข้าโรงเลย มาช่วงหลังมีหนังเกาหลีมาบูม หนังเกาหลีดีหมดทุกเรื่อง หาหนังไม่ดีไม่เจอ พอยิ่งหนังเขาทำมาดีแล้ว เราแค่พากย์ให้ตรงปาก อารมณ์ให้ได้ตามหนัง คิดมุกใส่เข้าไปอีกหน่อยมันก็เกินร้อย

คำถาม : ที่ผ่านมามีพากย์เสียงนักแสดงใครบ้าง

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : เยอะมาก เฉินหลง, โจวซิงฉือ, หลิวเต๋อหัว, เจ็ทลี, ทาเคชิ, เจย์โชว์, โจวเหวินฟะ หนังจีนพากย์หมด หนังฝรั่งก็มีแวมไพร์ทไวไลท์ ก็พากย์ เอ็ดเวิร์ด, พากย์สตอลโลน, วิน ดีเซลก็พากย์ เยอะมากๆ เลย ประมาณนี้

คำถาม : แต่จากที่ฟัง ดูเหมือนว่าไม่ได้แค่การพากย์แล้วที่ผ่านมาทั้งในส่วนของการคิดมุก ไอเดีย ไปจนถึงเลือกคนที่จะมาพากย์มาถ่ายทอดอารมณ์ของตัวแสดงบนจอ นี่พูดได้ว่าเกือบจะเป็นการทำหนังเรื่องหนึ่งด้วยซ้ำ แล้วไม่คิดที่จะลงมือกำกับหนังของตัวเองสักเรื่อง

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : เรามาทำงานพากย์ก็เพราะเราชอบหนัง แต่การทำหนังมันไกลเหลือเกินกับเรา มันก็เคยมีแว่บๆเข้ามานะ ถ้าเราได้ทำเราจะใส่มันเข้าไปอีกหน่อยนะ ก็เคยคิด เพราะเฉพาะงานพากย์มันก็ไม่มีเวลาพักแล้ว จนพอได้มาทำหนังไทยจริงๆแล้ว รู้เลยว่ามันต้องทุ่มเทเยอะมาก ผมสามารถพากย์หนังวันหนึ่งจบ3เรื่อง แต่หนังเรื่องเดียวเอาเวลาชีวิตผมไป8เดือน แต่ผมก็เต็มใจให้มันนะ ก็ได้เริ่มมาคุยกับเสี่ยเมื่อปีที่แล้ว ก็คุยกันก่อนว่าอยากทำนะ อันดับแรก เสี่ยเป็นคนพูดเอง เฮ้ยโต๊ะทำหนังได้นะ เสี่ยคิดว่าเราทำได้ ก็ลองให้ไปคิดเรื่องมา เสี่ยจุดคำนี้ขึ้นมามันก็มาตรงกับที่เราฝันไว้ เราก็เริ่มไปถามว่าเขาเขียนบทกันอย่างไร พอทีมงานมาประชุม เขาจะมาถามเราว่าพี่ว่าฉากนี้มีอะไร พี่ต้องตอบเขาให้ได้หมด เราก็เริ่มจำ และก็เริ่มเขียนของเราไป เขียนตามภาษาเรานี่แหละ เราก็ได้ประสบการณ์จากหนังที่เราดู และหนังที่เราพากย์มาตลอดเวลา

แต่ที่มาเป็นหนังเรื่องนี้รักสุดทีน มันเป็นเรื่องที่ตรงกับตัวเรามากที่สุด เพราะตอนหนุ่มๆ เราก็เคยจีบผู้หญิงอย่างนี้นะ เราเคยทำสิ่งที่มันแบบโอ้โหโคตรน้ำเน่า? แว่บเรกก็คือนึกถึงมาริโอ้เลยว่าคนหล่อๆ อย่างนี้ แต่มาทำกะล่อนบ้าบอคอแตก ผมเลือกทำหนังเรื่องนี้โดยยึดเอากางเกงยีนส์มาเป็นหัวใจของหนังคือพระเอกขายกางเกงยีนส์ ในความรู้สึกคือผมเชื่อว่าผู้ชายทุกคนมีกางเกงยีนส์หมด แต่ต้องมีสักตัวที่คุณชอบที่สุด เหมือนกับพระเอกเจอมาทุกอย่าง แต่มีสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่เจอผู้หญิงคนหนึ่งที่มันใช่จริงๆ ซึ่งสามารถทำให้เขาลุกขึ้นมาทำอะไรก็ได้ โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพื่อผู้ญิงคนนี้ ผลตอบรับเป็นอย่างไรไม่รู้ ซึ่งเราให้มาริโอ้ทำ ทำแทนในสิ่งที่เราอยากเห็น และบางสิ่งบางอย่างในหนังที่เราเคยพากย์มาแล้วรู้สึกว่ามันขาดอะไรไป เราก็ให้หนังที่เราทำเองมันต่ออารมณ์ที่เราอยากเห็นอยากดู เข้าไปซะ จนทำให้เกิดหนังเรื่องนี้ขึ้นมา

คำถาม : นอกจากแรงบันดาลใจบางส่วนจากเรื่องราวของตัวเองแล้ว ประสบการณ์ในความเป็นพันธมิตรมีส่วนมากน้อยแค่ไหนอย่างไรในหนังเรื่องแรก

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : มันมีส่วนมาจากว่าเราทำงานพากย์หนังมาหลายปี มันมีความสนุก มันจะต้องมีความขำ มีความสนุก เพราะฉะนั้นพอเราจะมาทำหนังสักเรื่อง เราก็มองแต่ความรัก ความรักซึ่งต้องมีความสนุกเข้าไปด้วย เราเป็นคนที่ดูหนังเราก็ยังชอบหนังอย่างเดอะคลาสสิค หนังซึ้งๆ ดนตรีเพราะๆ ขำบ้างนิดหน่อย เรายังชอบแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยได้แรงบันดาลใจจากหนังเกาหลี หนังจีนฮ่องกงนี่เยอะมาก ความสนุก ความซึ้งๆ ที่เราได้เคยเจอมา แล้วเราได้เห็นที่เขาทำเฮ้ยมันซึ้งนะ มันน่ารักมากเลย อย่างหนังจีนมีอยู่เรื่องหนึ่งนะที่เห็นแล้วอย่างทำให้ได้อย่างนี้เลย ชื่อขอเพียง5วันให้ฉันรู้หัวใจเธอ (Fly Me To Polaris) แล้วตอนที่พระเอกมันเป่าแซ็คโซโฟน โอ้โห มันกดมันบีบคั้นอารมณ์ ถ้ามีโอกาสทำหนังต้องทำให้คนดูรู้สึกอิ่ม และมีความสุขกับแบบอย่างนี้ แต่ที่นี้ มันต้องมีตลกมีฮามีกะล่อน มีบ้าบอคอแตก ซึ่งหนังเรื่องนี้ คุณจะฮาจะสนุกในครึ่งค่อนแรก แล้วจะมีซึ้งมีอารมณ์อย่างที่เราอยากได้จากหนังซึ้งๆ สักเรื่องหนึ่งมารวมกันได้ในหนังเรื่องนี้แหละ

?รักสุดทีน

คำถาม : ที่พูดถึงมาริโอ้เป็นความตั้งใจแต่แรกเริ่มเลยรึเปล่าที่ว่าพระเอกหนังเรื่องแรกของเราต้องเป็นมาริโอ้เท่านั้น

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : แว่บแรกที่นึกถึงคือมาริโอ้ ก็คิดเหมือนกันว่า เขาจะเล่นเหรอ วันแรกที่เสี่ยบอกเดี๋ยวเอาบทไปให้หม่อมน้อย ให้มาริโอ้ดู ยังนึกเลยว่าเขาจะเล่นเหรอ อย่างที่บอกที่เรากลัวว่าเขาจะไม่เล่นก็คืออย่างที่ผ่านมา อย่างสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารักก็หล่อ เดินเท่ห์ มาอุโมงค์ผาเมืองก็เป็นพระนิ่งไปหมดเลย เขาเล่นแบบ ทุกเรื่องคือหล่อไม่หลุดจากความหล่อเลย ดูดีไปหมด อย่างรักแห่งสยามก็ยังดูใสๆ แล้วเราก็ตามงานเขามาตลอด แต่ว่าเฮ้ยให้เขามาทำอะไรบ้าๆบอๆอย่างนี้เขาจะทำรึเปล่า เขาจะมาเล่นรึเปล่า นี่คือสิ่งแรกที่เรากลัว เขาจะกล้ามาทำอย่างนี้มั้ย แต่ในใจรู้สึกว่าถ้าเป็นมาริโอ้คนนี้ มันจะได้ในสิ่งที่ว่าเฮ้ยคนหล่อๆ ก็มาทำอะไรที่มันบ้าๆ บอๆ ก็เป็นนะ คือเขาสามารถที่จะเลือกผู้หญิงคนไหนก็ได้ เขาสามารถที่จะเข้าไปในผับ สะกิดได้เลย มีสิทธิ์แน่ๆ แต่อยู่ๆมาทำอะไรที่ไม่เคยทำให้กับผู้หญิงคนหนึ่งมันคงน่าจะทำให้หนังเราดีขึ้นเยอะเลย ยอมรับเลยว่าดีใจได้เขามาเล่น แล้วเขามาเล่นให้เราเกินร้อย เขาสามารถที่จะตีบทแตก เขาสามารถที่จะนำเสนอได้เลยว่า พี่อย่างนี้นะ พี่อย่างนั้นนะ ซึ่งบางทีไม่พอ เฮ้ยโอ้ขออีก เขาให้เลย กะล่อนไม่พอ เอาอีก เพิ่มอีก คือให้เขาบริหารเสน่ห์เต็มที่เลย หล่อเต็มที่ ทำทุกอย่างเต็มที่ แล้วพอคนเรามันหล่อนะ คุณจะทำบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่น่าเกลียด มันดูดีหมดเลย

แล้วมีอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกได้ คือเขารักกับโปรเจ็คต์ของเราด้วย เพราะเขาทำการบ้านตลอด มาถึงไม่ต้องอะไรมาก แค่ถามนิดเดียว ประมาณอย่างนี้ใช่มั้ยพี่ เขาไปได้เลย ไม่ต้องไปหนักใจอะไรกับเขาเลยได้เขามาเราก็ดีใจ มุกตลกจะอยู่ที่พล่ากุ้งกับจั๊ดสองคนคอยรับคอยส่งกันเลย อย่างโอ้นี่บางฉากนี่แทบไม่ต้องพูดอะไรเลย ไม่รู้ว่าเขาจะเล่นรึเปล่า เราก็เกรงใจเขานะ แต่พอในวันแรกที่เราเปิดกล้องถ่าย ถ่ายวันแรกเนี่ยะ โอ้โหเขาไม่มีคำพูด แต่เขาบริหารเสน่ห์ ทำท่าทำทาง เติมมุก คิดคำแทนเรา แล้วก็กล้าเล่นเลย ผมกลับไปคืนนั้น กลับไปนั่งเขียนเติมเลย ผมเติมทุกอย่างให้โอ้เล่นได้ ต่อมุกได้ พูดจากวนโอ้ยได้ทุกอย่าง ฉากแรกเรามาถ่ายวันหลังจากเดิมไม่มีคำพูดโอ้เลย พล่ากุ้งโดนนักเลงแซวกลางไฟแดง คือโอ้เขากล้าเล่น เราก็กล้ายัดคำพูดให้เขาเล่น พอเรารู้ว่าเขาสนุกกับเราแล้ว เขามีความสุขกับเราแล้ว ทีนี้คำพูดก็ยัดเข้าเต็มที่เลย เติมมากลางกองเลย เติมมาจากที่บ้านให้โอ้เต็มที่เลย พอเลยไปวันแรกแล้ว เราอุ่นใจเลยว่าเขาเล่นในแบบที่ว่าเราไม่เคยเห็นเขาเล่นแบบนี้ เขาทำหล่อ ทำท่าทำทาง เป็นสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งเคยหล่อแล้วเล่นในจอหนังคือดูดี แต่นี่กะล่อนแต่ดูดี ทะลึ่งแต่ดูน่ารัก ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็น ซึ่งผมได้เห็นแล้วมีความสุขที่ได้เห็นเขาในแบบนี้

?รักสุดทีน

คำถาม : คนดูจะได้เห็น มาริโอ้ เมาเร่อ แตกต่างจากหนังเรื่องก่อนหน้านี้ที่เคยผ่านตาอย่างไรบ้าง

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : ถึงใจ ก็คือผู้ชายทุกทีก็จะจีบผู้หญิงในผับ มีความสุขกับการได้เที่ยวไปวันๆกับกลุ่มของเพื่อน เจอใครก็จริงใจไปเป็นรายวัน ไม่เคยสนใจอะไรทั้งสิ้นเลย แต่ไม่ใช่คนที่ไม่มีแก่นสาร เขาก็ไปลงทุนกับเพื่อนเปิดร้านขายยีนส์ใต้สะพานพุทธ เพียงแต่ว่าเรื่องของความรัก เขายังค้นหาตัวเองไม่เจอ รู้แต่ว่าเจอใครก็คือจริงใจไปหมด คบกันเป็นรายวันสนุกกันไปถี่ๆ ส่วนชื่อจริงของเขาตามที่บ้านพ่อตั้งไว้คือเอกชัย แต่เพื่อนๆ จะเรียกว่าไอ้ถึงใจ เพราะผู้หญิงจะรู้เลยว่าผู้ชายคนนี้ถึงใจมาก ไปกับผู้หญิง 2-3 คนในคืนเดียวก็ไปได้หมดทำได้หมดให้ถึงใจ คือรับได้หมดในสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ถ้าเป็นผู้หญิง เขาก็จะมีสโลแกนของเขาเลยว่า เอกชัย ฉายา ถึงใจ หล่อเหลือล้น ทนยิ่งนัก รักใครไม่เป็น คือสามารถทนได้ทุกสภาวะ ผู้หญิงจะเข้ามากี่คนก็รับได้หมด แต่ฉันรักใครไม่เป็น ไม่เคยรักใคร ไม่มีหัวใจ คือไม่รู้ว่ารักคืออะไร? รู้แต่ว่าจริงใจ วันนี้ฉันจริงใจกับเธอ ทักได้หมด คุยได้หมดมีทุกอย่างเหมือนกับเป็นผู้ชายยุคนี้เข้าผับ กินเหล้า หลีสาว ก็สนุกกันชั่วข้ามคืนกันไป นั่นก็คือบุคลิกของเขา

?รักสุดทีน

คำถาม : แต่สีสันความสนุกสนานของ ?รักสุดทีน? ก็ไม่ได้มีแค่มาริโอ้คนเดียว

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : นอกจากตัว ?ถึงใจ? ที่เล่นโดยมาริโอ้แล้วยังมี ?พล่ากุ้ง? กับ ?จั๊ด (ธีมะ)? ในเรื่องทั้งคู่เขาก็จะเป็นหุ้นส่วนในการเปิดร้านขายกางเกงยีนส์ด้วยกัน แล้วก็เป็นก๊วนเที่ยวที่จีบหญิงกันด้วย อย่างตัวละครพล่ากุ้งที่เขียนไว้คือต้องขี้เหร่ ต้องดูไม่ดี ต้องกวนๆ หญิงไม่ค่อยสน ก็เลยต้องให้จั๊ดหรือโอ้คอยหาหญิงมาป้อน เขาจะเป็นคนที่คอยดูแลเพื่อนฝูงได้ แต่หาหญิงเองไม่ได้ เขาชื่อ ?เต็มใจ? ฉายาคือ ?เต็มสูบ หล่อล้างโลก โชกเลือด เชือดใจสาว? การได้พล่ากุ้งมาได้ขำ มุกเขาเยอะมากเลย เขาเล่นตอบรับกับตัวจั๊ด ดีเจจั๊ดได้เข้าขากันดีมากเลย สนุก เราเห็นเลยว่า พล่าเป็นคนที่ใส่ใจกับมุก ?คิดมุกให้เราทุกเม็ดเลย เติมให้ตลอด? เขาจะมาขายมุกก่อนถ่ายตลอดเลย เราจะรู้ว่าจังหวะการทิ้งคำของมุก เราเข้าใจ แต่พอเขาเล่นสดๆ ?เขาจะฟังเรา พอมีดีไซน์มา เฮ้ยคำนี้ถ้ามีอะไรต่ออีกนิด พล่าเติมอะไรอีกนิดจะฮา ซึ่งได้ดั่งใจเรา สิ่งที่เราได้จากเขามาผมว่าเกินร้อย

ส่วนตัวจั๊ด คือตลอดเวลาทั้งที่ไปจีบหญิง แม้กระทั่งไปอยู่ในร้านขายยีนส์ เขาจะคอยเป็นคนต้อนผู้หญิงมาให้เพื่อน แต่เขาไม่เอานะ เขาเป็นตุ๊ดแอ๊บแมน คือสามารถหาผู้หญิงมาป้อนเพื่อนได้ เขาเป็นคนพูดเรียบร้อย พูดกับผู้หญิงจะเพราะ ผู้หญิงจะหลง แต่สุดท้ายคือพอป้อนมาได้ก็จะต้องมาลงที่เขาซะเกือบทุกครั้ง เพราะเพื่อนจะทิ้งไปบ้างอะไรบ้าง แล้วต้องมารับเละสมาคมตุ๊ดจะไล่เขาออกจากสมาคมแล้วนะ ?พอพระเอกไปมีแฟนแล้วไปมีรักจริงแล้วก็ทิ้งๆ ทิ้งผู้หญิงให้เขาตลอด แล้วจั๊ดเขาเป็นคนที่เล่นมุกได้ แหกบทได้ สบายมาก เขาสามารถพูดบทครึ่งหน้ากระดาษได้เลยโดยไม่ผิดสักคำเดียว? คือตัวจั๊ดที่ได้มานี่ เริ่มมาจากผมได้ดูเขาเล่นในหลุด4หลุดตอนฮูอาร์กง แล้วชอบ นั่นคือมาร์คในใจไว้เลยว่าต้องคนนี้คนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่าเขาชื่อจั๊ด มาตั้งว่าจัดให้ ก็ดีก็กลายเป็นชื่อเขาไปเลย ก็ดีเจจั๊ด แล้วในหนังก็คือจัดให้ ก็ลงตัว แล้วเขาเล่นกับทีมในกลุ่ม 3 คนได้ดีมาก ลื่นไหลดี มุกออกมาเป็นตัวตนของเขาเลย หวานๆแหววๆแต่แอ๊บ แมน มีนิยามคือ หล่อเกินมนุษย์ แต่เป็นตุ๊ดนะจ๊ะ เปิดฉากมาให้คนดูรู้เลยว่าเป็นตุ๊ดแน่ๆ

?รักสุดทีน

คำถาม : มาถึงตัวละครสำคัญที่พูดได้ว่าเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวนั่นคือบทนางเอก

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : ตอนแรกที่นั่งเขียนบทก็พยายามนึกถึงดารานางเอกดังๆ หลายคนนะ แต่พอนั่งนึกไปถ้าเป็นคนที่คนดูเคยเห็น หรือคุ้นหน้าบ้างแล้ว ก็คิดว่ามันไม่ใช่นะ? มันต้องหน้าใหม่ๆ แล้วบอกทีมงานทุกคน บอกโปรดิวเซอร์ไปว่า ต้องเป็นคนที่เห็นแล้วต้องหันขวับเลยนะ คือวันแรกที่เขามาแคสท์ และเราก็ดูกันไปหลายคน แต่พอไอซ์มาแคสท์ผมอยู่ในห้องพากย์ น้องทีมงานก็บอก พี่คนนี้มานี่หันขวับเลย แล้วผมเน้นเลยว่านางเอกหนังผมขอให้นุ่งกางเกงยีนส์แล้วสวย เพราะพระเอกอยู่กับยีนส์มาค่อนชีวิต เพราะมันขายยีนส์ตลอด ถ้านุ่งยีนส์ไม่สวยมันไม่เอา เพราะฉะนั้นผมเลยขอให้ทุกคนที่มานุ่งยีนส์ แล้วพอไอซ์มาวันแรกโอ้โหหันขวับเลย นุ่งยีนส์เข้ารูปดูดีมาก เป็นผู้หญิงที่ดูมีเสน่ห์ แล้วหน้าตาก็ได้ ไม่ใช่ผู้หญิงวัยรุ่นกุ๊กกิ๊กตามผับทั่วไปที่พระเอกเจอ หน้าตาไม่ใช่อย่างนั้นเลย มีความคิดความอ่าน แต่นี่คือมันนิ่งได้

แล้วในเรื่องมันมีซึ้งได้ ผมก็ให้เขาแสดงฉากซึ้งก่อนเลย ขอดูฉากซึ้งฉากร้องไห้ก่อนดูจังหวะมือ กิริยาร่างกายเขา ภาษากายเขา ก็รู้ว่าเขาใหม่ แต่ผมคิดอย่างนี้นะว่าถ้าหน้าตาได้บุคลิกได้แล้ว มีความตั้งใจจริง บางสิ่งบางอย่างมันเติมให้เขาได้ เอาบทไปนั่งอ่าน ไปฝึกแอ็คติ้งการแสดง เพิ่มเติมมา แล้วพอเขามาทำให้เราดูในเวลาถ่ายทำจริง แน่นอนว่าฉากธรรมดาฉากหวานฉากสวยนี่ผ่านอยู่แล้ว แต่ฉากซึ้งก็ให้เวลาเขาหน่อย ให้เขาบิ้วอารมณ์นิดนึง แล้วเขาก็ทำได้ออกมาอย่างที่เราต้องการ บทนี่ค่อนข้างท้าทายจริงๆ เพราะว่ามันคือจุดศูนย์กลางของหนังเลย พระเอกหล่อขนาดนี้ แล้วถ้านางเอกไม่สวยขนาดนั้น มันเป็นไปไม่ได้ แล้วมาตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้คนเดียว ผมคิดว่าพอเขาได้บทตรงนี้ไปแล้ว เขาสามารถขยี้มันได้ หรือเล่นไปได้อย่างที่เขาต้องการ ทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเขาคือศูนย์กลางของหนังจริงๆ ตอนแรกยังพะวงนะ เพราะเราไม่รู้ว่าพอถ้าเข้าไปในกล้องแล้วจะเป็นอย่างไร จะทำให้คนเชื่อได้รึเปล่าว่าสามารถทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่หล่อขนาดนี้มาหลงรักตัวไอซ์ได้ ก่อนจะมาถ่าย มาเล่นให้ดูนะ แล้วเราก็ไม่เคยดูผ่านกล้อง พอวันแรกในฉากร้านอาหารแล้วไฟผ่านกล้องลงมาที่หน้า สีน้ำตาลๆ โอ้โหหน้าน้องเขาขึ้นกล้องจริงๆ แล้วพระเอกก็หล่อจริงๆ แล้วทั้งคู่มองหน้ากันสายตาแต่ละคนได้อย่างใจที่เราต้องการเลย ทำให้เราเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้ถ้าเข้ามาในชีวิตเรา เราก็สามารถทำดีให้กับผู้หญิงคนนี้ได้นะ

?รักสุดทีน

คำถาม : ถึงแม้ว่าลุคส์ของหนังจะออกมาดูเป็นวัยรุ่นมากๆ แต่ความสนุกของตัวหนังตามความตั้งใจของผู้กำกับก็ยังมุ่งเน้นถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความผูกผัน ผ่านความน่ารักที่ทั้งแสบ และกวนของตัวละครอื่นๆที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของตัวพระเอกด้วย

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : ก็ถือว่าเป็นความตั้งใจเลยละ (หัวเราะ) อย่างผมมีคนข้างบ้านที่พ่อแม่ตี๋ๆตาตี่ๆ แต่ลูกก็ออกมาหล่อได้ ก็คิดว่าคงไม่ขัดกับความรู้สึกของหนังหรอก เราก็ตั้งใจไว้แล้วพ่อต้องเป็นคุณอรุณ (ว.จิราวัฒน์, หลุด 4 หลุดตอนฮูอาร์กง) มาเล่นเป็นพ่อของมาริโอ้ พ่อต้องกวนอย่างนี้ ลูกถึงจะออกมาได้กวนอย่างนี้ ถ้าพ่อไม่กวน ไม่งั้นลูกมันจะออกมากวนไม่ได้ คือพ่อจะกวนมาก แม่ก็จะเรียบร้อย (รับบทโดยสุพร สังฆะภิบาล) แต่ทั้งสองคนนี่ก็คือพ่อก็ตาตี่ แม่ก็ตาไม่มีเหลาเต้ง แต่ลูกออกมาหล่อขั้นเทพ คือลูกจะมาไถตังค์ตลอด คือไถเพื่อไปลงทุนร้านยีนส์ พ่อก็จะนั่งด่ากระแหนกระแหน ในครอบครัวนี้ก็จะมีลูกสาวอีกคนหนึ่งก็คือ น้องหมูฉึกฉึก (น้องลิซซี่?-?ด.ญ.เฟลิเซีย? ณัฐษณา บุทเชอร์) พ่อแม่หน้าตาอย่างนี้แต่ลูกออกมาขั้นเทพหมดเลย ลูกสาวก็น่ารัก ลูกชายก็หล่อ นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจเลยว่าให้มันขัด ผมพยายามบอกทุกคนว่าเล่นตามความรู้สึก บางทีพ่อก็มาขายมุก ว่าเออเติมได้มั้ย เติมไปเลยคุณรู้สึกอย่างไรกับบทเติมไปเลย คุณรู้สึกอย่างไรกับบทกับตัวละครตัวนี้ ฉะนั้นทุกคนที่เล่นหนังเรื่องนี้จะเอาความเป็นคนจริงๆ เข้าไปเล่นหมด ให้เล่น อะไรได้ผมซื้อ ไม่ไปใส่กรอบโป๊ะว่าต้องแค่นี้นะ เหมือนเวลาผมพากย์หนังนะ คุณสาดเข้ามาเลย คุณสาดเข้ามาเลย โอเคผมซื้อ หรือดาราอยากเล่น เล่นข้ามาเลย ผมฟัง โอเคผมซื้อ

คำถาม : ก็เลยเป็นที่มาของความตั้งใจเลยว่าบทๆนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อนักแสดงที่เราเล็งไว้เลยว่าอยากให้มาเล่น

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : อย่างพี่อรุณรู้จักมาเป็น 10 ปีแล้ว มาแท็คทีมกับนักแสดงที่เล่นเป็นแม่รับรองคนดูขำกลิ้งแน่ๆ โดยส่วนตัวอย่างคุณอรุณที่ตั้งใจให้มาเล่นรู้จักกันตั้งแต่หาดใหญ่เลย เป็นคนใต้เหมือนกัน บุคลิกเขาเองก็เป็นคนกวนๆ อย่างนี้ ก็ไม่นึกว่าเขาเล่นได้ขนาดนั้น บทพ่อก็หมือนกับจั๊ด เขียนบททีแรกต้องอรุณคนเดียวเลย ไม่มีคนอื่นเลย กวนซะขนาดนี้ ลูกชายก็กวนโอ้ย กวนกับกวนมาเจอกันยังไม่พอ ยังมีเพื่อนลูกอีก อย่างพล่ากุ้ง พอทั้งคู่มาเจอกันปล่อยให้ต่างคนต่างขยี้กันเลย บทมีไว้แค่เนี้ยะ 8 บรรทัด? เขาจะไปเป็น10บรรทัดเลย ไล่กันไปเลย โต้ตอบกันแต่ละคนจะไม่ยอมกันเลย ซึ่งสนุกมาก

ต้องบอกอย่างนี้ครับคือหนัง รักสุดทีน นอกจากความรักของพระเอกนางเอก,แก๊งค์เพื่อนความรักของพ่อลูกแล้ว ก็จะมีความรักของรุ่นเด็กก็คือน้องสาวของพระเอกกับน้องชายของเด็กผู้หญิงข้างบ้านเอาสองคนรุ่นจิ๋วก่อน ก็ได้น้อง ลิซซี่ และ น้องตี๋บ๊วย ที่โฆษณา 6 เม็กๆ (น้องภีมม์ ด.ช. กษิดิศ? กฤตพิทยาเวช) 2 คนนี้ก็เป็นรุ่นเด็ก เป็นรุ่นเด็กที่จะเป็นความรักแบบใสๆ ไม่ใช่ความรักของรุ่นใหญ่ ก็จะกุ๊กกิ๊กๆกันไปตามประสาเด็กบ้านใกล้กันก็จะออกมานั่งเล่นบีบีกดหากัน ซึ่งน้องลิซซี่และน้องตี๋บ๊วยเล่นได้น่ารักมาก ไม่ต้องห่วงเลย2คนนี้ออกมาคนดูต้องอมยิ้ม น้องเขาพูดแบบไร้เดียงสาภาษาเด็ก ฟังดูแล้วมันน่ารัก บางทีทำให้เราได้คิดเหมือนกันนะว่าเฮ้ยบางทีความรักมันก็ทำให้เรา มีพลังให้เราทำบางสิ่งบางอย่างได้ บางสิ่งบางอย่างที่ผู้ใหญ่ทำไม่สำเร็จ มีพลังเพื่อที่จะฟันฝ่าไปถึงจุดหมายได้? ทุกอย่างพอเราใส่คำพูดให้เด็กไปแล้ว ผู้ใหญ่ฟังก็จะคิดตาม มันใช่เว้ย เด็กก็คิดเป็น เพราะเด็กยุคใหม่มีบัตรประชาชนแล้ว (หัวเราะ)

แล้วตอนถ่ายน้อง2คนทั้งกองมีความสุข คือทั้งโอ้ ทั้งใครต่อใครที่เข้าฉากกับเขา ก็จะรู้ว่า อืม น้องเขาจำบทเก่งด้วยนะ ยิ่งฉากไฮไลท์ที่น้องหมูฉึกฉึก น้องลิซซี่ไปพูดกับพระเอกในฉากที่พระเอกกำลังผิดหวัง มีความไม่สบายใจ สายตาเขาจะแสดงออกถึงความเป็นห่วงพี่ชายเขา พูดแต่ละคำเราไม่นึกเลยว่าเด็กตัวเล็กๆแค่นี้ ซึ่งเราจะรู้เลยว่าน้องคนนี้เข้าใจในคำพูดที่เราป้อนใส่ปากเขา เล่นหนังเก่ง ทุกคนจะรู้เลยว่าจับตาดูน้องสองคนนี้จะทำให้หนังมีความอบอุ่นมีความรัก กับเด็กที่ไร้เดียงสา มาเล่นฉากนี้ได้ ผมว่าเขาเกิน10? นอกจากนี้ก็จะมีน้อง เจแอน ซึ่งรับบทเป็นน้องครีม เป็นน้องข้างบ้านที่มาแอบชอบพระเอกเป็นพี่สาวของตี๋บ๊วย พี่ชายคนนี้มาเมื่อไหร่ น้องครีมข้างบ้านเขาก็จะคอยซื้อขนมมาให้ แอบปิ๊งตลอด พ่อก็จะมาคอยเตือน ระวังนะ อย่าไปทำอะไรไม่งั้นต้องย้ายบ้านหนีไปทั้งบ้านเลยนะ ก็เป็นตัวละครที่น่ารักอีกตัวหนึ่ง

?รักสุดทีน

คำถาม : คงต้องให้เล่าแล้วละว่า ?รักสุดทีน? เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : รักสุดทีนนี้ก็ประมาณว่าทำอะไรก็ต้องสุดๆ ไปเลยทุกอย่าง เรื่องนี้คุณจะได้เห็นมาริโอ้สุดทีนสุดโต่งในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน หล่อก็หล่อแบบสุดทีน จีบหญิงก็สุดทีน แล้วจริงใจก็สุดทีน คือคนไหนเข้ามาก็จริงใจหมด มีการลงทุนเปิดร้านขายยีนส์ใต้สะพานพุทธกับเพื่อน มีเงินพ่อมาลงทุน เอาเงินมาแล้วก็ไปคืนพ่อ ยกเว้นเรื่องความรัก เขาไม่รู้ว่าความรักคืออะไร

โดยมีเพื่อนสองคนคือ พี่พล่ากับพี่จั๊ด 2คนนี้คือแผนกเสิร์ฟลูกให้เพื่อน เพื่อนหน้าหล่ออยู่แล้วเดี๋ยวหาหญิงมาก็ต้องมีเผื่อตกถึงท้องเพื่อนบ้างเหมือนกัน ก็ไปกันทั้งแก๊งค์สามคน คือไม่มีความรู้สึกเลยว่าฉันต้องรักใครึเปล่า ผู้หญิงเข้ามาก็คืออาหารว่างของฉันแค่นั้นเอง แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งเกิดมีผู้หญิงคนหนึ่งหลุดเข้ามาในสายตาของเขา หลุดเข้ามาแล้วหลุดเข้ามาอีก แค่ 48 ชม. ผู้หญิงคนนี้ผ่านสายตาเข้ามาแล้วถึง 3 ครั้ง เฮ้ยมันไม่ธรรมดาแล้ว แล้วครั้งแรกที่เห็นในผับ ในผับผู้หญิงเยอะมากแล้วทุกอย่าง แต่มันโดดเด้ง โดดเด่นออกมาแบบไม่เหมือนใครเลย แต่เขาก็หายไป รุ่งเช้าอีกครั้งหนึ่ง

ขณะที่ตัวเองกำลังจีบหญิง หลีหญิงอยู่ ผู้หญิงคนนี้ก็ผ่านเข้ามาในสายตาอีก แล้วพอกลางคืนตัวเองไปเปิดร้าน เจอผู้หญิงคนนี้ถึง3ครั้ง พล่ากุ้งบอกเจอ3ครั้ง48ชม.ตามเคล็ดต้องเสร็จเรา เขามีเคล็ดของเขาอยู่? ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่าผู้หญิงคนนี้พระเจ้าส่งมารึไงฟ้าส่งมาให้เขารึเปล่า จนเขาอยากจะเจอซ้ำซากเจออีกเรื่อยๆ เขาอยากจะทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำให้กับใครมาก่อน ซึ่งไม่เคยคิดด้วยว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ คือทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยินเสียงของ พูดอะไรก็ได้เรื่องงี่เง่า อยากบอกทุกอย่าง ทั้งๆที่บางสิ่งบางอย่างไม่เคยพูดจริงกับ ซึ่งบางทีบางสิ่งบางอย่าง เราไม่รู้ว่าคำตอบว่าจริงๆแล้วคือฟ้าส่งมาจริงหรือไม่? ต้องให้เขาเป็นคนดีจริงรึเปล่า มันมีสิ่งอะไรซ่อนเร้นอยู่รึเปล่า หนังเรื่องนี้จะให้คำตอบ คุณไปดูรักสุดทีนแล้วคุณจะรู้ว่าโอ้เปลี่ยนไป โอ้รักใครรักจริง รักวายป่วงเลย แต่สุดท้ายโอ้ต้องถามตัวเองว่ามันใช่รึเปล่า

คำถาม : คิดว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหน อย่างไร

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันมีหลายจุดนะ อย่างครึ่งแรกของหนังคุณจะได้รับความสนุก ได้ฮาแน่ ได้ตลกในแนวทางของพันธมิตร ได้สนุกในการที่ตัวละคร3-4ตัวเข้าผับจีบหญิงมีคำพูดคำจาคารมกวนๆ ตามสไตล์ที่เราเคยดูเคยฟังหนังพากย์มา ซึ่งแทนที่เราจะใช้เสียงพูดในหนังจีนหนังฝรั่ง เกาหลี เราก็เอาคำพูดเหล่านี้มาใส่ปากดาราซะ ให้เขาเล่นแทนความรู้สึกของเราแบบนี้ ซึ่งถ้าฉากแบบนี้ เราไม่เคยใช้คำพูดแบบนี้ในหนังต่างประเทศนะ? แล้วเราให้เขาพูดในหนังไทยเลย อืม กวนผู้หญิง จีบผู้หญิง ต่อว่ากัน กัดกัน กวนกัน ซึ่งผมคิดว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์แรก คุณได้อารมณ์ตรงนี้แน่ๆ คุณจะได้ขำ ได้ฮา และหลายๆ ฉากคุณได้สนุกแน่ๆ ในอารมณ์กวนๆ ของหนัง แล้วพอไปถึงช่วงที่เขารักกัน เขามีความสุขกัน คุณจะได้อารมณ์ซึ้งๆ ในมู้ด ของพระเอกก็หล่อ นางเอกก็สวย? แล้วทุกอย่างมันออกมาดูแล้วโลกสวยงามไปหมด ได้ทั้งตลก สนุก ซึ้ง ตอนจบก็จะมีหักอารมณ์นิดหนึ่ง ไปดูแล้วจะรู้ว่ามันคืออะไร เป็นสิ่งที่บางทีเราก็เคยเห็นในหนังซึ้งๆ ของหนังต่างประเทศมาหลายเรื่อง เราก็อยากให้มีอย่างนั้นในหนังของเราบ้าง เราก็หักอารมณ์คนดูนิดหนึ่งในส่วนที่เกิดขึ้นกับตัวละคร

คำถาม : ยืนยันว่าเป็นหนังไทยที่ตอกย้ำลายเซ็นต์ในความเป็นพันธมิตรมาทำหนัง เป็นหนังรักสนุกสนานในแบบพันธมิตร

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : ต้องมี คือพอบอกว่าเราทำหนัง ทีมพากย์หนังพันธมิตรไปทำหนัง ถ้าไม่มีตรงนี้ ไม่มีสนุก ไม่มีตลก ไม่มีกวนเนี่ยะ เราโดนแน่ๆ คือเราเองก็ตั้งใจจะทำอย่างนั้นจริงๆ เราตั้งใจใส่เข้าไป เพราะเราเป็นคนชอบดูหนังสนุก เราชอบดูหนังตลกอยู่แล้ว ชอบดูหนังซึ้งๆ ตลก ทุกอย่างให้มันครบรส โรแมนติค คอมมิดี้ ฉะนั้นพอเรามีโอกาสได้ทำแล้ว ครึ่งเรื่องแรกผมว่าผมใส่ไม่ยั้งนะ สุดทีนเลย แต่ก็ไม่ให้เลอะเทอะเกินไป ให้อยู่ในแกนของเรื่อง คือทุกคนที่ไปทำ ไปกวน ไปพูด ในเส้นเรื่องต้องไปอย่างนั้น แต่ไม่เติมมุกแบบเลอะเทอะเข้าไปเพื่อให้มาขำโดยที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง ไม่ใช่ ให้มันเดินไปตามแกนของเรื่องไป

รักสุดทีน

คำถาม : มาถึงตรงนี้ติดใจกับงานกำกับภาพยนตร์แล้วรึยัง

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : อืม เหนื่อยมากๆ เลย อย่างที่บอกคือเราพากย์หนังกี่ปีมันก็คือเหมือนกับเราเลี้ยงลูกชาวบ้าน ทำหนังก็เหมือนกับลูกเรา เราทำขึ้นมาเอง ป้อนน้ำป้อนนมขึ้นมาเอง โตขึ้นมันจะเป็นเด็กดีเด็กเลวไม่รู้ แต่เราก็เลี้ยงมันมา เหนื่อยมากเลยระยะที่เรากว่ามันจะเกิดมา กว่ามันจะโตขึ้นมาเนี่ยะ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความภูมิใจถ้ามันได้ฉายขึ้นสู่จอ แต่ถ้าผลลัพธ์จากคนดูจะออกมาเป็นอย่างไร ผมไม่รู้นะ ผลลัพธ์รายได้ ผมไม่ห่วงเลยนะ ผมไม่สนใจเลย ผมรู้แต่ว่าถ้าได้ขึ้นจอเมื่อไหร่ลูกเราได้เปิดเผยโฉมหน้าแก่คน ??คนได้เห็นหน้าลูกเราแล้วละว่าลูกเราจะน่ารักหรือขี้เหร่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดีแล้วละ ฉะนั้นเหนื่อย แต่ก็คิดว่าถ้ามีลูกคนที่สองได้ ก็อยากจะมีเหมือนกันแหละ แต่มันเป็นเรื่องของโอกาสหน้า

คำถาม : อยากฝากอะไรกับคนดูและแฟนๆพันธมิตร

รักสุดทีน โต๊ะ พันธมิตร : คุณได้ความสนุกแน่ๆ ผมดูผมก็สนุก เหมือนกับว่าเราเองก็ผ่านอะไรมาเยอะในจุดที่ว่าจุดที่มันมีสนุก จุดที่มันมีความสุขกายสบายใจ แล้วบางสิ่งบางอย่างที่ผมเคยเห็นวัยรุ่นรุ่นผมรุ่นอะไรเขาทำกันมา แล้วยังไม่เคยเห็นบนจอหนัง เราก็มาทำให้คนดูได้เห็นว่า เฮ้ยบางสิ่งบางอย่างให้คนหน้าหล่อๆมาทำอะไรบ้าๆ บอๆ อย่างงี้ได้ด้วยเหรอ ทำแล้วน่ารักนะ ทำให้คนที่แบบ เฮ้ยคนที่หน้าหล่อๆอย่างนี้ ยังถูกหักหลังได้อีก บางสิ่งบางอย่างที่เราอยากเห็น เราอยากเห็นว่าคนหล่อมันก็เศร้าเป็นเหรอ มันก็ซึ้งเป็นเหรอ? เราอยากเห็นอะไรเราก็ใส่ไปอย่างนั้น? สิ่งที่เราอยากดูแต่ไม่เคยเห็นในหนังเรื่องอื่น เราก็ทำให้เราได้ดูซะ? แค่นั้นเอง อยากเห็นอะไรเราก็ทำใส่เข้าไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้น? และผมคิดว่าคนดูคงน่าจะชอบ ต้องบอกว่าหนังผมไม่ทะเยอทะยานไม่ยิ่งใหญ่หรอก รู้แต่ว่าคุณดูออกมาคุณได้หัวเราะ ได้ยิ้ม ได้ซึ้ง และคุณต้องได้ความสุขจากหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน? รักสุดทีน 1 มี.ค. นี้ครับ