“เด็กสาว” ผลงานกำกับหนังเรื่องแรกของ “ฟ้า พูลวรลักษณ์” จากนักเขียนสู่ผู้กำกับ

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / “เด็กสาว” ผลงานกำกับหนังเรื่องแรกของ “ฟ้า พูลวรลักษณ์” จากนักเขียนสู่ผู้กำกับ

เด็กสาว Bloom

ภาพยนตร์เรื่อง ?เด็กสาว? (Bloom) มิตรภาพ? ความรัก? ความผูกพัน ของเด็กสาววัยแรกแย้ม…? รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และหยาดน้ำตามาพร้อมกับการแข่งขัน เด็กสาว… วัยแห่งความทรงจำ วัยแห่งความหลังที่ไม่อาจลืม

?เด็กสาว? (Bloom) ผลงานกำกับเรื่องแรกของนักเขียนชื่อดัง ?ฟ้า พูลวรลักษณ์? ภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณ ?อบอุ่นในหัวใจ?

ฟ้า พูลวรลักษณ์

จาก ?นักเขียน? สู่ ?ผู้กำกับ?

ชื่อของ ?ฟ้า พูลวรลักษณ์? ได้รับการเอ่ยถึงในสถานะของ ?นักเขียนและกวี? มานาน ผลงานของเขาปรากฏในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้ง นวนิยาย เรื่องสั้น รวมถึงบทกวีแคนโต้ แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ในนามของ ?ศิลปะ?

รวมถึงผลงานศิลปะล่าสุดอย่าง ?ภาพยนตร์? เรื่อง ?เด็กสาว? (Bloom) ที่เขาทุ่มเวลาเพื่อผลงานชิ้นนี้นานกว่า 2 ปี ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วก็อุ่นในหัวใจ พร้อมยิ้มกว้างไปกับมิตรภาพของเด็กสาวทั้ง 5 คน

…..แรงบันดาลใจสู่ภาพเคลื่อนไหว…..
นานมาแล้ว ครั้งหนึ่งผมได้รู้จักผู้หญิงคนหนึ่งจากอยุธยา ชื่ออ้อ เธอหน้ากลมๆ ใสๆ บ่ายวันหนึ่งเธอเล่าเรื่องราวของเธอ ที่เคยไปแข่งเรือ เหตุการณ์เล็กๆนี้กลับตรึงใจผม หลายครั้งที่ผมจะหวนคิดถึงมัน จนต่อมามันได้กลายเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของผมชื่อ ?สู้เขาสิ อ้อ? ในขณะเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ ผมก็มีภาพในใจเกือบสมบูรณ์ ราวหนึ่งกับว่ามันมีชีวิต จนผมคิดว่า หากมีวันใดที่ผมสร้างหนัง ผมก็จะสร้างเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก และมันก็ได้เกิดขึ้นจริง

…..เริ่มต้นจากเรื่องสั้นที่รัก…..
มันคือ coming of age ของเด็กผู้หญิง เรื่องราวของมิตรภาพ ความผูกพันของพวกเธอที่มีต่อสายน้ำ การที่ผมหยิบเรื่องนี้มาทำ สาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือความรักของผมที่มีต่อสายน้ำ ตอนหาโลเคชั่น ผมนั่งเรือซอกแซกไปโน่นไปนี่ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ผมมีข้ออ้างที่จะใช้ชีวิตกับสายน้ำ

แต่เรื่องสั้นไม่สามารถนำมาสร้างเป็นหนัง ๙๐ นาทีได้ หากไม่มีการต่อเติม ขยายความ ผมจำเป็นต้องคิดหารายละเอียด เรื่องราวมาทำให้หนังมีความยาวพอควร

ฟ้า พูลวรลักษณ์

…..ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำทุกหน้าที่…..
ผมทำหกหน้าที่ คือ ๑ ผู้อำนวยการสร้าง ๒ ผู้กำกับ ๓ คนเขียนบท ๔ คนตัดต่อ ๕ คนหาโลเคชั่น ๖ คนคาสติ้ง การทำแทบทุกอย่างมีข้อดีคือ มีเอกภาพ เพราะการตัดสินใจของผมเท่ากับคนหกคน จึงมีความรวดเร็ว มีพลัง และแน่ละ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย การทำหนังจำเป็นต้องใช้ไหวพริบ เพราะอาจมีปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้น การคนเดียวทำหน้าที่หลายอย่าง และมีอำนาจเด็ดขาด ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ที่หน้ากองเลย

…..ลงทุนเรียนทฤษฎี แต่หน้ากองคือของจริง…..
ผมไม่มีความรู้ในการทำหนังมาก่อนเลย การเตรียมตัว คือการไปเรียนภาพยนตร์เป็นเวลาสี่เดือน หนึ่งเดือนที่ New York Film Academy อีกหนึ่งเดือนที่ Budapest ที่จริงเป็นคอร์สเดียวกัน คือความรู้เบื้องต้นของการสร้างภาพยนตร์ เพียงแต่ที่นิวยอร์กผมเรียนระบบฟีลม์ แต่ที่บูดาเปส ผมเรียนระบบดิจิตอล ส่วนอีกสองเดือนผมเรียนเขียนบทภาพยนตร์ที่ลอสแองเจลิส ความรู้เหล่านี้ ทำให้ผมพอเข้าใจได้ว่าพื้นฐานของการทำหนังคืออะไร แต่ที่ไม่เรียนต่อ เพราะผมเชื่อว่า การเรียนรู้หน้ากอง น่าจะดีกว่า และประหยัดกว่า การแก้ปัญหาจากโจทย์จริง น่าจะมีความหมายกว่าการแก้ปัญหาจากโจทย์สมมุติ

…..นักแสดงหน้าใหม่ คือความใสที่จับใจ…..
มันเป็นเรื่องของสปิริต ผมทำอะไร สปิริตเป็นใหญ่ ผมอยากเห็นหนังที่มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์ และมีข้อดีอย่างอื่นอีก เช่น ทำงานง่าย เพราะพวกเขาไม่ใช่ดารา เวลานัดหมายมาถ่ายทำ จะง่าย ไม่ติดคิว หากเป็นดารา กว่าจะหาคิวว่างของพวกเธอได้ คงลำบาก แบบนี้ผมทำงานอย่างสบายอารมณ์ เวลาดูเราจะเชื่อได้มากกว่า ว่าเขาคือเขาจริงๆ เป็นตัวละครในเรื่องจริงๆ ความใสเหล่านี้คืออากาศบริสุทธิ์ตลอดเรื่อง

หลายคนเป็นนักกีฬาอาชีพด้วย ที่ต้องให้นักกีฬาอาชีพมาเป็นนักแสดงหลัก เพราะฉากสำคัญของหนังคือฉากแข่งเรือ ผมต้องการความสมจริงในการพายเรือ ฉากพายเรือเกือบตลอดเรื่องเป็นการพายจริง

เด็กสาว

…..สถานที่งดงาม เพลงประกอบไพเราะ องค์ประกอบที่ลงตัว…..
ผมหาโลเคชั่นเองซึ่งเป็นoutdoor เกือบทั้งเรื่อง โลเคชั่นที่ประกอบไปด้วยสายน้ำ สายลม อากาศ ต้นไม้เขียวขจี และแสดงแดดสดใส ซึ่งใช้เวลามากกว่าปกติ เพราะผมค่อยๆดู ไม่รีบร้อน ผมถือว่าเป็นการเที่ยวไปในตัว ถึงหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะได้มาเที่ยวแล้ว เป็นการทำงานอย่างช้าๆ เพื่อให้ได้คุณภาพ เพลงประกอบ เกิดจากผมได้ทดลองฟังเพลงปี่พาทย์มากมายนับร้อยเพลง และท้ายที่สุดก็สรุปว่าเพลงที่ผมชอบที่สุดและรู้สึกเหมาะกับหนังที่สุดคือ โยสลัม เพราะมันมีความร่าเริงสดใส และความซุกซนบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผมจึงบอกคนทำดนตรี ให้เอาเพลงนี้เป็นธีม

……หนังไม่?ติสต์ อย่าคิดว่าดูยาก…..
ผมคิดอยู่เสมอว่าหนังเป็นศิลปคนละแขนงกับหนังสือ หรือแม้แต่จิตรกรรม ดังนั้นหลักการทำงานจึงต่างกัน การทำหนังสำหรับผมต้องการให้ดูง่าย มีความบันเทิง หากต้องการทำงานยาก ต้องการการตีความ ผมคงกลับไปเขียนหนังสือดีกว่า สรุปคือผมถือว่าหนังยืนอยู่บนเสาหลักสองต้นที่มีความสำคัญทัดเทียมกัน คือเป็นศิลปและบันเทิง คนบางคนคิดว่าหนังเป็นศิลปะล้วนๆ ผมไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับคุณไม่ยอมรับทุนที่สูงมากของการสร้างหนัง คนบางคนคิดว่าหนังเป็นบันเทิงล้วนๆ เป็นการค้าล้วนๆ ผมก็ไม่เห็นด้วย ผมไม่ต้องการเสียเวลาในชีวิตของผมในการเป็นตลกคาเฟ่ หรือทำแดนเนรมิต หรือในการหาเงิน หากจะหา การทำหนังก็ไม่ใช่การค้าที่น่าทำที่สุด เพราะมันยังคงเสี่ยงมากอยู่ดี ไปทำการค้าอย่างอื่นดีกว่า

…..เสน่ห์ที่ทุกคนต้องตกหลุมรัก…..
เสน่ห์อยู่ที่ตัวเอกของหนัง ไม่ได้อยู่ที่ตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นบรรยากาศโดยรวม แม้แต่ความอ่อนหัด ความขัดเขินของพวกเธอ รวมทั้งความอ่อนหัดของผู้กำกับ ก็เป็นเสน่ห์ อันนี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า ความลงตัวของคอนเซ็ปต์ พูดง่ายๆคือ ตัวเอกของหนังเรื่องนี้ ได้แก่ สายน้ำ อากาศ ต้นไม้ และเด็กๆ สามในสี่นี้ คือสิ่งที่หนังเรื่องอื่นไม่ได้เน้น หรือมองข้ามไป แต่ผมกลับเน้นหนัก การออกแบบหนังทั้งเรื่อง มีโครงสร้างรองรับสิ่งนี้ เรียกว่าการถ่ายทำ ตั้งแต่เปิดภาพแรก จะให้สายน้ำเป็นตัวเอก เด็กๆเป็นเพียงสิ่งที่เกิดจากสายน้ำ การแข่งเรือก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสายน้ำ ท้องฟ้ากว้างใหญ่ จะเห็นว่าหนังเรื่องนี้เป็น outdoor เกือบทั้งเรื่อง มีเพียงสองสามฉากเท่านั้นที่เป็น indoor ส่วนฉากห้องเรียนซึ่งมีหลายฉาก ผมถือว่าเป็นฉากก้ำกึ่ง เพราะห้องเรียนเป็นที่สาธารณะ การออกแบบอย่างนี้ทำให้อากาศกว้างใหญ่ บริสุทธิ์ เหมือนจะบอกว่าเด็กๆของผม อยู่ในธรรมชาติ เกิดจากธรรมชาติ เป็นการบอกโดยไม่ได้ใช้คำพูด แต่บอกโดยบรรยากาศและวิธีการเล่าเรื่อง

…..ความหวังของผู้กำกับหน้าใหม่…..
อยากให้คนดูชอบ มีความสุข? ประทับใจ และไม่ขาดทุน (หัวเราะ)

——————————————

แฟนเพจ เฟซบุ๊ค www.facebook.com/DekSaoTheMovie/