‘การเมือง’ ในเรื่องเล่าและชีวิตคนทำหนัง (แสนวุ่น) ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / ‘การเมือง’ ในเรื่องเล่าและชีวิตคนทำหนัง (แสนวุ่น) ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี

‘การเมือง’ ในเรื่องเล่าและชีวิตคนทำหนัง (แสนวุ่น)
ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี

โดย ชลนที พิมพ์นาม
คงเดช จาตุรันต์รัศมี
คงเดช จาตุรันต์รัศมี

ในช่วงชีวิตวัย 43 ปีของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผ่านช่วงเวลาเหตุการณ์รัฐประหารในบ้านเราถึง 5 ครั้ง (2516, 2519, 2535 , 2549 และ 2557) และเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองอีกหลายๆ ครั้ง เมื่อลองมองไปในผลงานกำกับทั้ง 7 เรื่องของคงเดชแล้ว ก็ล้วนมีบรรยากาศฉากหลังเป็นสภาวะอันไม่ปกติทางการเมือง เป็นเครื่องมือบ่งบอกช่วงเวลาที่ตัวละครและเรื่องราวเกิดขึ้น

จนมาถึงหนังเรื่องล่าสุดอย่าง ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ ที่แม้เริ่มต้นคงเดชจะเขียนบทขึ้นด้วยความรู้สึกอยากสำรวจความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนรอบข้าง ที่ห่างหายไปในช่วงเวลาหลายปีผ่านมา หากเมื่อเกิดเหตุรัฐประหารในเดือน พ.ค. ปี 2557 ก็กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่นำมาใช้เป็นฉากหลังของหนัง เพื่อสะท้อนช่วงเวลาของผู้คนในยุคโซเซียลมีเดีย ที่เรื่องการเมืองและเรื่องส่วนตัวไม่อาจแยกหลุดจากกันได้อีกต่อไป – จึงอาจบอกได้ว่า คงเดชเป็นคนทำหนังไทยที่หยิบยกเรื่องการเมืองมาชวนให้คนดูขบคิดอยู่เสมอ แม้จะไม่ได้เอ่ยถึงหรือทำให้มันปรากฏชัดอย่างโจ่งแจ้งในหนังก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากกางไทม์ไลน์การทำหนังของเขา จะพบว่าเส้นทางของคงเดชหลังออกมาดุ่มเดินในสายหนังอิสระ มันช่างยั่วล้อกับสภาพการเมืองไทยอย่างสนุกสนาน นี่จึงเป็นการย้อนมองชีวิตนักทำหนังของเขาเบื้องหลังหมอกควันแห่งความวุ่นวายทางการเมือง

ภาพจาก 'Snap แค่...ได้คิดถึง'
‘Snap แค่…ได้คิดถึง’
การเมือง…ก่อนทำหนัง
ศึก (สมานมิตร ’17)
ศึก (สมานมิตร ’17)

แม้การรัฐประหารเมื่อครั้ง พ.ศ. 2516 และ 2519 ตอนนั้นคงเดชมีอายุเพียงไม่กี่ขวบปี แต่เมื่อเติบโตในวัยมัธยม เขาก็ได้เจอจุดเริ่มต้นความสนใจทางการเมืองจากหนังสือรุ่น ของรุ่นพี่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยที่ชื่อว่า ศึก (หรือ สมานมิตร ’17) “ปกติหนังสือรุ่นมันก็จะเล่มใหญ่ๆ แต่อันนี้มันเป็นไซส์แบบพ็อกเก็ตบุ๊ค แล้วเนื้อหาในนั้นมันก็เป็นบันทึกความรู้สึกของรุ่นพี่ต่อเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 มันก็ทำให้เราเริ่มซึมซับแล้วคิดว่า เฮ้ยทำไมเราต้องจ่ายราคาแพงขนาดนี้เลยเหรอวะ กับอำนาจหรืออะไรก็ตามที่ต้องได้มา ซึ่งมันก็เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มรู้สึกกับเรื่องการเมืองในบ้านเราด้วย”

 

การเมืองเปลี่ยนแปลง วงการหนังเปลี่ยนไป

หนังเมนสตรีมสามเรื่องแรกของคงเดชล้วนมีธีมหลักที่หลายคลึงกันคือการ ‘หลบหนีความจริง’ เพื่อตามหาความสุข โดยมีฉากหลังเป็นช่วงเวลาการเมืองอันไม่ปกติ ตั้งแต่ แฟนตาซีเรื่องเพศกับพฤษภาทมิฬปี 2553 ใน ‘สยิว’(2003), รายการวิทยุกับวิกฤติต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 ใน ‘เฉิ่ม’(2005) หรือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับ “แขนที่สาม” ของ ขวาน ใน ‘กอด’(2008) นักวิเคราะห์หลายก็คนมองว่า มันคือการเปรียบเปรยกับประชาธิปไตยอันพิกลพิการหลังเหตุรัฐประหารปี 2549

‘สยิว’ (2003)
‘สยิว’ (2003)

“ช่วงปี 2535 มันสั่นสะเทือนเรามากๆ ไหนจะเพลงเพื่อชีวิตที่ดีมากๆ แล้วช่วงเวลานั้นผู้คนก็ยังไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็นกลุ่มๆ แบบนี้ มันเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับรัฐจริงๆ ซึ่งสำหรับเรามันก็ยังไม่ทำให้เรารู้สึกแย่มากเท่าไหร่ เท่ากับตอนปี 2549 ซึ่งมันน่าตั้งคำถามหลายอย่างกับปฏิกิริยาผู้คนที่มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน อย่างภาพผู้คนเอาดอกไม้ไปให้ทหารนี่มันก็แสดงให้เห็นว่า มันมีทั้งคนที่เห็นด้วยกับการกระทำครั้งนี้ของทหารนะ มันมีคนที่ทนไม่ไหวกับรัฐบาลในช่วงนั้นนะ เราก็สงสัยว่า อะไรมันคือความทนไม่ไหวจนถึงขนาดที่ว่า ฉันไม่เอากติกาก็ได้วะ”

‘เฉิ่ม’(2005)
‘เฉิ่ม’(2005)

ในขณะที่ชีวิตคงเดช – หลังความล้มเหลวด้านรายได้ของ ‘กอด’ ชีวิตคงเดชก็เหมือนเข้าสู่ช่วงสูญญากาศ การตามหาหนทางให้ได้กลับมาทำหนังอีกครั้งใน ‘สโนว์’ โปรเจ็คต์หนังที่สุดท้ายก็ล้มหายไป กว่า 3 ปีในการปรับตัวสู่การเป็นคนทำหนังอิสระ แม้จะได้ร่วมกำกับในโปรเจ็กต์รวมหนังสั้น ‘สวัสดีบางกอก’ (2009) แต่คงเดชเกิดคำถามในใจถึงตัวตนแท้จริงที่อาจไม่ได้สังกัดอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของวงการ จนกลายเป็นไอเดียหลักในหนังอิสระเรื่องแรกของเขาอย่าง ‘แต่เพียงผู้เดียว’ (2011)

‘กอด’(2008) - ขอบคุณภาพจาก GTH
‘กอด’(2008) – ภาพจาก gth.co.th

“3 ปีนั้นมันเป็นช่วงอันตรายมากๆ นะ เพราะผู้กำกับหลายๆ คนที่เจอสภาวะนี้ ก็อาจจะออกไปจากวงการ หรือไปทำอย่างอื่นเลยก็ได้ เราเองก็ยังหมกมุ่นกับคุณค่าของชีวิต อะไรวะที่ทำให้เรารู้สึกมีค่าจริงๆ ซึ่งมันก็จะเป็นประเด็นเดียวกับ ‘สยิว’ จนมาถึง ‘กอด’ คือเรายังรู้สึกแบบอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ แต่ก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ตลอดเวลา เราเองก็ไม่ได้เริ่มต้นกับวงการหนังนอกกระแส หรือแม้แต่กับมูลนิธิหนังสั้นเสียทีเดียว เราก็เคยทำหนังส่งไปเรื่องหนึ่ง (‘เจ๊ง’ หนังสั้นรางวัลประกาศนียบัตรชมเชย สาขารัตน์ เปสตันยี ในเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 3 ปี 2542 โดยกำกับร่วมกับ เกียรติ ศงสนันทน์ ซึ่งก็ต่อเนื่องจนมาถึง ‘สยิว’ ด้วย) แล้วจึงกระโดดมาทำกับสตูดิโอ ส่วนกลุ่มที่เติบโตจากแวดวงหนังสั้นก็รวมเป็นกลุ่มก้อนจนถึงทุกวันนี้ เพราะอะไรแบบนี้มั้งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ได้เป็นส่วนร่วมกับวงการหนังฝั่งไหนเลย ถึงทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ตัวอยู่ดีว่า เราเองจะอาร์ตได้แค่ไหน หรือจะไปสายแมสได้สักเท่าไหร่วะ เอาเข้าจริงเราก็ทำได้แค่หนังที่เราทำได้เท่านั้นเอง

pi-Makham
‘สวัสดีบางกอก’ (2009) ตอน ‘ผีมะขาม’

“อย่างหนึ่งคืออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยมันก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างหนังแบบเราที่วันหนึ่งเคยทำกับสตูดิโอ พอมาอีกวันหนึ่งเขาก็มองว่าสิ่งเหล่านี้กลายเป็นหนังอินดี้ไปแล้ว แล้วการมาของโซเซียลมีเดียมันก็ทำให้คนดูเปลี่ยนไป ซึ่งมันก็ส่งผลมายังวงการหนังด้วย”

แต่เพียงผู้เดียว
‘แต่เพียงผู้เดียว’ (2011)
หนังการเมือง ใครว่าทำไม่ได้

หลังจากพูดถึงการเมืองอย่างอ้อมๆ มาตลอด ก็มาถึง ‘ตั้งวง’ (2013) หนังที่คงเดชหยุดตั้งคำถามกับตัวเองมาสำรวจสังคมไทยอย่างเต็มปากเต็มคำครั้งแรก “ ‘ตั้งวง’ มันทำให้เราเจอช่องเจอรูที่พอจะทำให้สามารถเล่าเรื่องที่อยากเล่าแล้วปลอดภัยกับตัวเรา คือมันแฟร์พอสำหรับทุกๆ คนรับได้ หมายถึงมันไม่ได้เป็นการด่าไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือการโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ จนอาจจะไปกระทบกับใครอย่างชัดเจน

‘ตั้งวง’ (2013)
‘ตั้งวง’ (2013)

“เรามีความรู้สึกว่า ‘ตั้งวง’ เป็นหนังที่ส่วนตัวน้อยที่สุดที่เคยทำมาทั้งหมด เพราะมันมาจากโจทย์ที่ได้รับจากกระทรวงวัฒนธรรม แต่ถ้าถามว่ามันมีอะไรที่เป็นส่วนตัวของเราบ้าง ก็คงเป็นมุมมองที่มีต่อประเทศนี้มากกว่า ซึ่งสุดท้ายพอมันไม่ได้เป็นการหมกมุ่นกับตัวเองมากเหมือนเรื่องอื่นๆ มันก็ยิ่งทำให้เรื่องการเมืองในหนังชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือเด็กทั้งสี่คนในเรื่องมันก็คือตัวเรานั่นแหละ เพียงแต่ทั้งสี่คนมันไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเอง แต่มันตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวของมันมากกว่า”

‘เอวังฯ’ (2014)
‘เอวังฯ’ (2014)

หลังจาก ‘ตั้งวง’ การมาทำหนังสารคดี ‘เอวังฯ’ (2014) ที่แม้จะได้ฉายและออกจากโรงไปอย่างเงียบๆ แต่ในแง่ส่วนตัว นี่เป็นงานที่ทำให้คงเดชผ่อนคลายและใจเย็นมากขึ้น “เราเองใช้โปรเจ็กต์ ‘เอวังฯ’ เหมือนเรียนรู้การทำหนังใหม่อีกครั้ง คือมันดีตรงที่ การไม่ใส่ตัวตนเข้าไปในหนังมากนักมันทำให้เราสำคัญตัวเองน้อยลง จนเรารู้สึกว่า บางทีการทำหนังมันอาจจะไม่ได้สำคัญกับชีวิตเรามากขนาดนั้นแล้ว ถ้ามันราคาแพงเกินไปสำหรับชีวิตที่ต้องจ่ายให้กับหนังเรื่องหนึ่ง เราอาจจะไม่เลือกมันแล้วก็ได้นะ”

snap
‘Snap แค่…ได้คิดถึง’
Political is all around.

หลังจากนำ ‘แต่เพียงผู้เดียว’ ไปฉายที่เทศกาลหนังเวนิซ การกลับมาเจอน้ำท่วมปี 2554 ก็เป็นช่วงเวลาที่คงเดชตั้งคำถามถึงอิทธิพลของโซเซียลมีเดียกับทัศนคติทางการเมืองของผู้คน หลังจากเกิดรัฐประหารปี 2549 อีกครั้ง “ตอนปี 2549 มันก็เริ่มมีอิทธิพลของโซเซียลมีเดียเข้ามา เริ่มมีเฟซบุ๊คแล้ว มันก็ทำให้ผู้คนรับข้อมูลที่หลากหลาย เรามีชุดความจริงหลายชุดซึ่งมันเปลี่ยนโฉมการรับรู้ทางการเมืองของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง การมีโซเซียลเน็ตเวิร์ก ทำให้คนแสดงออกทางความรู้สึกมันก็ง่ายขึ้น เปราะบางมากขึ้น แล้วแต่คนปากร้ายปากดี ซึ่งมันก็เห็นจนถึงทุกวันนี้นะ ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งตรงข้ามเสมอ”

จนมาถึง ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ ที่เล่าเรื่องของ ผึ้ง ลูกสาวนายพลกำลังจะแต่งงานกับนายทหารหนุ่ม ทว่าในวันประกาศกฏอัยการศึก ก่อนเหตุรัฐประหารปี 2557 เพียงวันเดียว ผึ้งได้รับการ์ดงานแต่งจากเพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่ จ.จันทบุรี การกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในคราวนี้ ก็ยั่วล้อกับเมื่อ 8 ปีก่อนหน้า ที่ตัวผึ้งต้องจากเพื่อนๆ มาด้วยเหตุรัฐประหารปี 2549 พอดิบพอดี – ซึ่งเครื่องมือที่เล่าประเด็น ‘หลบหนีความจริง’ ใน Snap (ซึ่งจุดร่วมสำคัญในหนังของคงเดชทุกเรื่อง) ก็คือ โซเซียลมีเดียและอารมณ์ถวิลหาอดีต (nostalgia)

snap
‘Snap แค่…ได้คิดถึง’

“เพราะเราแก่เร็วขึ้นหรืออายุทุกอย่างมันสั้นลงหรือเปล่า แค่ช่วงแปดปีสิบปีที่ผ่านมา มันมีเรื่องเยอะมาก เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนรุ่นเปลี่ยนฟอร์แม็ตอย่างรวดเร็ว เพราะแค่ช่วง Twentysomething (วัย 20-29 ปี) พอจะเข้าวัยสามสิบ คนก็เริ่มรู้สึกแก่แล้ว มีอารมณ์นอสทัลเจียกันแล้ว” โดยสิ่งที่ช่วยขับประเด็นนี้ให้เด่นชัดขึ้น คือการเลือกใช้เพลงป็อบไทยยุค 2000 ต้นๆ จาก ค่ายเบเกอรรี่ มิวสิค หรือ สมอลล์รูม เป็นต้น ที่ในขณะเดียวกันยังถูกใช้เพื่อบ่งบอกสถานะชนชั้นกลางของตัวละครในเรื่องไปพร้อมกันด้วย

แม้จะมีฉากหลังเกี่ยวกับการเมืองชัดเจน แต่สิ่งที่คงเดชสนใจและเป็นไอเดียเริ่มต้นของหนัง คือความรู้สึกถึงบุคคลต่างๆ ที่ห่างหายไปจากชีวิต “ตั้งแต่เพื่อนสมัยเรียนมัธยม เพื่อนสมัยมหา’ลัย เพื่อนสมัยเริ่มทำงาน เรื่อยมา คือชีวิตเรามันขยับไปข้างหน้าเรื่อยๆ มันหยุดขยับไม่ได้ ในขณะเดียวกันเราก็เก็บคนทั้งหมดไว้ในชีวิตเราไม่ได้เช่นกัน คือมันเริ่มมาจากการที่เราต้องการบันทึกชีวิตของคนร่วมสมัย พอได้ฉากหลังเป็นเรื่องราวรัฐประหารที่ผ่านมา ไปจนถึงเรื่องโซเซียลเน็ตเวิร์ก เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า แม้แต่ตัวเราเองก็ได้สูญเสียอะไรบางอย่างไปในวงจรนี้เช่นกัน”

Filmography – คงเดช จาตุรันต์รัศมี
– ‘สยิว’(2003)
– ‘เฉิ่ม’(2005)
– ‘กอด’(2008)
– ‘สวัสดีบางกอก’ (2009)
– ‘แต่เพียงผู้เดียว’ (2011)
– ‘ตั้งวง’ (2013)
– ‘เอวังฯ’ (2014)
– ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’ (2015)
  • ตีพิมพ์ครั้งแรก ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 166 (พฤศจิกายน 2558)

Snap แค่...ได้คิดถึง

*** ‘Snap แค่…ได้คิดถึง’

เปิดฉายรอบพิเศษ 24-30 ธันวาคม 2558
และเข้าฉายจริง 31 ธันวาคม 2558