เปิดหมดเปลือก! ต้อม ยุทธเลิศ กว่าจะเป็น บุปผาอาริกาโตะ

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / เปิดหมดเปลือก! ต้อม ยุทธเลิศ กว่าจะเป็น บุปผาอาริกาโตะ

ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องบุปผาราตรีเป็นอีกหนึ่งการันตีผลงานของต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค ได้เป็นอย่างดี กลับมาครั้งนี้กับภาคใหม่หมดในบุปผาราตรีอาริกาโตะ ที่เริ่มจากการเปลี่ยนตัวบุปผาคนใหม่ การเดินทางไปถ่ายทำถึงประเทศญี่ปุ่น และการรวมตัวอีกครั้งในรอบสิบกว่าปีของนักแสดงหนุ่มแก๊งแฟนฉันทั้ง 6 คน แน่นอนว่าคำถามของบรรดาแฟน ๆ บุปผาราตรีต้องมีอย่างแน่นอน เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเยอะขนาดนี้ ต้อม ยุทธเลิศ จึงออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดและวิธีการทำงานครั้งใหม่จนออกมาได้ภาพยนตร์ผีที่น่าจะฉีกกรอบเดิม ๆ ออกไป

IMG_4348_resize

พูดถึงปรากฎการณ์ความสำเร็จของ “บุปผาราตรี” หนังผีที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ซึ่งเป็นลายเซ็นเฉพาะตัวของผู้กำกับ “ยุทธเลิศ สิปปภาค”

บุปผาราตรีมันเป็นเหมือนปรากฏการณ์บางอย่างซึ่งมันมาจากคาแรกเตอร์ของมัน วิธีของมันมากกว่า มีคนเคยบอกว่ามันเป็นหนังที่มีคาแรกเตอร์ และทุกคนชอบมัน เสน่ห์อย่างหนึ่งของบุปผาที่พี่มักจะได้รับรู้เสมอ คือเป็นหนังที่อยู่ในใจคน ซึ่งมันเหมือนว่าบุปผาราตรีกับ “ยุทธเลิศ” มันเหมือนจะกลายเป็นของสิ่งเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ พี่ทำมือปืนโลกพระจัน, กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะทำบุปผาราตรีอีก แต่คำว่า “บุปผาราตรี” พี่ไม่แน่ใจว่ามันคือความสำเร็จหรือเปล่า ถ้าพูดถึงความสำเร็จในแง่การทำอะไรที่มีเอกลักษณ์ สามารถทำให้คนจดจำแล้ว พี่ว่าโอเคมันสำเร็จ

 

โรแมนติก เลือดนอง สยองขำ รสชาติในความเป็นหนังผีแบบบุปผา

รสชาติการดูหนังแบบนี้เป็นอะไรที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้วนะ ว่ามันเป็นทั้งตลกน่ากลัว และทั้งดราม่าอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ได้ฟีดแบ็กมาจากคนดูหนังต่างประเทศ คาแรกเตอร์ของหนังที่มันทั้งตลกทั้งน่ากลัว แล้วอยู่ด้วยกันได้ มันเป็นอะไรที่ยากที่จะชงให้มันพอดี แต่บุปผาราตรีมันหลุดออกมาอยู่ตรงนั้นได้ คนจดจำว่าหนังเรื่องนี้มันมีคาแรกเตอร์ที่แบบว่าไม่รู้จะฮาไม่รู้จะกลัวในเวลาเดียวกัน ตรงนั้นมากกว่า พี่ว่ามันคือความสำเร็จในการสร้างคาแรกเตอร์หนังผีของพี่นะ มันจะมีทั้งตลกโรแมนติก น่ากลัว เสียดสี กัดจิกสังคม สะท้อนสังคม สะท้อนโน่นนี่นั่น ขณะเดียวกัน 18+ ได้

 

ทำไมเลือกสร้างบุปผาฯในยุคนี้

จริง ๆ พี่ไม่อยากแตะบุปผาราตรีแล้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งซึ่งคนก็ยังถามเสมอว่า มันไม่มีหนังแบบนี้ ไม่ทำอีกแล้วเหรอ เพราะว่าจริง ๆ หลังจากบุปผามันก็มีหนังอย่างอื่น แต่พี่รู้สึกว่ามันเก่าละ พอรู้สึกว่ามันเก่าก็เลยไม่สนใจ ก็พยายามเสนอเรื่องใหม่ ก็คือมาคุยกับ คุณเจียง (เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ประธานบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้อำนวยการสร้างบุปผาอาริกาโตะ) ก็คือ พี่มีหนังเรื่อง อาริกาโตะ เป็นหนังผีแต่ไม่ใช่บุปผา พี่คิดว่าโอกาสที่จะทำให้หนังผีแตกต่างกัน มันทำได้ยากมาก โอกาสที่มันจะซ้ำมันมีสูง พี่ก็เลยคิดโปรเจกต์ใหม่ทุกอย่าง เปลี่ยนโลเคชั่นใหม่ ๆ บรรยากาศใหม่  สร้างพล็อตใหม่ ๆ แต่ตอนที่คุยกับคุณเจียง คุณเจียงก็คงเหมือนคนอื่นทั่วไปก็ยังชอบบุปผาราตรีอยู่ ก็บอกกับพี่ว่าถ้าพี่จะทำอย่างนั้น ทำไมพี่ไม่ทำบุปผาอาริกาโตะล่ะ จริง ๆ มันยากนะ แต่พี่กลับมาคิดดูว่า เอ๊ะ…งานดี ๆ จริง ๆ มันต้องยากนะ พี่มองว่างานทุกอย่างถ้ามันยากมันต้องใช้ความพยายามสูง ใช้ความอดทนสูงมากกว่างานง่าย ๆ ทั่วไป พี่ก็เลยคิดว่า เอ๊ะ…บุปผาอาริกาโตะ มันอยู่ด้วยกันได้ไหม ทำอย่างไร ก็เลยคิดว่า ทำให้มันใหม่หมดทุกอย่าง ดาราใหม่  เปลี่ยนโลเคชั่นใหม่ ใช้เทคนิคการแสดงแบบใหม่ ใช้การกำกับแบบใหม่ อะไรที่มันเก่าก็ไม่ต้องทำ นอกจากชื่อบุปผา

IMG_4313_resize

แล้วทำไมถึงต้องอาริกาโตะ

คำว่า “อาริกาโตะ” มันเป็นคำ คือส่วนใหญ่หนังผี สมัยเด็ก ๆ หนังผีญี่ปุ่นจะเป็นหนังผีที่น่ากลัวมาก ถ้ารองจากแม่นากถ้าดูหนังผี ผีญี่ปุ่นมันจะเป็นมู้ดแบบ เหมือนว่าเป็นต้นตำรับในเรื่องของความสยองขวัญแบบเย็น ๆ อะไรแบบนี้ ซึ่งมันจะแตกต่างจากอารมณ์ผีของไทยมาก ของไทยผีมันจะโฉ่งฉ่างมาก ๆ  แล้วอาริกาโตะมันเป็นเหมือนในทางตลกหน่อย คือถ้าคนรู้ภาษาญี่ปุ่นมันคงเป็นคำแรกที่ (หัวเราะ) เข้าใจกันนะ อาริกาโตะ และที่สำคัญคือ ด้วยความที่พี่เป็นคนชอบเที่ยว ชอบไปต่างเมือง แล้วทีนี้พี่คิดว่าพี่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเท่าไร ก็เลยคิดโปรเจกต์มา เอ๊ะ…ถ้าเกิดว่าเราจะทำหนังผีในแต่ละเมืองเป็นคอนเซปต์คนไทยไปตายในต่างแดนแล้วเป็นผีไทย สมมติไปตายที่อเมริกา เอ๊ะ…เวลาไปหลอกฝรั่ง เขาจะมีฟีดแบ็กอย่างไร เวลาไปตายในเขมรก็จะใกล้เคียง ถ้าไปตายในฮ่องกงจะเป็นอย่างไร ไปตายที่ดูไบ คือ ๆ พี่มองว่ามันจะกลายเป็นมันจะไม่ใช่หนังภาคต่อละ มันจะเป็นหนังผีภาคใหม่เรื่อย ๆ เพราะว่ามันใหม่ทุกประเทศ และพี่คิดว่าโปรเจกต์แบบนี้มันน่าสนุก แต่ที่เริ่มที่ญี่ปุ่นก่อน เพราะรู้สึกว่าเหมือนตอนนี้คนไทยจะคุ้นเคยกับญี่ปุ่น แล้วก็อย่างที่พี่บอกว่าผีญี่ปุ่นมันน่ากลัว เราก็เลย เอ๊ะ…เอาเริ่มที่ญี่ปุ่นก่อนละกัน

 

 “ความใหม่” ใน “ความต่าง” อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานใหม่หมด

คือจริง ๆ ความแตกต่างพี่มองว่า ต่อเนื่องจากเสี่ยเจียงละกันที่แกว่าทำให้มันใหม่ จริง ๆ หนังมันสามารถทำให้ใหม่ได้หมด ซึ่งก็คือ การเลือกไปที่ญี่ปุ่น  มันก็ใหม่สำหรับการทำงานของพี่ เพราะว่าเราได้โลเคชั่นใหม่ เราได้ทำงานในที่แปลกใหม่ มันจะช่วยให้เรามองเห็นไดเรกชั่นใหม่ ๆ ซึ่งไอ้ตัวนี้พี่มองว่าคนดูน่าจะได้อะไร  มันเหมือนสมัยเด็ก ๆ พี่จำได้ว่ามีหนังที่เขาชอบไปถ่ายเมืองนอกเหมือนได้พาไปเที่ยวในต่างแดน แต่คราวนี้เราไม่ได้พาไปเที่ยวอย่างเดียว เรายังพาไปสยองไปหัวเราะกันในต่างแดน เหมือนไปเที่ยวบ้านผีในญี่ปุ่น ถ้าการดูหนังบุปผาอาริกาโตะ มันน่าจะมาในมู้ดนั้นมากกว่า มันมี 2 อย่างที่เราจะกลัวนะ คือ เราจะกลัวกับสิ่งที่มันมองไม่เห็น อีกอันหนึ่งก็คือตื่นเต้นกับสิ่งที่ยังไม่เคยลอง พี่เลือกใช้วิธีที่เรียกว่าอะไรนะ การทำงานที่มันตื่นเต้น มันจะทำให้สมองเกิดการพัฒนา  มันจะทำงานได้เยอะกว่าปกติ อย่างเรื่องนี้เราวางแผนแบบนี้ สมมติว่าตอนเลือกโลเคชั่นเราเลือกจากกูเกิล แล้วเราก็ไม่รู้โลเคชั่น  สิ่งที่มันได้คือ มันเสี่ยง แต่สิ่งที่ได้คือเรารู้สึกว่ามันตื่นเต้น ท้าทาย เรารู้สึกว่ามันต้องพร้อมเสมอกับความผิดพลาด แค่เรื่องเลือกโลเคชั่นมันก็ทำให้เรารู้ว่าเราต้องเตรียมพร้อม ที่จะต้องแก้ปัญหา มันก็คือการทำหนังอีกแบบหนึ่งซึ่งมันสนุกมากกว่า

 

รูปแบบการทำงานใหม่ๆ จากโลเคชั่นที่ถ่ายทำนำไปสู่หัวใจสำคัญของเรื่องราวคือ “บทภาพยนตร์”

โลเคชั่นแล้วมาสู่เรื่องบท ด้วยความที่เราล็อกโลเคชั่นไว้ เราต้องการอยากถ่ายหิมะ เราล็อกวันที่จะถ่ายในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งมีแค่นี้หลังจากนั้นมันจะเต็มไปหมด เพราะฉะนั้น บทมันต้องเสร็จก่อนที่จะไป แต่ด้วยความที่โลเคชั่นมันถูกล็อกเร็วมาก  ในการทำหนังทั่วไปก็คือเวลาบทไม่เสร็จมันถ่ายไมได้ แต่มันมีโครงไง (ทรีตเมนต์หนังทั้งเรื่อง) งานที่นักแสดงและผู้กำกับเดินไปด้วยกัน พี่บอกว่ามันสนุกดีจะมีพวกเจ้านักแสดงที่มันผู้ชายหน่อย มันก็โอเค มันน่าสนุกตรงนี้ เฮ้ย…ไปลุยกันตรงนั้น เราคิดว่าถ้าคนทำงานสนุก งานมันต้องสนุก มันก็กลายเป็นสิ่งที่ทีมงานทุกคนต้องสแตนบายรอ พี่แบบพี่รู้สึกว่ามันเป็นการทำงานแบบใหม่ของทีมงาน อันนี้เป็นการเล่นของเป็นเทคนิคใหม่ ๆ

IMG_1268

นำไปสู่การแสดงใหม่ๆ

บทพอมันไม่ complete นักแสดงมันต้องใช้ความสามารถในการทำงานมากกว่าปกติ อันนี้บีบให้นักแสดงต้องคิด บางทีพี่จะ บทเป็นอย่างนี้แล้วเราคิดว่ามันเป็นอย่างไรละ นักแสดงก็เลยต้องคอยโฟกัสตลอดว่ามันจะมูฟเมนท์อย่างไร ตัวอะไรอย่างไรซึ่งเทคนิคการแสดงใหม่ๆ แต่ละคนมันก็ใช้วิธีของมัน  คุณก็ต้องรับผิดชอบด้วยนะ คือคุณต้องเป็นแบบคุณเป็นนักแสดงที่ไม่ใช่เป็นการท่องจำ  แต่การครีเอทความรู้สึกของนักแสดงเข้ากับโดยใช้ความเป็นธรรมชาติ พี่ว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการแสดงกับความรู้สึกจริงๆ เป็นสิ่งทีเอื้อให้เกิดการแสดงอารมณ์แอ็คติ้งอีกรูปแบบหนึ่ง คนดูก็จะเกิดความรู้สึกที่ว่าเออมันไม่ใช่วิธีการแบบบล็อคว่าเรื่องมันจะไปทางไหน นักแสดงกับผกก.พากันไปไปอีกโลกหนึ่ง

 

ถือว่าเป็นการทำงานในการใช้สัญชาตญาณสูงมาก เราทำงานอยู่บนอุปสรรคที่ยาก ทีมงานนักแสดงไม่เคยทำงานท่ามกลางอุณหภูมิ หิมะแบบนี้แน่ ฯลฯ ไม่รู้ว่าจะมากวนสมาธิหรือเปล่า แต่ว่านี่คือหนังที่ใช้สัญชาตญาณทางการกำกับและการแสดงสูงมาก 

หิมะตรงนี้…คือมันกลายเป็นการแก้ปัญหา ในขณะที่แก้ปัญหามันต้องคิด ๆ ว่าไอ้นี่จะไปต่ออย่างไร ประมวลภาพในหัว พี่คิดแก้ปัญหาทุกวัน ๆ อยู่ประมาณวันที่ 12 น็อค ลุกจากเตียงไม่ได้เลย เพราะว่าเราทำงานเกินลบสี่อยู่ข้างนอกแล้วหิมะ ลม เราถ่ายกล้อง ดันถ่ายเองด้วยมือนี้มันบล็อก แล้วอากาศที่มันเลวร้าย เราอยู่เป็นคนเมืองร้อน ตอนแรกที่เราเลือกไปถ่าย พออยู่ที่โน้นคิดถึงดวงอาทิตย์ คิดถึงความร้อนเราไม่เจอมันหลายวัน แต่ในโมเมนต์ที่มันพีคที่สุดเวลาเรากัดฟันทำงานเพื่อให้มันลุล่วง ในขณะที่เราจะต้องคิดครีเอตอะไรแบบนั้นนะ มีความรู้สึกว่าไม่แน่ใจขึ้นมาในวันสุดท้าย (ในวันที่น็อค) แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าเราได้เปิดโอกาสให้ทีมงานและนักแสดงได้ลองอะไรใหม่ ๆ แล้วเราเห็นว่าฟีดแบ็กเขาเริ่มสนุกกับวิธีการทำงานแบบนี้

 

มันจะไม่เหมือนกับบุปผาที่คุณเคยดูมา

มันไม่ใช่บุปผาภาคต่อ อะไรที่เป็นภาพจำจากบุปผามันจะไม่เหลือเลย แต่ซึ่งพี่มองว่ามันน่าจะเหมาะกับยุคนี้ บุปผามันควรจะเก็บไว้อย่างนั้นด้วยคาแรกเตอร์ของมัน แต่ถ้าบุปผาใหม่มันควรจะเป็นอะไรเปิดโลกอีกโลกหนึ่ง บุปผาอินนิวยอร์กก็จะไม่ใช่ภาคต่อของบุปผาอาริกาโตะ มันก็จะเป็นใหม่ไปเลย คาแรกเตอร์ใหม่ มันก็จะเป็นหนังที่คนดูก็คาดเดาไม่ถูก


DSCF0251

เรื่องราวของบุปผา

บุปผาราตรี (น้องเก้า สุภัสสรา) ไปจับได้ว่าแฟนตัวเองมีชู้ ตัวเองไปแอบดู ด้วยความโกรธ หรือด้วยความไม่อะไร เขาก็เลยฆ่าแฟน เอาค้อนทุบอะ ผู้หญิงไม่ตาย ผู้หญิงไปอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนตัวเองก็ทำจนเสร็จแล้วเพิ่งรู้สึกตัวว่า เฮ้ย…กูทำเกินไป ด้วยความรัก ยิ่งรักยิ่งโกรธมาก เลยหนีไปญี่ปุ่นกะแบบหนีไปเลย บ้านเขารวยเขาก็ให้ทางนี้เคลียร์เรื่องตำรงตำรวจ แต่ตอนไปญี่ปุ่น เขาไปเจอผู้ชายคนหนึ่งหน้าเหมือนแฟนตัวเองเป๊ะ ความแค้น-ความรักเข้าครอบงำอีกครั้ง เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

 

นักแสดงที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราว

เราต้องการความใหม่หมดใช่ไหม แต่ว่าเผอิญทางสหมงคลฟิล์มเขาแนะนำว่าเก้า พี่ก็โอเคนะ ก็ยังถือว่าใหม่ เพราะเขายังเล่นหนังได้ไม่กี่เรื่อง แล้วก็สิ่งหนึ่งที่พี่ชอบ คือพี่ไม่ได้สนใจเรื่องการแสดง ไม่ได้สนใจเรื่องความดัง พี่สนใจตาเขาอะ เขาเป็นคนที่อาจจะคิดเยอะหรือคิดอะไรสักอย่างเสมอ เวลาพูดคุยเวลาอะไรอย่างนี้ มันไม่เหมือนเป็นการแสดงชั้นเดียวอะ คือหมายถึงว่า อ่านละเห็นหมดเลยว่าในตาคิดอะไร แต่พี่ชอบนักแสดงที่เราไม่รู้ว่าคิดอะไร ซึ่งเหมือนพลอย เฌอมาลย์ แล้วเราไม่รู้ว่าดีหรือร้าย นิ่ง ๆ แล้วมึงยิ้มให้กูเนี่ย มันเป็นคาแรกเตอร์ที่มันมีบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งเก้าเขามี โอเค มันก็น่าลอง คือถ้าเขาตัดสินใจเล่น เขาต้องเล่นด้วยใช้สัญชาตญาณตัวเองว่าเขาจะเล่นด้วยเพราะอะไร หรืออะไรยังไง แต่การเลือกมาแล้วก็คือว่า หนึ่งคือเขาเหมาะกับบทแล้วเขาเป็นผู้หญิงที่มี เขาเรียกว่า sex appeal เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ดึงดูดคนค่อนข้างเยอะ จากสายตา มันเหมาะที่จะเป็นบุปผาคนใหม่

 

เสน่ห์ของตัวละคร

คือในเรื่องของนักแสดงที่มีคาแรกเตอร์ พี่ว่าบุปผาราตรีเนี่ย มันก็เป็นคาแรกเตอร์ที่เหมือนคนจะจำได้แล้วแน่นอน สิ่งที่มันยากที่สุด คือการจะหาบุปผาราตรีคนใหม่ เพราะว่าพลอย เฌอมาลย์ เขาสวมบทเป็นบุปผาราตรีไปแบบได้ 100% คือนักแสดงที่จะมารับบทบุปผาราตรี ก็จะต้องกลัวการแสดงของตัวเองเลย เขาทำไว้ดีอยู่แล้ว แต่พี่มองอย่างนี้ เก้ารับบทบุปผา จะไม่ธรรมดา คือไม่กลัวอะ ถ้าเขากล้าคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นมิติที่อยู่ในตัวเขาโดยอัตโนมัติ ใครกล้ารับบทบุปผา แต่พี่ถือว่าผ่านในเรื่องของความกล้า แล้วก็พี่เชื่อว่าเขาต้องตัดสินใจลำบากพอสมควรในการรับเรื่องนี้ แต่สัญชาตญาณสุดท้าย เขาอะตัดสินใจรับ พี่ไม่ใช่คนกำกับเก่งนะ พี่แค่ไกด์ พี่แค่ขุดแค่นั้นเอง แต่ ณ เวลาสั้น ๆ ช่วง moment สั้น ๆ พี่ว่าเขาปรับตัวได้เร็ว แล้วเค้าประคองมันอยู่ และพี่เชื่อว่าเขาเก็บเสน่ห์ ความเป็นบุปผาราตรีไว้กับเขาได้ ความรู้สึกของเขามันไปเกินครึ่งแล้วไง ที่เหลือมันเป็นที่การแสดงอีกนิดหน่อย ที่อาจจะเซอร์ไพรส์คนดูก็ได้

 IMG_4287_resize

มันเป็นการพูดคุยให้เขาเข้าไปถึงสมาธิ คือดึงอารมณ์ตัวนั้น มันจะถูกเค้นออกมาผ่านการแสดง คือฉากร้องไห้เนี่ย มันเป็นฉากที่ธรรมดา คือนักแสดงที่เค้นน้ำตาได้ส่วนใหญ่ แต่การเค้นน้ำตาของคนที่น้ำตาที่ไหล ไม่ได้ออกมาจากใครตายอะ ไม่ใช่คนรักเสียชีวิตอ่ะ น้ำตามันจะออกมาได้เฉย ๆ เนี่ย พี่ไม่รู้เขาคิดอะไร แต่โจทย์ของพี่ก็คือว่า คุณอยู่ในภาวะที่กลัวที่สุด แล้วพี่ต้องการน้ำตา พี่รอได้ คือก่อนหน้านั้นพี่กดดันอีกแบบหนึ่งนะ ที่พี่เลือกเพราะว่า เก้าไม่ได้เล่นเก่งนะ แต่เก้าเหมาะ พี่บอกเก้าเสมอ เก้าเหมาะ เก้าเป็นคาแรกเตอร์ที่มีอยู่ แต่จะลองก็ได้ ให้ฉากนี้ ฉากที่ได้เป็นซีนที่น่ากลัว เจอปะทะกับผีตัวข้างหน้า แต่พี่ต้องการกลัวจนน้ำตาตก กลัวจนน้ำตามันไหลออกมา พี่ไม่เคยเป็นนักแสดงและพี่ก็ว่าพี่ทำไม่ได้ แต่ถ้าเก้าทำได้ก็ปล่อย ต้องไปถามเก้าเขา เขามีวิธีคิดอะไรระหว่างนั้นพี่ไม่รู้ พี่ไม่ใช่ผู้กำกับที่เก่ง ที่บอกเขาว่านี่คือวิธีเปิดโอกาส เขาเรียกว่าเป็นการทำงานที่อาจจะไม่ใช่ อาจจะเป็นผู้กำกับที่ไม่ได้เรื่องก็ได้ในเรื่องนั้น แต่ว่าพี่ถือว่าพี่เปิดโอกาสให้คุณ ซึ่งมันเป็นซีนสั้น ๆ นะ พี่ว่าเทคเดียวผ่าน พี่ว่าได้ละ พี่ลองเก้าอีกที อีกทีไหวปะ ได้ค่ะ อีกที ได้ค่ะ

 

คือคนจะได้เห็นเก้าในบทแบบนี้ หนึ่ง ฆ่า เป็นคนสวยนะแต่ฆ่าคน สอง แล้วจะฆ่าอีกรอบด้วย มีทั้งซอฟต์และรุนแรงอยู่ในตัว ซึ่งการแสดง 2 คาแรกเตอร์ในร่างเดียว คือคาแรกเตอร์บุปผาเก่ามันจะมีชั้นเดียว แต่นี่อะสองชั้น ดูเหมือนมันไม่ปกติ ซึ่งการแสดงสองชั้นแบบนี้ วิธีการของพี่มันอาจจะเวิร์กก็ได้ ด้วยความที่พี่ไม่ได้เซ็ตไม่ได้บอกอะไร มันทำให้เก้ามี Question เสมอในระหว่างเล่น เพราะงั้นมันก็จะกลายเป็นคนที่พูดอีกอย่าง แต่ข้างในเนี่ยคิดไปไหน เราไม่รู้ ซึ่งมันเหมาะกับหนัง คือคนเราเนี่ย การแสดงดีไม่ดีมันอยู่ที่ลูกตาจริง ๆ คือถ้าคิดอีกแบบหนึ่งเนี่ยคนจะรู้เลย คือเราดูแล้วมันอ่านออกอะ เป็นเทคนิคการแสดง หรือว่ามันเป็น Improvise ซึ่งมันเกิดความลงตัวขึ้นตรงนี้ พี่มองว่าเก้าอาจจะ เขาเรียกพัฒนาการ เล่นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเขาจะชอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่เขาทำได้ เขาทำได้ในสิ่งที่บุปผาราตรีภาคใหม่ควรจะมี

 

สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือความโรแมนติก

คือแน่นอนนอกจากความรุนแรง ความมีสองคาแรกเตอร์ ความอ่อนหวาน ความโหดร้าย ความน่ากลัวเนี่ย ในคาแรกเตอร์ของบุปผา ก็คือในด้านของความรัก ผู้หญิงที่อ่อนไหวเรื่องนี้ น่าจะเป็นบุปผาที่ เป็นคนที่มีรักมากเลยเจ็บมาก พอเจ็บมากมันจะทำให้เขากลายเป็นผู้หญิงอีกแบบหนึ่ง ความรักเนี่ยกลับกลายไปเป็นความเหือดแห้ง กลับไปกระทบชิ่งถึงผู้ชาย ซึ่งปกติผู้ชาย ความรักแบบนี้คาแรกเตอร์แบบนี้กลายเป็นทำให้ผู้ชายคนหนึ่งหลงรัก ทั้ง ๆ ที่เจอในวันสองวัน มันบุคลิกแบบนี้มันครีเอต มันทำให้คนหนึ่งหลงรัก มันก็จะกลายเป็นเรื่องความโรแมนติกในหนังที่น่ากลัว นั่นเป็นคาแรกเตอร์ของบุปผาในความรักเรื่องนี้

DSCF8477_resize-e1456969592103

ซึ่งพอบทส่งไปหาแน็กเนี่ย เราก็จะได้เห็นการแสดงของแน็กอีกแบบหนึ่ง เพราะมันเจอพี่ แล้วก็ในมู้ดที่ซีเรียสในเรื่องของความรัก คราวนี้แน็กโตเป็นหนุ่มที่จะเริ่มเข้าใจว่า เฮ้ย…การประคับประคองกัน รักษาความรู้สึกในเรื่องของความรู้สึกของผู้หญิงที่มีความรักหรืออะไรแบบนี้ มันจะค่อนข้างออกมา ค่อนข้างชัดเจนนะคล้าย ๆ กับถ้าเคยดูกุมภาพันธ์น่ะ คือจะได้เห็นแน็ก ปกติเราจะเห็นแน็กบ้า ๆ บอ ๆ แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนที่ซีเรียสในการทำงาน คือในเรื่องเขาเล่นเป็นตัวเขานะ ความเป็นศิลปิน ความเป็นนักแต่งเพลง นักดนตรีเนี่ย มันหล่อหลอมจนเหมือนมันไม่ได้แสดงอะ แต่มันดึงตัวตนที่มันไม่มีใครเคยเห็นออกมาให้เราเห็น ซึ่งกลายเป็นผู้ชายโรแมนติก ผู้ชายที่เข้าใจ ทะนุถนอมความรู้สึกของผู้หญิง เป็นผู้ชายอบอุ่น ซึ่งอยู่รายล้อมด้วยหัวโจกที่ขัดแย้งมาก ๆ ในแก๊งแฟนฉัน


ทำไมต้องแน็ก ทำไมต้องแจ๊ค

คือพอเรามีนางเอกใช่ไหม เรามีพระเอกแน็กเนี่ย แต่ว่าพอดีพี่สนิทกับแจ็คเคยคุยกัน เฮ้ย…พี่ก็สงสัย มันเป็นเพื่อนกันใช่ไหม เพื่อน ๆ แฟนฉันอะไรพวกนี้มันเป็นกันยังไง มันก็แยกย้ายกันไปทำนู่นนี่ โตแล้วไง คือทุกคน เราเชื่อว่าแฟนคลับของแฟนฉันเนี่ยอยากรู้ว่าพอโตพวกนี้เป็นยังไง คืออันนี้ส่วนตัว แล้วพี่ก็ถามเลยนะ เฮ้ย…แจ็ค พวกนี้มันเล่นรวมกัน คือเล่นเป็นตัวพวกเขาอะ คือพวกนี้เป็นเพื่อนที่เคยเล่นหนังแฟนฉันด้วยกันน่ะ แล้ววันหนึ่งมันก็จะมาทำ MV ให้ไอ้เจ้าแน็กซึ่งจะออกเทป ซึ่งเป็นชีวิตจริงของมันอะไรแบบนี้ ปรากฏว่าทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้มาเจอกัน พี่เห็นในหนังคือพี่รู้สึกว่า เออ พี่ชอบแฟนฉัน ชอบคาแรกเตอร์ แล้วการเห็นพวกมันกลับมารวมตัวในหนังของเรา มันก็น่ารักดี ไหน ๆ มีแน็ก แจ็คตามมาละ พี่ว่ามันมีคาแรกเตอร์น่ารักอยู่แล้ว แค่เอามาพาไปผจญภัยเหมือนแบบแก๊งเนี่ย แก๊งไอติมผจญภัยผีที่ญี่ปุ่นน่ะ เหมือนแฟนฉันกับบุปผาราตรีมันยุคใกล้กันมั้ง แล้วพวกนี้รู้จักบุปผาราตรี ทุกคนแฮปปี้ที่จะมาอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของบุปผาอาริกาโตะ พี่มองแก๊งนี้ไม่ได้เหมือนว่ามาแสดงอะไร ไปทดลองทำอะไรสนุก ๆ กันดีกว่า

 

ขยายเรื่องนิดหนึ่ง

แก๊งแฟนฉันเนี่ย ตอนแรกเริ่มจากแน็ก คือการเลือกคาแรกเตอร์ของพระเอกพี่เบสออนชีวิตจริงมา แน็กทำอะไรได้บ้าง เล่นดนตรี มันก็เอาดนตรีมาโชว์ใหญ่ แจ็คนี่พี่รู้อยากเป็นผู้กำกับ ก็เลยเซ็ตเรื่องจากคาแรกเตอร์จริงของแน็กที่ชอบเล่นดนตรี มันเล่นเพลงเพราะ มันเรียนรู้ พี่ชอบแบบนี้ มันสดมากไม่มีใครเคยเห็น มันควรจะอยู่ในหนัง แจ็คพี่ก็คิดต่อว่าเป็นผู้กำกับ MV แล้วมันก็ชวนทั้งหมดมาช่วยเพื่อนทำ MV ที่ญี่ปุ่นกัน ก็จะมี หยก หน้าไม่มีอารมณ์ ตอนนี้มันสูงมาก ถือบูมทำเสียง เก็ท ตัวเล็กๆ เป็นอาร์ตไดฯในกอง อ๋อง ตอนนี้ผมยาวเลย ที่ร้องโว้ววๆ เยเย้เนี่ยเซอร์มากเปลี่ยนไปขนาดนี้ ให้เป็นตากล้อง มู้ดมันอะไรแบบนี้ได้ อ๊อฟ ที่แต่ก่อนอ้วนมาก เดี๋ยวนี้ผอมเป็นคนจัดการกองถ่าย หาโลเคชั่น ทำไมไปเลือกบ้านผีสิงที่อะไรพวกนี้ ซึ่งมู้ดของผู้ชายเหมือนการรียูเนียนเล็ก ๆ การกลับมาเจอกันมาช่วยเหลือกันอะไรอย่างนี้ มันน่ารักดี เป็นพาร์ตหนังเพื่อนแบบร่วมหัวจมท้าย แล้วก็ทำงานด้วยกัน โดนผีหลอก 

DSCF8529_resize-e1456969601880

สิ่งหนึ่งที่น่าจะทำให้มันกระโดดอยู่คนละโลกกับบุปผาภาคผ่าน ๆ มา ก็คือเรื่องของโลเคชั่นเนี่ย โดยเฉพาะบุปผาราตรีเนี่ยจะมีโลเคชั่นหลักก็คือออสก้า อพาร์ตเมนต์ที่เพชรบุรี น่ากลัวมาก เห็นแล้วน่ากลัวเลย แต่ว่าอันนี้เป็นวิธีใหม่ของพี่ บ้านผีสิงแต่ใหม่ไง ที่ญี่ปุ่นเนี่ยเลือกเป็นบ้านเช่าที่ทันสมัย อยู่ในป่าเขา ที่สวยอะ หน้าที่พี่ยากขึ้นอีก เราจะทำยังไงให้ที่ที่สวยอย่างนั้น คือขาวหมดเนี่ย ทำให้มันน่ากลัว ยากแน่นอน พี่มองว่าความน่ากลัวเนี่ย พี่ไม่ได้เอาไปใส่ในโลเคชั่น เพราะคิดว่ามันซ้ำ คราบดำคราบเก่า แต่ความน่ากลัวเนี่ย มันอยู่ที่เรื่องราวมากกว่า ความน่ากลัวที่จะเกิดขึ้นกับคาแรกเตอร์ ความน่ากลัวของผีที่มันอยู่อะ มันน่ากลัวตรงไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น มันคาดเดาไม่ได้ สิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ คาแรกเตอร์ผีบุปผาก็ซับซ้อน จะฆ่ากูหรือเปล่า ยืนอยู่ใกล้ ๆ มันจะแทงกูหรือเปล่า คือความน่ากลัวมันจะอยู่แบบนั้น คือถ้าน่ากลัวแล้วซ้ำ พี่ขอเดินทางใหม่


ถอดเสื้อกลางหิมะ

คือเอาอุปสรรคก่อนแล้วกัน โลเคชั่นใหม่เราต้องการความสว่าง เราต้องการหิมะ เราไม่ได้ต้องการความหนาวนะ เราต้องการบ้าง แต่ว่าความหนาวมันติดมากับหิมะ มากับน้ำแข็ง มันเย็นมาก มันติดลบอ่ะ -3, -4 นักแสดง พี่ก็ไม่ได้คิดจะให้เขาแก้ผ้าหรอก แต่ว่าก็คุยกันเล่น ๆ ว่าต้องแก้ผ้าเปล่าวะ คือบทมันไม่ได้มีแก้ผ้า พวกเราก็ เฮ้ย ลองเล่นกันไหม มันได้ความรู้สึกดีนะ แก้ผ้าในที่ ๆ ร้อนมันเรื่องปกติ แก้ผ้าในหิมะนี่มันช่วยอะไร มันก็ต้องมีเหตุมีผล มึงใส่เสื้อผ้าผีมันเห็นนะ ไม่มีใครอิดออด ทุกคนสนุก ถามว่า ลำบากไหม หนาวอ่ะ มีเด็กคนหนึ่งที่เล่นเป็นผี มันก็ถอดเสื้อกลางหิมะ มันทำได้ มันรู้สึกว่าความขัดแย้ง หนาวแต่ไม่กลัว คือบุปผามันเป็นไทยมากอ่ะ ถ้าเปลี่ยนเป็นใส่ชุดกิโมโน จะรู้สึกยังไง น่ากลัวไหม

 

เราจะเห็นเก้าใน 3 ลุค

โอเค บุปผาราตรีที่ผ่านมามีชุดประจำอยู่ประมาณ 2 ชุด ชุดนักศึกษา ชุดนอนกับชุดกระโปรง จริง ๆ คอสตูมของบุปผาก็สำคัญนะ คนดูก็คงจะได้ดูเก้าในชุดที่ไม่ปกติทั้งสามชุด แต่ส่วนใหญ่ก็จะขาวหมด ชุดสกีก็ขาวหมด ชุดกิโมโนก็ขาว ชุดอวกาศ ชุดบอดี้สูทก็ขาว ซึ่ง 3 ชุดเนี่ย มันมีแต่ละชุดที่มันใส่เป็นเรื่องราวต่อเนื่องกัน มีที่มาที่ไปของมันอยู่ ซึ่งมันจะไปเฉลย ต้องไปดูในหนัง เราก็จะได้บุปผาราตรีใน 3 คาแรกเตอร์ 3 คอสตูม แล้วที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่องนี้มักจะมีอยู่เสมอก็คือดารารับเชิญ ซึ่งเรื่องนี้มีดารารับเชิญอยู่สี่คน ในบทที่ไม่ธรรมดา แล้วแต่ละคนมันจะเล่นกับความเชื่อของคนไทยอะ

 DSCF8692_resize-e1456969554875

พูดถึงโลเคชั่น

นิซาโกะที่เขาบอกว่าหิมะสวยที่สุดในญี่ปุ่น เขาเรียกว่าเป็น powder snow คือมันเหมือนแป้งโรยอ่ะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หิมะมันมีหลายแบบนะตอนไปถ่ายเนี่ย พายุหิมะ หิมะแบบฟูฟ่อง เป็น flake เป็นแป้ง มันมีหลายแบบมาก แล้วเมืองนี้เป็นเมืองที่เป็นที่นิยมในการไปเล่นสกี และเป็นเมืองที่ฮิตมากสำหรับคนไทย ตอนพี่ไปถ่าย เจอคนไทยเยอะเลย แต่พี่ไม่ได้บอกเขาว่าพี่มาถ่ายหนัง พี่ก็นั่งแอบ ๆ แต่ว่าด้วยความที่เราจะไปทำให้เมืองนิซาโกะเป็นเมืองผีสิงอะ พี่ก็เลยบอกทุกคนไปเล่นสกีดีแล้ว ในหนังก็จะเห็นมู้ด มันสวย สวยงาม หิมะที่นี่มีหลายเวอร์ชั่นมาก หิมะโปรยปลิว ๆ แล้วแบบมันเหมือนในโปสการ์ดที่เราเคยเห็นที่เขาถ่ายสวย ๆ ที่เราก็ไม่นึกว่าจะมีอยู่จริง แล้วมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถนนอะสีขาว สีขาวแบบเป็นแป้งจริง ๆ เลยนะ ในหนังน่าจะมี หิมะตกเยอะ ๆ ก็ตกเยอะ ตกเหมือนฝนก็มี พี่ชอบหิมะ แต่ไม่ชอบความหนาวนะ ก็เหมือนบุปผาอาริกาโตะ ขอบคุณคนดูด้วยกัน พาไปดูหิมะก่อนจะหัวเราะกัน หลอนกันไปอะไรแบบนี้


เพลงของแน็ก

เพลงของแน็กนี่ คือตัวเพลงจะเป็นตัวแสดงศักยภาพของคาแรกเตอร์ของแน็ก ด้วยความที่หนังมันสร้างจากคาแรกเตอร์ของแน็กจริง ๆ เพลงมันก็เลยลิงค์กับในหนังโดยอัตโนมัติ พี่ทำ MV ก็ใช้ทุกอย่างอยู่ในหนังหมดเลย กลายเป็นมันออกมาจากธรรมชาติของแน็ก ออกมาจากความรู้สึกของมันจริง ๆ แล้วที่สำคัญ ทุก ๆ คนมันก็แต่งเพลงเล่นดนตรีได้อะ แต่เล่นแล้วมันมีคาแรกเตอร์ มีเสน่ห์ มีน้ำเสียง คือนักร้องต้องมีน้ำเสียงที่ดี นักแต่งเพลง คือแต่งเพลงดี แน็กมีครบ ซึ่งเพลงของแน็กฟังทีเดียวมันติดหูอ่ะ ซึ่งมันหายาก แล้วก็น้ำเสียงของแน็กไม่ธรรมดา เลียนแบบยาก มีคาแรกเตอร์ พี่ว่าเขาเป็นศิลปินจริง ๆ อะ