ย้อนรอยหลากหนังสุดเจ๋งของ ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / ย้อนรอยหลากหนังสุดเจ๋งของ ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์

โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์

ส่วนหนึ่งจากบทความ “Boyhood กาลเวลา ความทรงจำ และการเติบโต”
นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 151 (ส.ค. 2557)
Everybody Wants Some!!
ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ ในกองถ่าย Everybody Wants Some!!

ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ ได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังที่ชอบผลิตงานออกมาหลากแนว และผลักขอบเขตของตัวเองอยู่เสมอ และเพื่อต้อนรับผลงานล่าสุดของเขาซึ่งกำลังจะเข้าฉายในบ้านเราอย่าง Everybody Wants Some!! เรามาย้อนรอยดูเส้นทางผู้กำกับของเขา ด้วยเหล่าผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขากันดีกว่า!

“เหตุการณ์ใหญ่โตเกิดขึ้น พวกเราส่วนใหญ่ก็ได้แต่เฝ้ามองมัน คนที่ทำให้สิ่งต่างๆ กระเพื่อมได้จริงๆ มีแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นแหละ”

ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์

It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988)
It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988)

It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988)

ผลงานชิ้นแรกที่เขาทั้งถ่าย (ด้วยกล้อง 8 มม.) ตัดต่อ และแสดงเอง หนังไม่มีพล็อตชัดเจน นอกจากถ่ายทอดให้เห็นเด็กมหาวิทยาลัยที่กำลังไปแฮงเอาต์กับเพื่อนในชนบท

Slacker (1991)
Slacker (1991)

Slacker (1991)

ผลงานลำดับ 2 ที่ไม่มีพล็อตแน่ชัดอีกเช่นกัน ลิงค์เลเตอร์พาเราตามติดตัวละครที่เตร็ดเตร่ไปในออสตินอย่างไร้จุดหมาย เป็นอีกครั้งที่เขานำเสนอชีวิตสามัญธรรมดาให้คนดูมีส่วนร่วม จนมันกลายเป็นหนังอินดีที่แหวกเส้นทางในวงการให้ลิงเคลเตอร์

Dazed and Confused (1993)
Dazed and Confused (1993)

Dazed and Confused (1993)

ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังวัยรุ่นที่จริงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยหนังเล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในไฮสคูล โดยได้ดารา (ที่โด่งดังในเวลาต่อมา) มา แสดงได้ฮาสุดๆ ทั้ง แม็ตธิว แม็กคอนาเฮย์, เบน แอฟเฟล็ค, มิลา โจโววิช, พาร์คเกอร์ โพซีย์ โดยลิงเคลเตอร์กล่าวว่า Everybody Wants Some!! เปรียบได้ดังภาคต่อกลายๆ ของหนังเรื่องนี้ ที่เล่าถึงช่วงเวลา 3 วันสุดท้ายก่อนเปิดเทอมมหาวิทยาลัยวันแรกของกลุ่มเฟรซซี่ทีมเบสบอลมหาวิทยาลัย

Tape (2001)
Tape (2001)

Tape (2001)

หนังดรามาถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอลซึ่งให้ภาพสุดดิบ เล่าถึงตัวละครแค่ 3 คนในห้องโรงแรมทั้งเรื่อง อีธาน ฮอว์ค กับ โรเบิร์ต ฌอน เลนเนิร์ด เล่นเป็นเพื่อนสมัยมัธยมที่มานัดเจอกัน หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาและเริ่มมุ่งสู่ด้านมืดลึกลับเมื่อหญิงสาวที่ทั้งคู่เคยหมายปอง (อูมา เธอร์แมน) กลับมาอีกครั้ง

Before
Before Sunrise (1995) / Before Sunset (2004) / Before Midnight (2013)

Before Trilogy: โมงยามกับความรัก

กาลเวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่ลิงเคลเตอร์หมกมุ่นสำรวจ ว่ามันได้ผันผ่านและกร่อนเซาะการดำรงอยู่ของตัวเรากับความสัมพันธ์ของเราไปอย่างไรบ้าง ตัวอย่างสำคัญคือ ไตรภาค Before (Before Sunrise, Before Sunset, Before Midnight) ที่หยิบจับโมงยามในความสัมพันธ์ 18 ปีของเจสซีกับเซลีน (อีธาน ฮอว์ค กับ จูลี เดลพี ซึ่งนอกจากแสดงยังร่วมเขียนบทด้วยทุกครั้ง) มาเล่า ตั้งแต่ครั้งพวกเขาพบกันบนรถไฟและตกหลุมรัก กลับมาเจอกันอีกครั้งหลัง พลัดพราก และเผชิญกับความขัดแย้งหลังจากได้ครองคู่กันแล้ว โดยในขณะที่ตัวละครเติบโตไปตามวัย ลิงเคลเตอร์ ฮอว์ค เดลพี และตัวหนังเองก็เติบโตขึ้นเช่นกัน
ไตรภาค Before ได้กลายมาเป็นเรื่องราวความรักที่จับใจนักดูหนังหลายคน จนเราอาจเผลอคิดว่าลิงเคลเตอร์ได้ไอเดียที่จะเล่นกับเวลาใน Boyhood (ซึ่ง ออกมาหลังจาก Before Midnight เพียงปีเดียว) มาจากไตรภาคนี้รึเปล่า? …อย่าลืมว่าเขาเริ่มถ่าย Boyhood ตั้งแต่ปี 2002 ส่วน Before Sunset ออกฉายปี 2004 ดังนั้น ถ้าพูดให้ถูกกว่าคือ Boyhood ต่างหากที่ทำให้เขากับฮอว์คปิ๊งไอเดียในการสานต่อเรื่องราวให้แก่คู่รักแห่ง Before Sunrise จนได้ภาคต่ออีก 2 ภาค
waking-life
Waking Life (2001)

Waking Life (2001)

ลิงเคลเตอร์ดลองใช้เทคนิค Rotoscope (ถ่ายคนแสดง แล้วนำมาวาดภาพลอกลายทีละเฟรม) เป็นครั้งแรก เล่าความฝันของชายหนุ่มที่กลายเป็นการเดินทางเชิงปรัชญาอันเต็มไปด้วยบทสนทนาถกเถียงถึงความเป็นจริง ความหมายของการดำรงอยู่ ธรรมชาติของความสัมพันธ์ ฯลฯ

School of Rock (2003)
School of Rock (2003)

School of Rock (2003)

หนังแมสส์ที่สุดของเขาซึ่งประสบความสำเร็จในการผสมความเป็นหนังตลาดเข้ากับธีมเฉพาะตัว นั่นคือเรื่องของการเติบโตและ การยืนหยัดยอมรับตนเองท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลก ด้วยเรื่องของร็อคสตาร์วอนนาบีที่ผันตัวเองมาเป็นครู (แจ็ค แบล็ค) แล้วนำดนตรีร็อคเข้ามากอบกู้ชีวิตตนเองและเด็กๆ ในชั้น

Fast Food Nation (2006)
Fast Food Nation (2006)

Fast Food Nation (2006)

เขาดัดแปลงหนังสือแฉอุตสาหกรรมฟาสต์ฟูดและวัฒนธรรมการกินของอเมริกันชนของ เอริค ชลอสเซอร์ (ซึ่งมาเขียนบท ด้วย) ให้กลายเป็นหนังที่เล่าหลายเส้นเรื่องจากตัวละครหลายตัว แม้จะสับสนยุ่งเหยิง แต่หนังก็สร้างความประทับใจด้วยฉากน่ารักๆ ก่อนที่จะพาไปตีแผ่ให้เราเห็นกระบวนการ “กว่าจะเป็นเบอร์เกอร์” ขันชวนขนลุกและหดหู่ในตอนท้ายเรื่อง (T T)

A Scanner Darkly (2006)
A Scanner Darkly (2006)

A Scanner Darkly (2006)

หนังการ์ตูนไซ-ไฟดัดแปลงจากนิยายของ ฟิลิป เค ดิก นักเขียนแนวไซ-ไฟชื่อดังด้วยเทคนิค Rotoscope เล่าเรื่องของตำรวจลับสืบคดีค้ายาที่กลับติดยาซะเอง (คีอานู รีฟส์) จนเขารับรู้ความเป็นจริงและตัวตนของเขาเองบิดเบือน

Bernie (2011)
Bernie (2011)

Bernie (2011)

หนังดรามาคอมิดีสร้างจากเรื่องจริง เล่าความสัมพันธ์ประหลาดระหว่างสัปเหร่อผู้สุภาพอ่อนโยน (แจ็ค แบล็ค) กับแม่ม่ายสูงวัย (เชอร์ลีย์ แม็กเคลน) ที่นำไปสู่อาชญากรรมสุดสะเทือนขวัญ (ที่เซอร์ฯ มากคือ เบอร์นีตัวจริงถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับการลดโทษเหลือ 15 ปี โดย หนึ่งในเงื่อนไขของศาลก็คือเมื่อออกมาเขาต้องไปอยู่บ้านลิงเคลเตอร์!)

Boyhood (2014)
Boyhood (2014)

Boyhood (2014)

Boyhood เป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความแปลกใหม่แก่วงการหนัง และเป็นอีกหนึ่งเพชรประดับยอดมงกุฎบนเส้นทางการเป็นผู้กำกับของลิงเคลเตอร์ ที่สามารถกุมบังเหียนโปรเจ็กต์ซึ่งกินเวลายาวนานโดยไล่ถ่ายทำไปปีละนิดละหน่อย (ปีหนึ่งๆ ออกกองกัน 3-4 วัน) ตั้งแต่ปี 2002 จนเพิ่งมาปิดกล้องกันเมื่อตุลาคม 2013

ลิงเคลเตอร์กล่าวว่า “เหตุการณ์ที่สำคัญจริงๆ มันเกิดรายล้อมเหตุการณ์ใหญ่ๆ เสมอ อย่างตอนผมเรียนจบ ช่วงสำคัญไม่ใช่ตอนขึ้นไปรับประกาศนียบัตรบนเวที แต่เป็นตอนที่นั่งอยู่ในรถกับคู่หูหลังจบพิธีนั่นไปแล้วต่างหาก ผมหลงใหลประวัติศาสตร์ในเวอร์ชันของคนตัวเล็กๆ มากกว่าของพวกคนตัวใหญ่ เหมือนที่ตอลสตอยเขียนถึงสงครามนโปเลียนโดยเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบสงคราม เรื่องของปัจเจกบุคคลกับผลกระทบที่พวกเขาได้รับ เพราะนั่นไม่ใช่หรือ ที่คือวิถีชีวิตของเราในทุกเมื่อเชื่อวัน”

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BIO174