ย้อนดูบทบาทในวงการหนังไทยของ Fortissimo Films ด้วยจดหมายจาก ต้อม-เป็นเอก

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, หนังไทย / ย้อนดูบทบาทในวงการหนังไทยของ Fortissimo Films ด้วยจดหมายจาก ต้อม-เป็นเอก

Fortissimo Film

หลังจากสัปดาห์ที่แล้วกลายเป็นข่าวฮือฮา เมื่อ ฟอร์ติสสิโม ฟิล์มส (Fortissimo Films) บริษัทจัดจำหน่ายหนังชื่อดัง ยืนขอต่อศาลในประเทศเนเธอร์แลนด์ให้บริษัทอยู่ในสถานะล้มละลาย จากภาวะหนี้สิน ซึ่งในยุคหนึ่งฟอร์ติสสิโมเคยนำหนังเอเชียชั้นเยี่ยมจากหลากหลายประเทศออกไปสู่นักดูหนังทั่วโลกจนถูกเรียกว่า “บริษัทหนังอาร์ตเฮาส์ของเอเชีย” มาแล้ว

เราจึงขอย้อนระลึกถึงบทบาทของฟอร์ติสสิโมที่มีต่อวงการหนังไทย ด้วยจดหมายของ ต้อม – เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับไทยที่ได้แจ้งเกิดในเวทีนานาชาติ จากการที่บริษัทนี้ได้เริ่มนำหนังของเขาอย่าง ‘เรื่องตลก 69’ ไปจัดจำหน่ายในต่างประเทศ โดยทาง BIOSCOPE ได้เชิญมาเขียนถึง วาวเตอร์ บาเรนเดร็คต์ (Wouter Barendrecht) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งฟอร์ติสสิโมซึ่งสนิทสนมกับเป็นเอก และเป็นผู้พาหนังไทยในยุคหลังได้ออกไปสู่ระดับนานาชาติอีกครั้ง ในวาระที่วาวเตอร์เสียชีวิตอย่างกระทันหันด้วยอาการหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 5 เมษายน ปี 2009 ขณะเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อชมผลงานล่าสุดของเป็นเอกในตอนนั้นอย่าง ‘นางไม้’ (ก่อนที่หนังจะได้เข้าประกวดในสาย Un Certain Regard ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2009 อีกด้วย)

เป็นเอก รัตนเรือง
เป็นเอก รัตนเรือง

และนี่คือความรู้สึกที่ เป็นเอก รัตนเรือง กล่าวถึง วาวเตอร์ บาเรนเดร็คต์ …

วาวเตอร์ บาเรนเดร็คต์
วาวเตอร์ บาเรนเดร็คต์

รีบมาเกิดเร็วๆ นะ อีพริสซิล่า
: In loving Memory to Wouter Barendrecht

…สมัยที่ผมยังเป็นคนทำหนังหน้าใหม่ หนังเรื่อง ‘เรื่องตลก 69’ ได้ไปฉายที่เทศกาลหนังเมืองรอตเตอร์ดาม ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นปี 2543 วันหนึ่งมีโน้ตมาฝากไว้ที่โรงแรมที่ผมพักอยู่ว่ามีผู้จัดจำหน่ายหนังคนหนึ่งอยากเจอผม ชื่อว่า WOUTER ผมมารู้ทีหลังว่าชื่อนี้อ่านว่า ‘วาวเตอร์’ 

 

สองวันต่อมาผมไปเจอกับเขาตามนัด วาวเตอร์บอกว่าได้ดูหนังของผมแล้ว และคิดว่าเขาอยากจะทำอะไรกับมัน เช่น จัดจำหน่าย หรือเป็นตัวแทนให้กับหนังของผมในตลาดโลก ผมจำไม่ได้ว่าการพบกันวันนั้นคุยกันเรื่องอะไรจริงๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องธุรกิจที่ผมไม่เข้าใจ แต่จำได้ว่าผมรู้สึกสนิทสนมกับวาวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อคุยเรื่องธุรกิจแล้วผมไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย เราก็เลยคุยกันเรื่องภาพยนตร์ซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เรื่องเมืองไทยนิดหน่อย ผมรู้สึกได้ทันทีว่าคนคนนี้มีรสนิยมทางภาพยนตร์คล้ายๆ ผม หนังหลายๆ เรื่องที่คนทั้งโลกชื่นชมว่าเลิศ แต่วาวเตอร์กลับไม่ชอบ ก็เป็นหนังที่ผมไม่ชอบเหมือนกัน (จำได้ว่าเรานั่งด่า Cinema Paradiso กันกระจาย) วาวเตอร์ก็ดูจะรู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันผมได้รับเกียรติเป็นที่ปรึกษาลับๆ ของบริษัทฟอร์ติสสิโมอยู่บ่อยๆ หนังเรื่องไหนที่วาวเตอร์ไม่แน่ใจว่าเหมาะหรือไม่เหมาะกับบริษัทของเขา มักจะถูกส่งมาให้ผมดูและถามความเห็นจากผม

 

ความเป็นคนไม่มีฟอร์มของเขา ความเป็นคนช่างสังเกต ความฉลาด อารมณ์ขันที่ออกไปทางมืดๆ หม่นๆ และนิสัยช่างประชดเสียดสีของเขา ทำให้เราสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว และตลอดระยะเวลาที่รู้จักกันมา ความสัมพันธ์ของวาวเตอร์กับผมจะหนักไปทางประชดประชันและเหยียดหยามกันไปมาด้วยความรัก จนกระทั่งวาวเตอร์ถึงกับแปลกใจมากที่ผมไม่ได้เป็นเกย์ และพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะฝึกให้ผมเป็นให้ได้

 

จากหนังเล็กๆ เรื่อง ‘เรื่องตลก 69’ ทำให้วาวเตอร์เริ่มสนใจหนังที่ผู้กำกับคนไทยทำกันในขณะนั้น และเริ่มมาเมืองไทยบ่อยขึ้นๆ เมื่อได้รู้จักกับ พี่อ้อม ดวงกมล ลิ่มเจริญ จนเขาหลงรักเมืองไทย เหมือนเป็นบ้านของเขาเอง จากนั้น ‘สตรีเหล็ก’ , The Eye , ‘นางนาก’ , ‘แฟนฉัน’ ฯลฯ ก็ทยอยเดินทางออกไปฉายตามเทศกาลหนังต่างๆ และได้รับการจัดจำหน่ายไปทั่วโลกด้วยฝีมือ มันสมอง แรงกายและแรงใจของวาวเตอร์ เขารักเมืองไทยมากถึงขั้นซื้อคอนโดอยู่แถวๆ ถนนสาทร และไปเที่ยวหัวหินกับพี่อ้อมบ่อยจนผมเคยถามเขาว่า “มึงกับพี่อ้อมเป็นผัวเมียกันรึเปล่า” “แน่นอน…” วาวเตอร์ตอบ “พี่อ้อมเป็นผัวที่ฉันรักที่สุด ตั้งแต่เคยมีผัวมา”

 

นอกจากเอาหนังไทยออกไปสู่สายตาชาวโลกแล้ว วาวเตอร์ยังเอาชาวต่างชาติเข้ามาทำงานกับผู้กำกับชาวไทยด้วย คริสโตเฟอร์ ดอยล์ เป็นชื่อแรกๆ ที่ผมนึกถึง เมื่อผมคิดถึงครูบาอาจารย์ที่สอนผมทำหนังในวิธีผิดๆ จนทำให้ผมพาหนังของตัวเองก้าวพ้นไปจากจุดเดิมๆ ได้ อาซาโน่ ทาดาโนบุ นักแสดงชาวญี่ปุ่น เป็นคนที่สอนให้ผมใส่ใจกับน้ำเสียง การหายใจ และจังหวะการพูดของนักแสดง มากกว่าสิ่งที่เขาทำจนปัจจุบันเวลาผมกำกับการแสดงนั้นผมแทบจะหลับตาและฟังแต่เสียงนักแสดงเสียเป็นส่วนใหญ่

 

จะดีหรือไม่ จะผิดหรือถูก วาวเตอร์เป็นคนนำพาสิ่งเหล่านี้เข้ามาในชีวิตผมและอุตสาหกรรมหนังไทย นอกจากความรู้สึกตกใจ เศร้าและเสียดายเป็นวูบๆ ผมยังไม่แน่ใจจริงๆ ว่าผมรู้สึกอย่างไรกับการจากไปของวาวเตอร์ มันรวดเร็วและกะทันหันเกินกว่าผมจะทำใจได้ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมโชคดีที่ยังไม่มีเวลาว่างพอที่จะได้นั่งนิ่งๆ จนการจากไปของเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของผมได้มีโอกาสกระทบผมจริงๆ

 

วาวเตอร์เดินทางมากรุงเทพฯ ในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน เพื่อจะมาดู Rough Cut ของ ‘นางไม้’ ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ ในวันจันทร์ที่ 6 แต่ก็จากไปเสียก่อน เพียงวันเดียว… ยังไม่ได้ดู

 

เอาเถอะครับ ทำยังไงได้ คนจะตายมันก็ต้องตาย แต่ในวันที่ ‘นางไม้’ ฉายขึ้นจอใหญ่ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีนี้ เก้าอี้นั่งข้างๆ ผมจะเป็นเก้าอี้ว่าง และผมเชื่อว่า วาวเตอร์คงใส่สูทมานั่งในเก้าอี้ตัวนั้น และดูหนังเรื่องสุดท้ายที่เขาโปรดิวซ์อย่างใจจดใจจ่อ ผมแอบหวังว่าเมื่อหนังจบจะได้ยินวาวเตอร์กระซิบที่ข้างหูผมว่า “เริ่ดฮ่ะ พี่ต้อม”

 

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมคงน้ำตาร่วงด้วยความปิติ แล้วคงหันไปบอกเขาว่า “มึงรีบมาเกิดเร็วๆ เลยนะ อีพริสซิล่า”

 

เป็นเอก รัตนเรือง
25 เมษายน 2552

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BIO Cover 175